ทักษะอ่านที่จับประเด็นได้แม่นยำย่อมเป็นลักษณะที่คาดหวังจากสายแข่งทุกคน
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ให้มีปัญหาวิ่งก่อนแล้วค่อยหาอ่าน แล้วค่อยนำความรู้วิ่งไปปรับปรุงการฝึกซ้อม หรือเยียวยาตัวเองจะไม่ทันการณ์ ยิ่งตอน"เจ็บไปแล้ว" มันคือ "สายเกินไป"
"ปวดขี้แล้วค่อยยกส้วม ขี้จะราดก่อน"
ตัวองค์ความรู้ต้องสานก่อให้เกิดความเข้าใจไว้ตั้งแต่ปัญหาวิ่งยังไม่ตั้งต้น
เพราะหลายปัญหา มันเกิดจากการปฏิบัติตัวผิดๆ ตั้งแต่ความยุ่งยากยังไม่ก่อตัวด้วยซ้ำ สะสมเพิ่มเครียดล้าจากความที่ไม่รู้บ่อยครั้ง
เราต้องฝึกสามารถการอ่าน พยายามรับรู้รับเข้าใจวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยเฉพาะเรื่องวิ่ง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเราไว้เป็นต้นทุน
พอเกิดเรื่อง จะได้นำไปใช้ทันที เพราะเท่าที่เห็นมา ถ้ามาตามหาอ่านเอาทีหลังตัวปัญหามาแล้ว มักจะสายเกินไปเสมอ แล้วจะมีเรื่องบานปลายกลายเป็น"เรื่องยาว" ที่ไม่จำเป็น รายไหนรายนั้น
สายตรงที่จะช่วยนักวิ่งตรงนี้ มักจะไม่ใช่รูปภาพหรือคลิปที่พวกเรามักชอบมากกว่า"อ่าน" ที่เป็นบทความตัวอักษรมากกว่าแปดบรรทัดที่คนไทยมักให้ความรังเกียจ สื่อใดที่เป็นอักษรยาวเป็นพืดมักจะถูกรูดผ่าน
การงมโข่งและควานคลำสะเปะสะปะในความมืด มักจะเกิดจากนักวิ่งผู้ไม่สันทัดกับการอ่านทั้งนั้น นี้ไม่ใช่แต่เรื่องวิ่ง แต่ทุกเรื่องเลยทีเดียว
"ตัวองค์ความรู้ ต้องเป็นสารตั้งต้น" ในทุกเรื่อง เตรียมให้พร้อมอยู่ในตัวแล้วจึงค่อยเจอปัญหา จะลดความร้ายแรงได้มาก คือยังพอมีทางแก้ไข ไม่ใช่มืดตื้อ
เพราะไม่เคยเห็นเลย ใครที่ปวดขี้แล้วยกส้วมทันเลยสักคนเดียว
ตัวอักษรที่เรียงติดกันเป็นพืด ย่อมไม่มีเสน่ห์ในการเข้าหา แต่มีวิธีการนี้เท่านั้นแหละที่จะสื่อสารในชุดความรู้ที่ตรงประเด็นและรองรับความละเอียดอ่อนได้ จนถึงลึกที่สุด ย่อมจากการอ่านเท่านั้น
การอรรถาธิบายด้วยรูปภาพและคลิป ย่อมมีความจำกัดจากตัวของมันเอง
ไม่ได้อวยบทความตัวเอง แต่เพราะโลกมันเป็นเช่นนี้เอง มานานแล้ว และเรายังไม่พบวิธีการเข้าหาองค์ความรู้และความเข้าใจที่ละเอียดโดยปราศจากตัวอักษรได้เลย
และก็ไม่ต่างจากการฝึกวิ่งทุกชนิด การอ่านต้องดำเนินไปแบบสะสมเพิ่มพูนทักษะ แบบเดียวกัน
การจับประเด็นได้เร็ว ได้แม่น ได้ชำนาญ ย่อมอยู่ที่ทำบ่อยๆ คืออ่านบ่อยๆจนเป็นนิสัย
เมื่ออ่านยังกระท่อนกระแท่น ไม่เป็นนักอ่าน จึงมีทักษะจับประเด็นได้อ่อนเป็นธรรมดา
"การอ่าน" จึงเป็นเครื่องมือปฐมฐานทุกชนิด ไม่ว่าเรื่องใดๆ
เอาตัวอย่างดีกว่า
แหล่งหนึ่งที่อ่านมา เขาเขียนว่า
"วิ่งเร็ว ใครก็วิ่งเร็วได้" แต่ตรงนั้น ใครจะยืนระยะได้ต่างหาก หรือยืนได้นานแค่ไหน ประเด็นคือ ไม่ใช่ความเร็ว แต่เป็น "ความทนทาน" ในความเร็วที่ถูกปลูกเพาะขึ้น แล้วขยายความเร็วนั้นให้แกร่งเพิ่มขึ้น Strength of speed ต่างหาก ไม่ใช่ตัวความเร็วล้วนๆ นี้ก็ถูกอยู่
