Friday, January 31, 2020

คำถามฝึกที่พบบ่อย


คำถามฝึกที่พบบ่อย
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
เมื่อให้แนวทางฝึกไปแล้ว ควรเอาไปลองทำดูก่อน ใช้สามัญสำนึกให้มาก อย่าเอาแต่ถาม หลายคำเฉลยที่สงสัย จะคลี่คลายออกมาเอง หลังจากลองทำไปบ้างก่อน

เช่นทำอาหารให้กิน ถามมาว่าต้องกินอย่างไร ต้องกินกี่คำถึงจะได้โภชนาการ

A : กินไปเถอะ

Q : กินแค่ไหนถึงจะพอเพียง

A : เมื่ออิ่มก็พอ

Q : แค่ไหนจะรู้ว่าอิ่ม

A : กินไปก่อน พออิ่มเราจะรู้เอง

ถามแบบนี้ตอบไม่ได้ การตอบคำถามฝึก ก็เช่นเดียวกัน

ถ้าเรือนร่างเราอ่อน ความตึงตัวและความล้าจะทยอยเข้ามาเต็มเมื่อฝึก กลไกความรู้สึกมันจะฟ้อง สะสมตามเที่ยวที่ผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า

สิ่งที่เกิดตอนเราลงมือฝึกไปแล้ว คือความล้า แต่นาทีที่ถามเรายังไม่ได้ฝึก ความล้ายังไม่เกิด จึงไม่รู้ ต้องไปลองดู ความคลางแคลงจะคลี่คลายออกมาเองโดยไม่ต้องอาศัยคำตอบใดๆ

เมื่ออิ่ม มันก็อิ่ม ไม่อยากกินแล้ว ใช้ความรู้สึกนำร่อง ใช้สามัญสำนึกประกอบ ย่อมผ่านได้แน่

กลางทางการฝึกใดๆ ให้จับสังเกตอาการที่ไหลเข้ามา เพิ่มพูนสะสม และให้ความอ่อนล้า กับเวลาที่นาฬิกาบอกมาว่าได้เท่าไร มันจะให้รูปแบบสหสัมพันธ์ชุดหนึ่งขึ้นมาให้เราจับสังเกต

ให้สานก่อต่อไปด้วยการลองผิดลองถูก

ถ้าการออกตัวครั้งแรกๆ เที่ยวต้นๆ ผ่อนแรงไม่จัดเต็ม กั๊กไว้ เที่ยวหลังๆจะเหลือแรงทำได้มากเที่ยวขึ้นไปอีก ถ้าเทแรงเต็มเหนี่ยว จะไปได้เพียงไม่กี่เที่ยว

วิ่งทีไรก็เป็นแบบนี้ทุกที เราก็จับ Pattern ของมันได้เอง ที่แม้จะไม่มีใครบอกว่าวิ่งอย่างไร มันก็จะคลิกออกมาเองจากการลงมือทำ

วิ่งไปสักพักจะเข้าใจเองว่า หากเมื่อวานวิ่งหนัก วันนี้จะวิ่งไม่ออก หากวันนี้ฝืนวิ่งต่อ รุ่งขึ้น ความล้ายิ่งเพิ่ม

ตรงข้าม ถ้าวันนี้ได้พัก พรุ่งนี้ อาการจะสดขึ้น สามารถรองรับการฝึกใหม่ได้ มีความกระตือรือร้นมากกว่า

