ตั้งใจฟังสำเนียงร่างกายทุกครั้งที่ฝึก
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่นักวิ่งจะไม่ได้รับบาดเจ็บจากวิ่งเลย สิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด น่าวิพากย์วิจารณ์ได้หลายแง่มุม
คล้ายกับว่า ถ้าสรุป "ไม่มีทาง ทุกคนบาดเจ็บทั้งนั้น ไม่้เห็นมีนักวิ่งคนไหนไม่เคยบาดเจ็บเลย" เราจะจบลงที่จางคลายระมัดระวังตัวลงไป จากความที่เราจัดให้มันเป็นความสามัญ และการจางคลายนี้ก็จะไปมีผลต่ออัตราการบาดเจ็บที่สูงขึ้นอีกทอด
มาถึงตรงนี้จะเห็นว่า เราตั้งประเด็นไม่สอดคล้องกับตัวสภาพปัญหา
ประเด็นไม่ควรถามว่า "จะมีใครไม่เคยหรือไม่" แต่ควรถามว่า เราทำตัววิ่งกันอย่างไรจึงจะสามารถลดอัตราบาดเจ็บลงได้จริง ที่ทำให้ตลอดชีวิตวิ่งมีการบาดเจ็บที่น้อยมาก ต้องอาศัยสำนวนทางสถิติศาสตร์มาอธิบายแบบนี้
อย่างนี้ จะเป็นภาพจริงที่ชัดเจน
ในบรรดาอุปสรรควิ่งทั้งหมด มี "ความบาดเจ็บ" จากวิ่งเป็นอุปสรรคตัวที่ใหญ่ที่สุดของคนที่วิ่งแล้ว
ผู้ที่วิ่งแล้วบาดเจ็บร้อยละเกือบทั้งร้อย เกิดจากไม่หยุดวิ่งทันทีที่มีอาการเริ่ม ฝืนข้อห้ามมาตลอด
ความบาดเจ็บจากวิ่งจะไม่จู่ๆก็โผล่มาทันที เหมือนความบาดเจ็บที่เราได้รับจากฟุตบอล แต่มันมีสัญญาณเตือนก่อนเสมอ
รายที่เจ็บนั้น มักไม่ใส่ใจความผิดปกติที่เกิดขึ้น ฝืนมานานระดับหนึ่ง ทั้้งนั้น
แต่นักวิ่งมักตกใจกับการประจักษ์นั้น กลัวอดวิ่ง จึงผลักไสมันออก ต้องไม่ใช่ มันต้องไม่ใช่ ขืนใช่ ก็อดวิ่ง จึงผลักมันเข้าไปสู่ความอดทน บากบั่น พากเพียรแทน ที่คติสอนใจต่างๆถูกงัดขึ้นมาเป็นเครื่องมือต่อสู้กับมัน
ที่มันจะ ถูกต้องในบริบทอื่น แต่ในวิทยาศาสตร์การกีฬา มันผิดทั้งแท่ง ผิดทั้งหมด
อาการผิดปกติที่มาแว่บแรกๆนั้น ยังแทบจะเรียกไม่ได้ว่า เป็นความบาดเจ็บด้วยซ้ำ มันคือคำเตือนจากธรรมชาติ ให้เบาหรือหยุด
แต่นักวิ่งกลับใช้คติเหล่่านั้นอย่างผิดกาละเทศะ ยังฝืนใช้อวัยวะที่ใกล้จะชำรุดนั้นต่อไป ไม่หยุดพัก เพิกเฉยต่อสัญญาณเตือน ความบาดเจ็บตัวจริง ย่อมต่อมา
เพราะอะไรผู้เขียนถึงกล่าวเช่นนี้ เพราะไม่มีความบาดเจ็บใดที่หายดีภายใน 1-2 วันเลย รับประกันไม่มี
แต่การยุติลงกลางคัน กับสัญญาณแปลกๆเพียงช่วงสั้น 1-2 วัน มันจะหายไปได้ ต่อเมื่อตรงนั้นเป็นแค่สัญญาณเตือน ไม่ใช่ของจริง
ที่หยุดนั้นไม่ใช่หยุดต่อเนื่องขาดซ้อมนาน แต่คือการที่เราจัด Breaking pattern ที่ Stress ลงมานั้น