แต่อีกแหล่งความรู้หนึ่งกลับบอกว่า โลกมีความจำเพาะเจาะจงของการฝึก Law of Specific ว่า "ถ้าเราประสงค์คุณสมบัติใดให้เกิดในตัวเอง ก็ต้องฝึกสิ่งนั้น ไม่ฝึกก็ไม่ได้" ดังนั้นเมื่ออยากเร็ว ก็ต้องฝึกเร็ว ความเร็วจะไม่มาเอง
เมื่อจับไวยากรณ์นี้แล้วจะพบว่า ความรู้จากทั้งสองแหล่งนี้ขัดแย้งกัน อันนึงน่าจะถูก และอีกอันน่าจะผิด จะถูกด้วยกันทั้งคู่ มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน
แต่จริงๆแล้ว ถ้าเราคร่ำหวอดกับการฝึกวิ่งมานาน เราจะพบเองว่า มันก็ถูกทั้งคู่
ว่าแต่นาทีนั้น ผู้ที่นำเอามนอภิปรายเลือกที่จะเปิดประเด็นจับตรงไหนมานำเสนอ
ทุกแง่มุมย่อมมีความว่า "แต่..." อยู่เสมอ เป็นความหมายนั้นในเงื่อนไขที่จำกัด ไม่ใช่เป๊ะๆทุกสถานการณ์
เมื่อเราเดินเข้าสนามแข่งขันเช้าวันอาทิตย์ ที่มีผู้เข้าร่วมจากไม่เพียงแต่จากสายแข่งมากมาย แต่นักวิ่งกลุ่ม C ผู้อาจไม่เคยติดอันดับใดๆ แต่เขาก็มีความฝักใฝ่ใน โอกาสทำ PB (Personal best)
พวกเขาล้วนโฟกัสในความเร็วกันทั้งนั้น ว่า ณ ความเร็วเท่าไรที่เขาเลือกใช้(Racing pace) จะเหมาะสมกับตัวเองจนสามารถ "ยืนได้" ไม่ใช่ความเร็วที่สุด
อันว่าความเร็วนั้น คือลักษณะที่สัมพัทธ์(ไม่ใช่สัมพันธ์) คือเร็วนั้นเร็วกว่าอะไร ที่ว่าเร็วแล้ว พอไปเจอตัวจริงเข้า กลายเป็นช้ากว่าไปเลย
แชมป์ญี่ปุ่นที่เร็วกว่าแชมป์ไทย พอไปปะทะกับเคนย่า กลายเป็นช้ากว่า นี่คือลักษณะที่สัมพัทธ์ เป็นต้น
การหมั่นฝึกทนทานอยู่ในสมรภูมิได้นาน ย่อมจะอยู่อย่างร้อนแรง ไม่ได้ทุกย่างก้าว ต้องเข้าหาด้วยการเก็บออมในท่วงท่า(ของคนคนนั้น)
Endurance จึงจะถูกสานก่อขึ้นได้จริง และการที่แช่ฝึกแบบนี้นอยู่นานบ่อยครั้ง "ความทนทาน" จะถูกถักทอขึ้น ทำให้เรา "ตกช้า" และตกน้อยลงตามส่วน ที่ยังไม่ได้เร็วขึ้นก็จริง เพียงแต่ตกน้อยลงในครึ่งหลังเท่านั้นเอง เราก็จะได้เวลาที่ดีขึ้นแล้ว ทั้งๆที่เรายังไม่ได้เร็วขึ้นแต่อย่างใด แต่ทนได้ในความเร็วที่เราเลือกไว้
นี่คือเหตุผลว่าทำไมความรู้จากทั้งสองแหล่งจึงถูกทั้งคู่ ทั้งๆที่เอ่ยออกมาคนละไวยากรณ์
สิ่งที่ผู้อ่านที่ยังไม่ชำนาญทักษะจับประเด็นก็คือ เมื่อพบเอาลักษณะใดเข้า ก็จะทึกทักให้ความเชื่อมั่นตรงที่ถูกนำเสนอว่าต้องเป็นไปตามนั้นทุกประการ ทุกเงื่อนไข
การณ์จึงกลายเป็นว่า "ไหนใครว่า Strength of Speed ทำไมถึงยังแพ้" ทั้งๆที่ผู้พูดจับประเด็นไม่ถูกต่างหาก
สำหรับพวกเราที่เคยพบเห็นว่า ใครที่วิ่ง Pace4 ขึ้นไป ถือว่าเร็วแล้ว แต่จะมีบางคนงุนงงว่า บางคนสามารถยืนที่ Pace2+ ทั้งสนามนั้นเป็นไปได้อย่างไร
มันเกิดจากความเข้าใจจากชนิดที่อ่านหนังสือไม่แตกเป็นสำคัญ
ทักษะการอ่าน จึงเป็นปฐมฐานของการฝึกวิ่งอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ได้ข้อสรุปจากบทเรียนการวิ่งที่กระชับ ไม่หลงวนอยู่นานจนเกินไปด้วยนั่นเอง
ทักษะการอ่านจึงต้องถูกหัดฝึกปรือจากนักวิ่งถนนไร้โค้ชทุกคนเพราะเหตุนี้เอง
.
.
กฤตย์ ทองคง
8 มีนาคม 2565
.