Wednesday, August 19, 2020

เป็นนักวิ่ง ควรรู้อะไรบ้าง

 เป็นนักวิ่ง ควรรู้อะไรบ้าง

.
.
.
.
1) รู้เป้าประสงค์วิ่งปัจจุบันของตัวเอง เมื่อแรกเริ่มเข้ามาวิ่ง อาจมีเป้าหมายอย่างหนึ่ง ต่อๆมาอาจเคลื่อนคล้อยเปลี่ยนแปลงตามความคืบหน้า ที่ตนเองเปลี่ยนมา อาจไม่เหมือนเดิมแล้ว
สิงนี้ไม่ได้ผิดอะไร แต่เราต้องตามไปรู้ด้วยว่าในเป้าหมายที่ตนเองปรารถนาใหม่นั้น มีวิธีอย่างไร
ถ้าไม่รู้ ต้องรู้ว่าใครรู้ หากหาโค้ชไม่ได้ ก็ต้องตามไปรู้เองให้ได้ เพื่อตัวเองจะได้ลงมือทำอย่างถูกต้อง ไม่หลุดเป้าหมาย
2) ถ้าไม่กำหนดเป้าประสงค์ แค่วิ่งเฉยๆแบบนี้ไม่ได้ เพราะการฝึกแต่ละเป้าหมายไม่เหมือนกัน ในแต่ละปลายทางที่มุ่งไป อย่าว่าแต่แค่การฝึกแต่ละวันเลย แค่การกินอยู่หลับนอนจะทำแบบเดิมก็ต้องเปลี่ยนแล้ว
3) การทยอยรับรู้องค์ความรู้วิ่ง ย่อมมีผลต่อการเคลื่อนคล้อยเป้าหมายทีละน้อย อย่างไม่รู้ตัว จึงไม่น่าแปลกใจว่า นักวิ่งหลายคนยังดื่มยังสูบอย่างมีข้ออ้างที่หนาแน่นมากยิ่งขึ้น กระชับเงื่อนพันธนาการให้แกะยากขึ้นไปอีก "ฉันมีเหตุผลที่จะดื่ม!"
4) แม้การวิ่งเพื่อสุขภาพที่ไม่เร็ว ก็จะมีชุดความรู้ตัวของมันเอง How to... และวิ่งอย่างไรไม่เป็นไปเพื่อสุขภาพด้วย
ที่ไม่ใช่คือ "ฉันไม่ได้มีเป้าหมายแข่ง ฉันวิ่งเพื่อสุขภาพ ฉันวิ่งยังไงก็ได้" นี่แหละ คือหนึ่งในความผิดพลาดยอดนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่งทีเดียว
5) เราควรรู้ว่าเป้าหมายการวิ่งแต่ละอย่างอยู่ตรงไหน และวิธีที่จะไปถึงเนื้อหัวใจอยู่ที่ใด ถ้าเข้าใจคลาดเคลื่อน การฝึกเราก็จะเคลื่อนออกจากเป้าหมายด้วย เมื่อเป้าเลือนออก ย่อมไปไม่ถึง หรือถึงไม่เต็มที่
เช่นความเข้าใจที่ว่า ยิ่งวิ่งได้เร็วขึ้น ยิ่งส่อถึงสุขภาพได้มากดีกรียิ่งขึ้นกว่ารายที่วิ่งช้า ความคิดเช่นนี้ จึงทำให้คนที่มีเป็นหมายวิ่งเพื่อสุขภาพ วิ่งเร็วเกินความจำเป็น จนกระทั่งเกิดโทษในที่สุด เพราะความที่ไปเข้าใจว่า ยิ่งเร็วยิ่งฟิต ตีความฟิตคือสุขภาพ ทั้งๆที่มันเป็นคนละอย่าง นับว่าเป็นการเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง
6) เมื่อไปเข้าใจเสียแล้วว่า เนื้อหัวใจแต่ละเป้าประสงค์อยู่ที่ใด เราก็จะเน้นได้ไม่พลาด เน้นถูกจุด เกาถูกที่คัน การวิ่งเพื่อสุขภาพ จุดเน้นคืออยู่ที่ความสม่ำเสมอที่เหมาะสมกับตัวผู้นั้นในเรือนร่างที่สมบูรณ์ดี คือ