การพลัดตกลงไปในร่อง และการจะขึ้นมาจากร่องพร้อมทั้งยังทรงการเคลื่อนตัวต่อไปด้วยพร้อมๆกัน มันยาก จึงควรหยุดสนิทสักนิดนึง ขึ้นมาจากร่องก่อน แล้วค่อยต่อ ปล่อยให้กระบวนการ Healing ของธรรมชาติทำงานของมัน ผ่าน Overnight deep sleep 1-2 คืน แล้วค่อยไปต่อ
ไม่มีการ Recovery ใด จะ Healing ดีกว่าการ Overnight deep sleep อีกแล้ว ในทุกๆตัวของความผิดปกติเลย(ไม่ใช่ความบาดเจ็บที่ Severe หรือ Chronic)
เราไม่ใช่แพทย์ เราไม่ใช่คนกายภาพที่เชี่ยวชาญ เราเป็นนักวิ่ง เราไม่มีความจำเป็นต้องไปปรุโปร่งในนาทีนั้นว่าที่เจ็บนั้นเป็นเจ็บตัวไหน รู้เพียงว่า มันมาแล้ว และเราจะรับมือกับมันอย่างไรต่างหาก รู้รับมือ รู้เอาตัวรอด
ยังไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นที่ไปรู้ว่า คนชื่ออะไรปาหินใส่เรา รู้แต่เพียงว่า "หลบหินให้พ้นก่อน"
ทำกันเป็นไหม ยากนักรึ ? นี่ไม่ใช่แม้แต่จะเป็นวิทยาศาสตร์การกีฬาใดๆ หรือเป็นวิชา Coaching ที่ซับซ้อน แต่มันคือสามัญสำนึกธรรมดา How to survive
เมื่อสัญญาณมา อย่าว่าแต่จะปฏิเสธมันเลย พวกเรายอมรับกับตัวเองก็ยังไม่ยอมรับ กว่าที่จะเอ่ยออกมา "เจ็บครับ" มันเลยระยะสัญญาณเตือนมาทั้งนั้น ไม่ใช่เพิ่งรู้ เป็นกันเกือบทุกราย
กล้าที่จะกล่าวว่า รายที่เจ็บมักมีสหสัมพันธ์กับความฝ่าฝืนมาจนพอแรง ชัดเจนจนไม่รู้จะชัดเจนอย่างไรแล้วนั่นแหละถึงสารภาพ
คำเตือนจากนักวิ่งรุ่นก่อนหน้าที่กล่าวเสมอมา "Listen your body" มักไม่นำพากันเอง ไม่ลองไปนอนโลงเองจึงไม่รู้ว่าตรงนั้นมันน่าอึดอัดขนาดไหน
มีแต่การตั้งใจจดจ่อกับการสดับฟังสำเนียงร่างกายตัวเองอยู่ทุกเมื่อที่วิ่ง ย่อมช่วยเราได้จริง และผลของมันก็คุ้มค่ามากๆ
ทุกโมงยามของการวิ่งจะดำเนินต่อไปได้ ต้องมีความเป็นปกติ ต้อง Smooth
เพียงทรายเม็ดเดียวในกระบอกสูบ ยังไม่ทำให้เครื่องหยุดได้ทันที
แต่การอ่อนด้อยในความสามาถจับสังเกตเสียงเครื่องยนต์สำลัก เป็นร่องรอยการทำงานที่คลาดเคลื่อนไปจากที่ควรจะเป็น ย่อมจะนำไปสู่ความยุ่งยากภายหน้าแน่นอน
เตือนให้พวกเราเร่งรัดพัฒนาตัว Receiver ใน Monitor ให้ดี ใดที่โผล่มา จะได้จัดการทันที
