บทวิพากย์การวิ่งตลอดอายุขัย
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ฟังดู คำว่า "วิ่งตลอดอายุขัย" มีเสน่ห์สำหรับนักวิ่ง
แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดกับคนวิ่งได้ง่ายๆหรือเกิดกับทุกคน ค่าที่ว่ารุ่นพี่ๆนักวิ่งก่อนหน้าพวกเรา ไม่สามารถทำได้หลายคน หายหน้ากันไปเกือบหมด ถ้ามันดีจริง พวกเขาหายไปไหนกัน ?
ไม่เคยนับกันว่า หายไปเท่าไร เหลืออยู่เท่าไร ไม่เคยมีใครวิจัยสำรวจ แต่จากที่สังเกตกว่าครึ่งแน่
นั่นคือ จากค่าสถิติบอกเราว่า คำว่าวิ่งตลอดอายุขัย แม้จะหอมหวล แต่ไม่ใช่จะสามารถวิ่งได้ทุกราย จะเหลือถึง 20%รึเปล่าด้วยเถอะ ระวังตัวเอง
ให้พวกเราลองพินิจกันดูว่า มีอะไรบ้างที่เป็นตัวต้านทาน ไม่ให้เราทำมันได้ แล้วก่อนที่จะเลือกเป้าหมายนี้กัน ควรรู้ว่า ทำไมเราถึงเลือก
เพราะแต่ไหนแต่ไร เราเคยได้ยินอภินิหารคุณความดีของการวิ่ง ออกผลต่อตัวผู้วิ่งในทางที่ดี ป้องกันป่วยไข้อะไรต่างๆมากมาย
แล้วไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาสาธยายตอนนี้ เพราะมันค่อนข้างแน่ ไม่เป็นที่สงสัยแล้ว
แต่ประเด็นก็คือ เจ้าสิ่งที่ดีๆนั้น จะเกิดกับเราก็ต่อเมื่อยังวิ่งได้เท่านั้น ตราบใดถ้าวิ่งไม่ได้แล้ว ไม่ว่าเพราะเหตุใดๆ ผลดีย่อมไม่เกิด
วิ่งแล้วดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ ไม่ใช่วิ่งแล้วจะเกิดผลดีตลอดชีวิต วิ่งแล้วดีเป็นเรื่องชั่วคราว มันจะก่อผลดีกับตัวเราเมื่อยังวิ่งอยู่ เซย์ว่าหนึ่งถึงห้าเดือนข้างหน้าประมาณนั้น เพื่อแข่งขันอาจตกเร็วหน่อย ถ้าเพื่อความไพบูลย์ อาจอยู่ถึงหลายปี
เมื่อเริ่มวิ่งวันนี้ ไม่ใช่จะวิ่งได้ดีวันนี้เลย ผลลัพธ์ยังจะต้องหมักบ่มสะสมเดือนหนึ่งขึ้นไป ส่วนการขาดหายการซ้อมไม่ต่อเนื่องนั้นก็จะมีผลแน่
ขาดไปเดือนหนึ่งสองเดือน Perform ตก สิ้นสภาพไปสนามแข่ง แต่ถ้าสิ้นไปหมดเกลี้ยงกลับไปเป็น Sedentarian อีกครั้ง คงสักครึ่งปีกระมัง
ตัวเลขนี้เดือนนี้เป็นตัวเลขติ้ดต่าง ไม่ใช่เอาไปอ้างอิงอะไรได้ เป็นแค่ตัวเลขเพื่อแสดงให้เราเข้าใจคอนเซ็ปส์ของประเด็นที่กล่าวเท่านั้นเอง
เพื่อให้ได้ผลดีกับเราในขวบปีข้างหน้า หรือหลายขวบปีต่อไปเรื่อยๆ ย่อมจะเป็นเนื้อนาบุญจากการวิ่งวันนี้สะสมต่อเนื่องไปข้างหน้าเป็นสเต็ปๆ
ที่ไม่ใช่ คือ วิ่งตลอดอายุขัยจะเกิดขึ้นอัตโนมัติเพียงเพราะมาเริ่มวิ่งแล้ว มีเหตุปัจจัยมากมายอันอาจเป็นสาเหตุให้เราวิ่งไม่ได้ไม่น้อยเลย มีอะไรบ้าง
1) บุคลิควิ่งแบบทุ่มเท อัดขอดฝึกจบ ถึงขนาดแผ่หรากลางสนาม บ่งสภาพการเทกำลังหมดหน้่าตักเต็มร้อย การทุ่มเทแรงกายแรงใจขนาดนั้น ผมไม่คิดว่าใครจะสามารถทำแบบนี้ได้ต่อเนื่องนาน อย่าพูดเลยตลอดอายุขัย แค่ถึงปีหน้าก็หายหมดแล้ว
สังวรกันไว้ให้ดีๆ
เพื่อเหรียญ เพื่อเสื้อตัวนี้ งานวิ่งนี้สำคัญขาดไม่ได้สำหรับ Collection สะสม ต้องเอาให้ได้ ระหว่างทาง ยังไม่ถึงเส้นชัยอาการออก ระหว่างฝึกที่กระท่อนกระแท่นบ่งบอกว่าซ้อมไม่ถึง ความต้องทนลากเรือนร่างที่ฝืนกับความรู้สึกไปตลอดครึ่งหลังสนาม เพื่อเหรียญเพื่อเสื้อ หรือเพื่ออะไรก็ตาม สถานการณ์ทุ่มเทแบบนี้ สุ่มเสี่ยงไม่เป็นคุณใดๆทั้งสิ้นกับการวิ่งให้ได้ตลอดอายุขัย คุณอาจจะได้เหรียญนั้น แต่ถ้าทำชีวิตวิ่งตกหาย แบบนี้จะแลกเปลี่ยนรึ?