6.1) ความสม่ำเสมอ(ไม่ใช่ทุกวัน)
6.2) กับใคร กับตัวเรา ไม่ใช่กับคนอื่น ความแตกต่างระหว่างบุคคลมีมากทีเดียว
6.3) และต้องในขณะที่ผู้นั้นไม่บาดเจ็บ ถ้ายังคงเหลือ Injury อยู่ ก็ต้องไปทำให้หายดีเสียก่อนไม่ใช่เสพติดวิ่ง ก็ทนวิ่งทั้งๆที่เจ็บ
นี่คือจึงไม่มีสูตรสำเร็จว่าแค่ไหน วิ่งเพื่อสุขภาพ ต้องดูเป็นรายๆ แม้คำแนะนำมาตรฐานใดๆวิ่งเพื่อสุขภาพก็คือ เหมาะกับกลุ่ม Average ไม่ใช่ทุกคน
เมื่อตระหนักใน "ความสม่ำเสมอ" เช่นนี้ เราจึงไม่ยอมปล่อยทอดทิ้งให้ห่างหายการซ้อมนาน การจากไปภารกิจใดๆ 4-5 วัน ก็หยิบเอารองเท้าวิ่งติดตัวไปด้วย
แม้ว่าการแสวงหาทำเลวิ่งในถิ่นแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคย ไม่ใช่เรื่องที่จะพบโดยง่าย ต้องอยู่ไปก่อนสักพักหนึ่งถึงจะทราบ การเร่งรัดให้ตัวเองสอดส่ายรู้ได้เร็วว่าที่ไหนเขาวิ่งกันถือว่าเป็นแบบทดสอบหนึ่งที่เราควรพัฒนาเร่งรัดความสามารถของตัวเอง
7) เมื่อเป็นนักวิ่ง ควรตระหนักในกฎสำคัญพื้นฐานข้อหนึ่งคือ "ค่อยๆเปลี่ยน" นี้เป็นหลักการที่สำคัญมากๆ ไม่ว่าเป้าหมายเบื้องหน้่าจะอลังการแค่ไหน จงจำไว้ว่า ต้องเตือนร่างกายตัวเองก่อนเสมอ มีเวลาให้เขาได้ปรับตัว ด้วยการทยอยเปลี่ยนพฤติกรรมฝึก อย่าปุบปับ
การขาดซ้อมไปนาน และจะกลับมาซ้อมอย่างกระหายชดเชยที่ขาดหายไปนานนั้น ไม่ได้เป็นอันขาด นักวิ่งมักจะมีแนวโน้มที่จะวิ่งกันตามความปรารถนา มีความรู้สึกสดดี เพราะไม่มีการซ้อมใดๆมา จึงมีแต่ความกระเหี้ยนกระหือรือวิ่ง มากกว่าตัวความรู้
หาตระหนักไม่ว่า ณ ปัจจุบันขณะ เราเป็นคนละคนกับตอนก่อนขาดซ้อม ก็คือ "เดี้ยง" เจ็บยาวจากการกลับมาวิ่ง แบบนี้เป็นมาไม่รู้กี่รายต่อกี่รายแล้ว
ก่อนกลับไปวิ่ง ระหว่างกลางทำภารกิจ ควรเตือนตัวเองให้ชัดเจนว่า "รู้ยัง...ถ้ากลับไปวิ่งครั้งนี้ เราจะไปวิ่งอะไร วิ่งอย่างไร โดยเฉพาะ Pace และระยะทาง และจะควรแช่เย็น Repeat นิ่งนานเท่าใดก่อนที่จะเขยิบเพิ่มอีก และจะเพิ่มอีกในปริมาณเท่าใดกว่าจะมาเท่าของเดิมก่อนหยุดครั้งนี้ เราตอบได้มะ?
การค่อยๆเปลี่ยนมิได้หมายความเพียงวอร์ม-อัพเท่านั้น
8) เป็นนักวิ่ง เพียงรู้อะไรว่าสำคัญเท่านั้นยังไม่พอ แต่ควรรู้ตัวที่ไม่สำคัญ และตัวที่สำคัญน้อยด้วย งงดิ ??!!
