Wednesday, January 29, 2020

ทำอย่างไร เราจะยังวิ่งได้อยู่

ทำอย่างไร เราจะยังวิ่งได้อยู่
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
คำถามเช่นนี้ ส่อนัยว่า การวิ่งแล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะวิ่งได้ตลอดไป ยังมีความเป็นไปได้ที่เราอาจจะต้องไม่ได้วิ่งหรือเลิกวิ่ง

นักวิ่งทุกคนไม่มีใครที่กะว่าจะวิ่งเพียงระยะหนึ่งแล้วเลิก ทุกคนตั้งใจจะวิ่งตลอดไปทั้งนั้น แต่ที่ทำไม่ได้เพราะมีเหตุอื่นแทรกทั้งสิ้น

นั่นเป็นความเข้าใจที่ตรงประเด็น ประสบการณ์ที่ผู้เขียนพบจากนักวิ่งอื่นสอนใจตัวเองได้ดีว่า อย่าประมาทเป็นอันขาด

เราอาจไม่ได้วิ่งหรือเลิกวิ่งเข้่าวันหนึ่งก็เป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความบาดเจ็บหรือเป็นเพราะความเบื่อหน่ายวิ่งก็ตาม ที่เราต้องแสวงหาแรงบันดาลใจต่อเชื้อมูลวิ่งอยู่เสมอมิให้จางคลาย

นั่นคือ สิ่งที่เราควรระวังสังวร คือ มีปัจจัยใดบ้างที่อาจทำให้เกิดสาเหตุตรงนั้น เราต้องให้ความระวัง

ความบาดเจ็บ

1) การทำตัวที่สุ่มเสี่ยง ไม่ว่า การวิ่งหนักต่อหนัก ไม่ว่าการซ้อมหนักต่อหนัก แข่งที่บ่อยกระชั้น ก็อย่าไปทำ ไม่ว่างานวิ่งนั้นจะเร้าใจหรือเป็นเพราะแมตช์สำคัญก็ตาม

จะต้องไม่เป็นเหตุให้เราจัดถี่ ต้องมีการฟื้นตัวที่เพียงพอเสมอ (แค่ไหนพอเพียงไม่ยาก วิ่งไปทั้งยังไม่พอ อาการจะฟ้องเราเอง)

ต่อโปรแกรมงานวิ่งต่างๆที่เสนอมาให้เรา อย่าเข้าใจว่าเราต้องวิ่งทุกงาน เราต้องเลือก เอางานที่ดีที่สุดในทัศนะเรา หรือที่เราอยากไปมากที่สุด ส่วนงานอื่นๆในระยะใกล้กันนั้นต้องถูกตัดออกไป แม้ว่ามันจะเร้่าใจขนาดไหนก็ตาม

ถ้าจัดติดๆกันต้องเลือกเอาอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ซ้ำกันมากกว่าการใกล้กันเกินไป เราต้องไม่ยอมใจอ่อน

แล้วทำไมเราต้องเลือกตัดออก ในเมื่อยังพบนักวิ่งอื่นเขาไปกันบ่อยๆ เขาวิ่งกันได้ เพราะเรากำลังครุ่นคำนึงอย่างไรว่า เราจะวิ่งต่อเนื่องไปได้นานที่พวกนั้นไม่เคยคิดไง

นั่นไม่ใช่โมเดลฉลาดๆที่เป็นตัวอย่างดีๆกับเราให้ทำบ้าง

พวกเขามองสั้นๆว่า "ไปก่อน...เจ็บไหมเจ็บ ค่อยว่ากันทีหลัง" ค่อยหาทางแก้ไขรับมือเอาตอนที่เจ็บ ตอนนี้สมัครไว้ก่อน มือลั่น ไปโทษมือ เพราะเราอยู่กันแบบนี้เอง ปกครองตัวเองไม่เป็น เราจึงวิ่งกันได้ไม่นานไง

การวิ่งตัองมีแผน ทั้งแผนฝึก แผนการเงิน และยังมีแผนปกป้องตัวเองจากการถูก Stress ที่วิ่งด้วย

บ่อยครั้งที่การไตร่ตรองเช่นนี้ ล้ำรุกเข้ามาสู่ประเด็นปรัชญาวิ่งว่า "เรามาวิ่งกันทำไม"

การระมัดระวังการวิ่งอย่างไรจากเป้าหมายต่างๆ ต้องถูกสังวรอยู่เสมอ ค่าที่ว่าเราไม่ได้วิ่งกันเพียงชั่วระยะหนึ่ง แต่เราต้องวิ่งกันตลอดชีวิต