พึงหลีกเลี่ยงทุกปัจจัยที่ทำให้ตัว Receiver อ่อนกำลังลง เช่นการฝึกวิ่งพร้อมๆกันเป็นกลุ่มในหมู่สหายวิ่ง พากันเตลิดเหมือนไบซั่นในทุ่งกว้าง ที่ไม่มีตัวไหนหยุดเลย มึงเร็ว กูเร็วด้วย มึงต้องหยุดก่อน กูถึงจะหยุดด้วย บรรยากาศแบบนี้ พึงตระหนักว่ามีอยู่ในวงการจริง รู้ตัวเมื่อไร เข้าไปจัดการตัวเองให้เหมาะสมด้วยเถิด
บ่อยครั้งที่การวิ่งเพียงลำพังคนเดียว จะยังผลเพิ่มประสิทธิภาพตัว Receiver เสียด้วยซ้ำ
ไม่ได้ต่อต้านฝึกเป็นกลุ่ม การรวมตัวกันฝึก ต้อง Make sure ว่า มันจะยังประโยชน์กับสมาชิกทุกคน แต่ถ้าไม่ช่วยหรือถ่วงกัน ต้องฉีกกลุ่มออกมา
ทำนองเดียวกับการรอให้กระหายค่อยดื่มในนักวิ่งคือการสายไปเสียแล้ว ความบาดเจ็บก็เช่นกัน เราจะรอให้เจ็บก่อนค่อยมีการตอบรับจากเราก็เป็นการสายเกินไป ตอนนั้นเรื่องจะยาว
แล้วหนูจะรู้ได้อย่างไรจะเจ็บเมื่อไรก่อนเกิด ที่จะถามกันเข้ามา ให้ฟังสัญญาณเตือน ถ้าสัญญาณมา จะรู้เอง แค่นี้ก็ก้าวหน้าแล้ว
ความบาดเจ็บที่เกิดขึ้นมีระดับของมันด้วย
- สัญญาณ
- เกิดแล้ว พอฝืนได้แต่ห้ามฝืน
- Medium
- Servere
- Chronic
เป็นนักวิ่งควรเป็นแต่ข้อแรกเท่านั้น เป็นแล้วต้องมีปฏิกิริยาตอบรับ ไม่ใช่รอจนมาถึงข้อ2 จำนวนมากมาข้อ4 ข้อ 5 ถือว่าหมดอนาคตพัฒนาใดๆแล้ว หลายคนมาขั้นนี้ แต่ยังไม่รู้ตัว
จะเป็นดังนี้ ก็ต้องเริ่มจากอ่านให้เข้าใจเห็นภาพ Anatomy การก่อกำเนิด การเคลื่อนตัว ของ Injuries ทั้งหมด มันดำเนินไปแบบไหน แล้วอย่าดูเบา จัดการตั้งแต่ต้นมือ
ถอยหลังไปกว่านั้นอีก ด้วยการวิ่งอย่างหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงให้มากที่สุด
- หนักไม่ต่อหนัก
- พักให้พอ
- ไม่แข่งบ่อย
- ไม่กลับเข้ามาซ้อมจากหลังแข่ง too early
- เจ็บไม่คูณสอง
- ก่อนแข่ง ต้อง taper เสมอ แม้ว่าไม่เอาถ้วยใดๆ
- หลังแข่งควรจัด Reverse taper ด้วย
- ใดที่สงสัยระหว่างฝึก ไม่แน่ใจ ถือว่าหยุดไว้ก่อน ไม่จำเป็นวินิจฉัยถูกต้องก็ได้ ผิดพลาดไปก็ไม่เสียหาย สดขึ้น ผลเสียไม่มี แต่ถ้าผิดจะเป็นตรงกันข้าม
อย่าเบื่อคำเตือน แม้จะต้องอ่านคำเตือนของผู้เขียนบ่อยๆ ถือว่าย้ำหัวตะปู มันคือความผิดพลาดกันมากของนักวิ่งมากมายทุกยุคทุกสมัย
ใครที่แสวงหาสูตรฝึกทะลวง อาจจะเหมาะกับการถามท่านอื่น สำหรับกฤตย์นี้ แค่เจ็บให้น้อยที่สุดเบาที่สุด เท่าที่จะทำได้ ระหว่างเส้นทางวิ่งไปสู่ตลอดอายุขัย ก็ถือว่าเป็นเป้าหมายที่น่าภาคภูมิมากแล้วกับนักวิ่งคนหนึ่ง
ถ้าใช่...ตามผมมา
.
.
กฤตย์ ทองคง
21 มีนาคม 2564
.