มันคือสัดส่วนแต่ละอย่างนั่นเอง เหมือนส่วนประกอบในการปรุงอาหาร แต่ละอย่างสัดส่วนมากน้อยไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ไม่สำคัญก็ตัดออก
คนร่วมสมัยมักจะมีชุดของความเข้าใจโลกและชีวิตแบบ All or None ถ้าต้องเป็นอย่างนี้ ก็ต้องอย่างนี้เท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่น เมื่อเป็น A แล้ว ย่อมไม่เป็น B อีกเป็นอันขาด นี่คือชุดความเข้าใจต่อโลกทรรศน์ที่ผิดพลาด
ผู้เขียนกำลังหมายถึงสัดส่วนของส่วนผสมใดสำคัญมากจำนวนเท่าไร และใดสำคัญน้อยที่จำนวนเท่าไรต่อการฝึกทั้งหมด ไม่ใช่เมื่อไม่มีความสำคัญแล้วตัดออก
โลกหมุนมาจนทุกวันนี้ ขับเคลื่อนมาด้วยทั้งสิ่งสำคัญและสิ่งไม่สำคัญทั้งสิ้น
ประเด็นคือสัดส่วนเราต้องรู้
จะว่าไป คนร่วมสมัยมักมีจุดอ่อนตรงนี้เลยทีเดียว เมื่อแห่เน้นเะไร ฮิตนิยมอะไร ก็ปลื้มกันทั้งลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ที่เหลือละเลยและเพิกเฉย
หลายตัวทั้งสำคัญและไม่สำคัญจึงหลุดจากวงโคจรโดยง่าย กว่าจะรู้ตัว กว่าจะนำมันกลับมา ความเสียหายก็ดำเนินไปมากมายอย่างไม่จำเป็น
แท้จริงโลกมันคือ 50 shades of grey และความเป็นตัวของเราอยู่ตรงตำแหน่งใดใน 50 shades นั้น ต้องระบุได้
ที่ผ่านมา เราเสพติดเคยชินโลกทรรศน์แบบ Black and White มาจนเคยตัว
จนวันหนึ่งที่เราพยายามจะอยู่กับความเป็นสีเทาของเฉดต่างๆขึ้นมา ก็จะเค้นเอาให้ได้ว่า Interval ต้องวิ่งระยะนี้ให้ได้ภายในกี่วินาที ต้องมี WM จำนวนเท่าไร เพื่อจะได้วิ่งให้ตามนั้นเป๊ะๆ แสดงว่ายังสะบัด Black and White ไม่ออก
หาตระหนักไม่ว่า ตัวเลขที่กำหนดนั้นเป็นเพียง"อุดมทรรศน์" เป็นแค่หลักไมล์แนวทางเท่านั้น ขาดเกินบ้างได้นิดหน่อย มีตัวเลขขึ้นมาเพียงเพื่อป้องกันมิให้เราวิ่งเร็วมากเกินไปจนผิดสัดส่วน นำไปสู่การวิ่งเบาและวิ่งช้าที่น้อยเกินไป ที่สิ่งนี้เป็นความผิดพลาดที่เห็นพวกเราทำกันบ่อยๆ
เมื่อ SW ต้องเป็น 20% ของ WM ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้อง 20% เป๊ะๆ ความแตกต่างระหว่างบุคคลต้องให้ความสำคัญเป็นรายๆไป
ที่ใน SW ยังแยกย่อยออกเป็น Interval แค่ 5% เท่านั้น ส่วน Tempo เข้าไปถึง 15% ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็น Sub set ในส่วนผสม SW ทั้งหมด
ในแต่ละสัดส่วน ยังมีสัดส่วนซ้อนในแต่ละสัดส่วนเข้าไปอีก และการทำตัวฝึกอย่างไรเมื่อวาน ก็จะยังผลให้การลงมือฝึก Key ของวันนี้ ดำเนินไปราบรื่นหรือไม่ สะดุดชะงักงันหรือไม่อีกด้วย สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้ทุกสูตรคลาดเคลื่อนไปด้วยนั่นเอง
ดังจะเห็นได้ว่านักวิ่งหลายคนเป็นทาสนาฬิกา ที่จริงเขามีนาฬิกาเพื่อให้พอประจักษ์แนวทางไม่ใช่ต้องทำตามเป๊ะๆเป็นทาสเช่นที่ทำกันอยู่นี้
เพียงแค่แนวทาง เราสามารถใช้ระบบ Manual ก็ได้ ไม่ต้องใช้นาฬิกาก็ได้ แต่พวกเราบอกว่าไม่ได้ ไม่เท่ ไม่ยอม
9) สิ่งที่นักวิ่งต้องรู้ คือความเป็นต้นทุนของเราในปัจจุบันขณะ
ว่าเราทำการฝึกอะไรได้แค่ไหน ณ ปัจจุบันขณะ ที่ไม่ใช่ คือเพิ่งหน้าใหม่มาวิ่งไม่นานเลือกสนามลงมาราธอน หรือหน้าเก่าก็จริง แต่ซ้อมมาน้อย ซ้อมไม่ถึงแต่อยากลงเต็ม อยากได้เสื้อ 42 อยากลงเทรล
เราต้องวิ่งสั้นๆช้าๆให้ดีให้นิ่งได้เสียก่อนที่จะวิ่งที่ไกลและวิ่งเร็ว
มีอย่างที่ไหน พอถึงหน้าเทศกาลทุกมาราธอน ก็เอาพอถึงทุกที ครั้งแล้วครั้งเล่า ลงกี่ที เอาพอถึงทุกครั้ง เมื่อผ่านโจทย์ ป.1 ไปแล้ว แทนที่จะทำโจทย์ ป.2
นี่กลับไปทำโจทย์ ป.1 กันทุกปี มันอะไรกันเนี่ยะ !!!