ในที่นี้ จะมีใครถามมาหรือไม่ว่า แล้วทำไมต้องวิ่งกันตลอดชีวิต ?
.
.
2) การทำใจที่สุมเสี่ยง เมื่อกายสุ่มเสี่ยงพอแล้ว วิธีคิดของเราอีกที่ทำร้ายตัวเอง เช่น "นักรบต้องมีบาดแผล" เพราะมันที่ฟังแล้วเท่เท่านั้นเอง หรือ "วิ่งนี่มันอยู่ที่ใจ" ที่ส่วนใหญ่ ทั้งหมดเป็นลัทธิแก้ทั้งสิ้น
การสมัครไว้ล่วงหน้ามากๆ มันคือคำมั่นสัญญาต่อหน้าการเงินเราเองว่า เราต้องไปวิ่งงานนี้เมิ่อกำหนดมาถึง
แม้ต่อมา เราจะพบความบาดเจ็บ ไม่สมควรวิ่งแล้ว ต้องพักฟื้น แต่เราต้องฝืนไปวิ่งเพราะความเสียดายเงินที่สมัครไว้ วันๆผ่านไปด้วยความครุ่นคิดให้หายดีทันกำหนดวิ่งด้วยเถิด ที่เกือบร้อยทั้งร้อย ไม่เคยทัน
ยังครุ่นคำนึงการหาเหตุผลดีๆที่ต้องฝืนไปวิ่ง
- ไปช้าๆละกัน ไม่เอารางวัล
ขอแค่ทันคัทออฟ
แต่ธรรมชาติมันไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆ มันจัดความบาดเจ็บให้เราเพิ่มเติม บวกความเรื้อรังเข้ามาอีกโสตหนึ่ง แล้วเรื่องที่จะคลี่คลายต่อมาก็เป็นโดมิโน ยาวเลยทีนี้
เราคิดกันว่า ถ้าไม่สมัครไว้ ในนาทีที่ได้รับข่าวสารตอนนั้น มัวแต่คิดเอาไงดี มันจะเต็ม สมัครไว้ก่อน แล้วเททีหลัง กลัวพลาดโอกาสงานสำคัญ(คิดเอาเอง)
กำลังจะบอกว่า ไม่มีงานใดที่สำคัญเลยทั้งโลกนี้ ตัวเราต้องอยู่ในภาวะวิ่งได้
วิ่งแล้วให้ Perform มันออกมาดีที่สุดเท่าที่ศักยภาพมันเอื้อเรา ไม่ใช่สักแต่เข้าจุดสตาร์ท
การพลาดงานวิ่งอาจถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักวิ่งบางคนสมัยนี้ มากกว่า ผลลัพธ์ที่วิ่งไปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองภายหลัง เป็นเพราะไม่ได้มองตัวเอง แต่มองออกไปที่อื่น
ถ้าไม่ได้ลงงานใดๆที่พวกเขาคิดว่าสำคัญ มีผลต่อแรงจูงใจต่อเนื่องชีวิตวิ่ง อันนี้มันเป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องแสวงหา Your last solution เอาเอง โลกมันเป็นอย่างนี้เท่านั้น
.
บางคนไม่เจียมตัวเลย
ซ้อมก็ไม่ถึง เจ็บก็ยังไม่หาย
เงินก็ไม่พอใช้
ยังสะเออะ ไปงานวิ่ง
.
ทำอย่างไรที่เราจะวิ่งได้อยู่ ไม่ได้หมายความว่า ต้องวิ่งในสนามเช้าวันอาทิตย์ใดๆ
เราย่อมวิ่งที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องเสียเงินทองเดือดร้อน
กำลังจะเถียงใช่ไหมว่า มันให้อารมณ์ไม่เหมือนกัน
นี้เป็นเพราะเราดันไปให้ความหมายสำคัญกับงานสมัครว่า มันต้องมีความหมายต่อชีวิตวิ่ง ที่เราต้องมีมันให้ได้ เราไม่ได้ให้ความหมายวิ่งด้วยเหตุอื่น หรือเพื่อตัวของมันเอง
คุณมีชีวิตเพื่องานวิ่ง ไม่ได้เลือกที่จะมีชีวิตเพื่อตัวเองจริงๆ
ที่คิดเช่นนี้ เท่ากับคุณเลือกทำชีวิตให้มีความเสียดทานเดือดร้อนทางการเงินตลอดไป
มันถูกราคาเสียเมื่อไรเล่า เห็นพูดกันแค่ค่าสมัคร ยอดเม็ดเงินที่กระเด็นออกไปจากตัวเราจริงๆ มากกว่านั้นเยอะ ไหนจะค่าเดินทาง ค่าที่พัก ฯลฯ
เมื่อคุณเลือกที่จะให้ความหมายใดๆกับอะไรและอย่างไร คุณก็จงก้มหน้ารับผิดชอบกับมัน เป็นชีวิตชดใช้กรรมมีหน้าที่จ่ายเงินตลอดไปให้กับผู้จัดวิ่ง เป็นคำสาปที่มาจากชาติที่แล้ว ก็ตามนั้น เพราะคุณเลือกของคุณเอง