2) ไม่สนใจคำแนะนำวิ่ง NS (Negative Splits) วิ่งแบ่งนิเสธ หรือวิ่ง Progressive running ไม่ฝึกไว้ ไม่ฝึกออมแรงต้น แต่ยอมฝืนวิ่งให้เร็วในปลายระยะ ข่มขืนตัวเองเสมอ
ตรงกันข้่ามกับคนที่ฝึก NS เสมอ จะพบว่าปลายไม่ต้องฝืนใดๆเลย ใครมีประสบการณ์ ช่วยออกมาเป็นพยานกันหน่อย
การจัดวางเงื่อนไขที่เป็นคุณกับการวิ่งได้ตลอดอายุขัยได้ ต้องวางการจัดสรรพลังงานให้เป็นองค์คุณกับการปกป้องการบาดเจ็บด้วย
รวมตลอดทั้ง Session ใดๆทั้งซ้อมทั้งแข่ง ย่อมจะมีความเข้มข้นวิ่งที่ไม่เท่ากัน จะมีค่าเฉลี่ยความเร็ว มีเข้มหนักมีแผ่วจาง ไม่เท่ากันตลอดทั้งเส้น แม้จะดูเท่ากัน แต่จริงๆกลับไม่เท่ากัน
ที่ถูกต้อง จัดวางที่เข้มหนักที่สุดไว้ตอนต้นระยะไม่ได้เลย ต้องวางไว้กลางหรือท้ายระยะเท่านั้น การเริ่มต้นต้องช้ากว่ากลางและปลายแน่นอน ใครทำไม่ได้อย่างนี้ เป้าหมายวิ่งตลอดอายุขัยจะลางเลือน ฟันธงครับ
3) ต้องไม่เป็นผู้วิ่งที่มีภาวะบาดเจ็บเรื้อรัง ไม่ยอมหายสักที ชักขะเย่อกับความบาดเจ็บเป็นหลายเดือนเป็นปีๆ มักมีความสัมพันธ์กับการไม่ยอมหยุดพัก เมื่อเจ็บครั้งแรกๆ ฝืนมานาน อันนี้ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร คงสายเสียแล้ว ถ้าเลือกเป้าหมายตลอดอายุขัย หลับให้สบายเถิดลูกรัก
4) ต้องเป็นผู้วิ่งที่เลือกจะเอาสภาพร่างกายเป็นตัวตั้งทั้งในการฝึกและแข่งขัน ถ้าแม้นตั้งใจไว้ แต่ถ้าดำเนินมาจนเกือบถึง แต่สภาพร่างกาย ไม่พร้อม ก็ต้องตัดการวิ่งครั้งนั้นอย่างไม่เสียดายอาวรณ์
การวิ่งทุกครั้ง ไม่ว่าฝึกหรือแข่ง ต้องมีระเบียนย้อนหลังแสดงลำดับของการเขยิบขึ้น ผู้วิ่งต้องไม่จัดหาระยะ , ความเร็ว หรือความกระชั้นพรวดพราดมากขึ้นกว่าเดิมมากมาย อย่างที่เห็นนักวิ่งร่วมสมัยนิยมกระทำกัน กฎ 10% ต้องถูกนำมาควบคุมวินัยวิ่งโดยเคร่งครัด
5) สายอุปกรณ์ ต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าเลือกวิ่งตลอดอายุขัยเป็นเป้าหมายของคุณ ต้องไม่เป็นผู้เห่อข้าวของเฟอร์นิเจอร์วิ่งโดยเฉพาะพวกนิยมตามรุ่นล่าสุด ต้องถูกถอนทั้งยวง ขวบปีประสบการณ์วิ่งที่จะผ่านเข้ามา ใช้ไปกับการยืนยันของใช้ใดๆที่เลือก ต้องถูก ต้องทน ต้องประหยัด ใช้ได้นานปี
แม้ครั้งหนึ่งจะเคยคลั่งไคร้ของพวกนี้ จะต้องเลิกบ้าเสียที รู้จักปรับเปลี่ยนตัวเอง แค่ไหนที่จำเป็น เส้นแดงต้องถูกขีดขึ้นมา ไม่ใช่ปล่อยไหล