ที่ว่าเราต้องรู้จักตัวเอง เราก็ไม่รู้ว่า ต่อหน้าต่อตาการฝึกหนึ่งๆ เราควรวิ่งกี่โล กี่เที่ยว ใน Pace เท่าไร ก็ไม่เป็นไร ก็ให้ลองผิดลองถูกไป ควรลองแต่น้อยก่อน เพราะอนาคตหากประจักษ์ความล้าไม่ยอมฟื้น เราจะมีช่องว่างให้หายใจปกป้องจากความบาดเจ็บง่ายๆ เราปรับขึ้นได้ ไม่เป็นชนวนเจ็บ
นี้เป็นสิ่งที่นักวิ่งต้องรู้ ถ้าไม่รู้ ตนเองจะต้องปฏิบัติอย่างไร รู้ว่าการลองแต่น้อยไปก่อนนี้ไม่จำเป็นต้องสอน เป็นสามัญสำนึกธรรมดา คือสิ่งที่พวกเราควรรู้เอง
10) สิ่งที่นักวิ่งผิดพลาดกันอย่างมากๆ อย่างที่ไม่ควรจะเป็น จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับวงการมาก็คือ
ปกครองตัวเองไม่เป็น ไม่รู้ว่าเมื่อไรควรหยุดวิ่ง เมื่อไรควรฝึก วิ่งไม่รู้พอดี ขาดแคลนการพักฟื้น วิ่งตะพึดตะพือ วิ่งไม่ฟังสัญญาณเตือน
แค่ถอยหลังไปไม่กี่ปีมานี้เอง คนที่วิ่งคนเดียวกันนี้แหละ เป็นคนที่ไม่วิ่งเอาเลย ไม่วิ่งมาตลอด ชีวิตอยู่มาได้เพราะบุญเก่า แต่พอมาวิ่งแล้ว กลับหยุดวิ่งไม่ได้ วิ่งจนบาดเจ็บ สัญญาณเตือนมาแล้วมาอีกไม่รู้ว่ากี่ครั้ง ก็หักห้ามใจตัวเองไม่ได้ ปกครองตัวเองไม่เป็น
ผลลัพธ์ที่ไม่ควรเกิดก็เกิด ไม่ควรร้ายแรงก็ร้ายแรง ควรหายในไม่กี่สัปดาห์ ก็กลับไม่หายไม่ว่าจะกี่เดือน ที่ไม่ควรต้องเลิกวิ่งก็ต้องเป็นเลิกวิ่ง
ทั้งๆที่โตๆกันแล้ว แก่ๆก็ไม่น้อย แต่กลับลุ่มหลงวิ่ง
เหมือนเด็กๆ
การปรับตัวเองเข้าสู่โหมดความเหมาะควร แค่ไหนวิ่งแค่ไหนต้องหยุด ต้องเรียนรู้เอง ผู้เขียนแนะนำทางไกลออนไลน์คนเป็นหมื่นเป็นแสน ทำได้แค่นี้ จะให้เอาสายนกหวีดไล่หวดให้หยุดพักวิ่งทุกคน ทำไม่ได้
.
.
กฤตย์ ทองคง
20 สิงหาคม 2563
.