.
นักวิ่งใด ที่ไม่ผูกการวิ่งไว้กับงานสมัครวิ่ง สามารถพบแรงบันดาลใจ ให้เป็นเชื้อมูลวิ่งประจำวันได้โดยไม่ต้องใช้สนามเช้าวันอาทิตย์เป็นเป้าล่อซ้อมประจำวัน
ย่อมถือได้ว่า พบหนทางประหยัด ชีวิตจะดำเนินไปได้ไม่เดือดร้อน ปลอดพ้นอุปสรรคใช้จ่ายแบบเดิม ชีวิตจะร่มเย็นขึ้นมาก
เราย่อมสงวนเงินตราไว้ไปสำรองใช้จ่ายอย่างอื่นได้มหาศาลในระยะยาว
งานหนึ่งประมาณเท่าไร เราไปกี่งาน กี่เดือน เราต้องเตรียมเงินไว้เท่าไรในปีหนึ่งๆ
คุณคิดว่าเงินจำนวนนั้นเป็นจำนวนที่เหลือจ่ายใช่ไหม คุณมีเงินออมหรือไม่ เมื่อความจำเป็นและไม่แน่นอนชีวิตภายหน้ามาถึง
ถ้ายังไม่มี หรือถ้ามีไม่มากพอ เมื่อชั่วโมงนั้นมาถึง คุณจะเอามาจากไหน นั่งตาปริบๆดูเหรียญและถ้วยที่แขวนไว้เต็มบ้านตาละห้อย
ใครที่มีพอ มันเรื่องของเขา ประเด็นของเราสำคัญ คือบ้านเรา ตัวเรา ลูกเราครอบครัวเราจะเอาอะไรใช้
เงินสำรองตรงนี้ ต้องเตรียมล่วงหน้า ไม่ใช่ไปหาเอาในชั่วโมงนั้น
ที่เราเอามาจากงานสมัครวิ่งที่เราไม่ไป แต่เก็บไว้
มันมีความจำเป็นมากที่เราต้องแสวงหาแรงบันดาลใจเป็นเชื้อมูลวิ่ง โดยไม่ต้องอาศัยงานสมัคร
ชีวิตวิ่งเราต้องยังอยู่ได้ โดยไม่อิงสนาม เราต้องวิ่งได้ มิใช่ต้องขึ้นกับงานวิ่ง
แต่ตรงนี้จะดำริอย่างไร ต้องไตร่ตรองเอง ไม่มีใครให้คำปรึกษาได้ว่า เราจะเป็นอิสระจากการเป็นทาสทางการเงินงานวิ่งอย่างไร
ถ้าตรองโจทย์นี้ไม่แตก ก็แค่รอสูญพันธุ์
.
ใครหาได้ ก็ดีใจด้วย แต่ถ้าใครยังหาไม่ได้ก็ต้องเร่งหาเอง ถ้าไม่ยอมหาคุณก็ต้องหาเงินเพิ่ม เพื่อเอาไปให้ผู้จัดงาน ทั้งหมดมันก็มีเพียงเท่านี้เอง
ไม่ใช่บอกว่า งานวิ่งเป็นตัวร้ายที่เราควรหลีกเลี่ยง แต่กำลังสะท้อนว่า เรานักวิ่งต้องจัดการตัวเอง จัดการชีวิตของเรา ครอบครัวของเรา ให้พ้นความตกต่ำปัจจุบันนี้ให้ได้
ปัจจัยร้ายๆอะไร ที่มาจ่อกำลังจะเกิด ก็รู้ๆกันอยู่มีอะไรบ้าง ได้เตรียมตัวกันบ้างหรือยัง
สิ่งที่จะต้องสานก่อต่อไปภายหลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจได้ล่มสลายแล้ว ก็คือ โลกจะเป็นอะไรก็ให้มันเป็นไป เราต้องยังวิ่งได้อยู่ นั่นคือ เราต้องวิ่งให้ได้ด้วยการใช้เงินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากสิ่งที่มีอยู่
อาจเป็นได้จากการกลับมาวิ่งแบบดั้งเดิม ที่มันเคยได้เอื้อให้ชีวิตของนักวิ่งรุ่นพี่ๆที่วิ่งมาก่อนก็จำเป็น
แต่แน่ละ เรายังต้องอาจมีการใช้จ่ายซื้อขายแลกเปลี่ยน แต่ทุกการตัดสินใจต่อไปนี้ ต้องผ่านการคิดซ้ำสาม
และการวิ่งแบบที่เราสังเคราะห์ใหม่นี้เอง ต้องมีลักษณะเอื้อต่อชีวิตวิ่งดังนี้
1) ไม่ทำให้เราบาดเจ็บ
2) ไม่ทำให้เราเจ็บกระเป๋าด้วย
3) เอื้อให้เรามีพลานามัยที่สมบูรณ์
สิ้นค่าใช้จ่ายแพทย์น้อยลง
4) พัฒนาฝีเท้าตามฐานความทุ่มเทพากเพียรที่ลงไป ถ้าต้องการ
5) ต่อเนื่องการวิ่งไปได้ตลอดอายุขัยโดยไม่หมดตัว
มันคือการบ้านที่ครูมอบให้พวกเธอไปไตร่ตรอง
.
.
กฤตย์ ทองคง
29 มกราคม 2563
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่