กว่าจะแก่ กว่าอายุจะมากขึ้นกว่านี้ กว่าเงินทองเก็บจะร่อยหรอลง ตาจะเริ่มมีแววใสขึ้น มองเกมที่ตัวเองเล่นได้ทะลุ
นิสัยการใช้ข้าวของจะต้องได้รับการปรับเปลี่ยน เราจะไม่เคยเห็นขาเก่าที่วิ่งมานานเป็นระดับทศวรรษคนใดเลยที่ไม่วิ่งด้วยท่วงท่า "วิ่งเจียม" เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้น เขาจะไม่ก้าวมาถึงระดับนี้สักคนเดียว นึกกันรึว่า เราจะเป็นคนที่ถูกยกเว้น
แบบที่พวกเราซื้อตามกันที่เห็นๆนี้ ทำแบบนี้ระยะยาวไม่ได้หรอก ความต้องใช้จ่ายในบริบทอื่นๆยังต้องมี เงินทองไม่พอแน่นอน พวกนี้จะหลุดขั้วไปก่อน เร็วมากด้วย ไม่กี่ปีเท่านั้น อายุราชการวิ่งมีสหสัมพันธ์ที่ผกผันกับความคลั่งไคร้อุปกรณ์ชัดเจน
แล้วไม่ใช่ไม่มีเงิน ความมีหรือความไร้ดูเหมือนจะไม่ใช่ด้วย อายุพรรษาที่เพิ่มขึ้นแต่ละปี ยิ่งมีของที่เลือกใช้จะน้อยลง แต่จะเลือกที่จะเอาเงินนั้นไปใช้ที่อย่างอื่น เอ้ามาตามดูไปนะ ว่าจะเป็นอย่างที่ผมเอ่ยไว้หรือไม่
พวกบ้าอุปกรณ์จะหายเกลี้ยง มีพวกเข้ามาใหม่ รับช่วงต่อ
6) วิ่งตลอดอายุขัย ไม่ได้บอกว่าต้องอยู่ในสายสุขภาพเสมอไป สายแข่งก็มี แต่พวกเขามัก
รู้ตัวว่าจะการสานก่อถักทอด้วยท่วงท่าอย่างไร ที่จะโลดแล่นในวงการได้นาน ที่จะประกอบด้วยความเป็นตัวของตัวเองที่จำเพาะเจาะจงมาก ที่ประยุกต์กันไปรายๆ เอาแบบอย่างไปทำไม่ได้ทุกคน อย่างไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาความแนะนำที่ไหน จากเส้นทางเดินบนประสบการณ์ตัวเองกับเลือดเนื้อ พวกเขาจะพบเอง
ส่วนอายุจะยืนหรือไม่ ยิ่งไม่้เกี่ยวไปใหญ่
ไม่มีใครที่มีอุดมการณ์วิ่งตลอดอายุขัย ต้องการอายุที่ยืนมากกว่าคุณภาพของการอยู่ จะอยู่อย่างไรนั้นต่างหาก
ตลอดอายุขัยหมายความว่า ถ้า 70 ยังอยู่ จะวิ่งให้ได้ ถ้า 80 ยังหายใจ ฉันก็จะวิ่ง และถ้าไม่ตาย 90 ฉันก็เชื่อว่า จากการสานก่อต่อเนื่องกันมา จะยังความสามารถทำได้นี้เป็นสะพานเชื่อมถึงกัน ไม่ได้หมายความว่า มาเริ่มวิ่งกันที่ 70 80 หรือ 90 นะ
เราจะเริ่มภารกิจศักดิ์สิทธิ์กันตั้งแต่ตอนนี้เลย เรามีความคาดหวังว่า การทยอยเก็บพรรษาวิ่งและวิธีวิ่งที่เราเลือกจะไม่บีบเค้นตัวเองที่หนักมากนั้น จะอุดหนุนให้เราไปถึงเป้าหมายนั้นได้
เป็นอะไรที่ไม่ใช่อย่างที่คนนอกวงการมักเข้าใจ ว่าเขาไม่ต้องการจะอยู่ทนทรมานจากความแก่แบบที่เราปรารถนา
(และอย่างคู่กัน เมื่อเอ่ยถึงการยังไม่ตายเสียที พวกเขามักจะผูกภาพการติดบ้านติดเตียง ติดสายโยงสายยาง นอนใส่ผ้าห่อขี้ไว้กับตัวตลอดเวลาเข้าไปในครรลองอายุเหล่านั้นด้วย และมองว่าอุดมการณ์วิ่งตลอดอายุขัยของพวกเราคือความฝันที่เป็นไปไม่ได้ ถึงได้ แต่ทำไมจะลากทรมานนั้นไปเพื่ออะไร ที่มันเป็นคนละภาษา คนละไวยากรณ์ คนละสปีชี่โดยสิ้นเชิงจนไม่อาจจะสื่อสารกันรู้เรื่อง)
อายุจะยืนหรือไม่ไม่้เกี่ยวกับเรา มันเป็นเรื่องของยมบาลและชะตากรรมค่อนข้างมาก
แค่หมายความว่าตายได้ตายไป แต่ถ้ายังไม่ตาย เราน่าจะแตกต่างจาก Non runners หรือคนวิ่งที่ไม่ระมัดระวัง จนเราสามารถวิ่งได้อยู่่เท่านั้นเอง พวกเราเชื่อมันว่าการวิ่งสะสมจะช่วยภาวะนี้ได้ดีกว่าคนไม่วิ่ง
นี่คือคอนเซ็ปส์ของการวิ่งตลอดอายุขัย ที่ควรเข้าใจกันให้ถูกทิศด้วย
7) พฤติกรรมวิ่ง นอกจากวิ่งที่บ้านใครบ้านมัน แต่การไปสนามจะน้อยลงมากหรืออาจไม่ไปเลย แม้ว่าปัจจุบันมีนักวิ่งที่ไปสนามบ่อยที่เชื่อมั่นตลอดอายุขัยอยู่ แต่เขาย่อมแผ่วจางลงตามวัย มันยังไม่ถึงเลยในเวลานี้ ปล่อยให้เป็นเรื่องอนาคตจะคลี่คลายไปเอง
😎 แล้วก็ไม่ได้ดำรงอยู่เพื่อดันทุรังวิ่งให้ได้ด้วย เราพร้อมเสมอที่จะปรับเปลี่ยน ใดจะเกิดก็ต้องเกิด ใดจะต้องเปลี่ยนด้วยความจำเป็น ก็ให้เป็นไปตามนั้น อย่างสอดคล้องกับเงื่อนไขความเป็นภววิสัย
นักวิ่งผู้ริเริ่มทยอยปรับเปลี่ยน ภาวะทั้ง 8 ประการนี้ตั้งแต่ต้นมือเมื่อไร เขาน่าจะได้รับแรงเสียดทานที่ปลายมือน้อยลงไปเพียงนั้น และภารกิจตลอดอายุขัย จะไม่ใช่เรื่องที่ยากใดๆ
การจะทำอะไรได้นานๆ ได้ตลอดไป ย่อมต้องการหรี่ความร้อนแรงลงทุกชนิด และปรับมันให้เข้ากับจริตของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความร้อนแรงจากการฝึก , แข่ง , หรือความร้อนแรงของสินค้าวิ่ง ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม
.
.
กฤตย์ ทองคง
24 มีนาคม 2564
.
ในท่อนหนึ่งผมได้เอ่ยออกมาคำหนึ่ง
คือ "คุณภาพชีวิต"
ถ้าใครจะถามเข้ามา ชีวิตที่คุณภาพคืออย่างไร
ผมจะไม่เฉลยว่าเป็นปรัชญายิ่งใหญ่ที่น่าดื่มด่ำอะไรเลย นอกเสียจากเพียงความสามารถง่ายๆสามชนิดเท่านั้น
1) อยากกินอะไร ได้กิน
2) อยากไปไหน ได้ไป
3) อยากทำอะไร ได้ทำ
สามอย่างนี้ คือที่นักวิ่งทุกคนพึงปรารถนาจากการได้อานิสงส์จากการวิ่ง
.
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่