ในขณะที่ หากฝืนวิ่งวันนี้ไป ก็ใช่จะวิ่งดีอะไรหนักหนา แค่พอไปได้เท่่านั้น ค่าที่ว่าความล้าจากวันวานถ่วงไว้
.
.
สรุปว่า หากเรารู้จักใช้การฟังอาการ รู้ล้า รู้สด ทำตัวให้สอดคล้องกับอาการธรรมชาติ เราจึงฝึกได้แรงกว่าไปฝืน
เมื่อฝึกได้แรงกว่าก็จะซึมซับการฝึกได้มากกว่า ที่จะฝึกไปทั้งเปลี้ยๆ
อันนี้เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ ความนี้ไม่เห็นใครต้องบอกเลย ย่อมทำเป็นกันทุกคน
นักวิ่งทุกคน เติบโตมาจากสายโรงเรียน ที่เคยชินกับการ Study มาทั้งชีวิต ขาดประสบการณ์จริง พอมาศึกษาวิ่ง ก็จะเต็มไปก่วยคำถาม ศัพท์แสงวิชาการสูงๆ ลึกลงไประดับเซล ใช้บุคลิก Study ไม่ได้แสดงความพยายามจะ Learning ใดๆเลย
ดูเผินๆดี แต่กำลังจะหลงทาง
เรากำลังวิ่ง และแสวงหาการวิ่งที่ดี มีพัฒนาการ ไม่บาดเจ็บง่าย ไม่ได้เอาความรู้ไปเป็นนักวิชาการ Acadamy ใดๆ
.
เมื่อแผนฝึกบอกว่า
1) Long run
2) Hill running
3) Interval training
4) Tempo
5) Fresh
6) WM (Weekly Mileage)
ถามกันเข้ามาเป็นพรวน
ต้องยาวเท่าไร ต้องขอดกี่เที่ยว
ต้องมี WM กี่โล
Tempo ต้องใช้ Pace เท่าไร
เต็มไปหมด
ขอให้ตระหนักว่าทั้ง 6:ประการเป็นเครื่องมือ 6 ชิ้น ใส่ไว้ในกระเป๋า เวลาฝึก ต้องเอาไปทั้งกระเป๋า โดยฝึกวันละชิ้นงาน ไม่ใช่ฝึกพร้อมกันทุกอย่าง
ไม่ใช่เลือกฝึกอย่างที่ชอบอย่างเดียว
มโนเอง ขอดอย่างนั้นขอดอย่างนี้ จึงแก่ขอด
ถ้าเราแก่ขอดจะล้า จะไปฝึกอื่นต่อวันหลังไม่ออกแล้ว
Long run และ WM ก็เช่นกัน เราจะประเดไปมากตามที่รู้มาไม่ได้ ต้องทยอยให้ปรับตัว ถ้าใส่มันเยอะ เราจะอืด วิ่ง Hill ไม่ออกเลย
จงปฏิบัติต่อทุกเครื่องมืออย่างพอประมาณ เพื่อให้เราได้ฝึก Key ทุกตัว ไม่ใช่บางตัว
.
Fresh คือความสด
ที่ผู้วิ่งต้องมีความสด(ไม่งอมซ้อม)
ตลอดเวลาในการเข้าโปรแกรม
แน่นอน...ย่อมได้คืนมาจากการพักฟื้นส่วนหนึ่ง และอาจได้มาจากการ Cross training ก็ได้
ความยุ่งยากมันอยู่ที่เวลาที่เรามีจำกัด
เราต้องการเอามาฝึก แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องการเวลาเอามาพัก
ขณะที่เราต้องการอย่างหนึ่ง เราก็ยิ่งต้องการมุมตรงข้ามมากด้วยเช่นกัน
ศาสตร์วิ่งจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก
.
ฝึกแค่ไหนจึงจะพอ? ตามหัวข้อเรื่อง
ก็คือการฝึกให้ครบทุกอย่างมากพอที่ความล้าจะอนุญาตให้สามารถต่อเนื่องได้ทั้งกระเป๋า
เมื่อใดที่เรารู้สึกล้า ต้องผ่อนลงทั้งกระเป๋า
ต้องรู้จักการบริหารจัดการความทั้งหมด 6 ประการให้ได้สมดุล ดำเนินการวิ่งไปได้ตลอดไม่บาดเจ็บ
แม้การมากไปจะไม่ให้ความบาดเจ็บมาทันท่วงที มันเข้าสู่โหมดสะสมก่อน แต่อาการแหละ มันจะเริ่มฟ้อง
และถ้าฝืน อาการจะยิ่งชัดเจนมากขึ้น กว่าจะเข้าการบาดเจ็บเต็มรูปแบบ เราย่อมฝืนมาสักพักหนึ่งแล้วทุกราย
ดังนั้น จงให้ความระวังอาการ มาแล้วอย่าฝืน
ไอ้ตรงฝึกไม่เท่าไร
มันจะมาเอาสนามจริง ที่เรายังไม่หายจากเจ็บสิ้นเชิง แค่ทุเลาลงเท่านั้น
แต่ต้องลงวิ่งเพราะสมัครไว้ล่วงหน้า(ตั้งแต่ก่อนเจ็บ)
ผีถึงป่าช้าแล้ว ยังไงก็ต้องฝัง
อาการนั้นชัด ว่าต้องพักวิ่งที่หยุดมา นานยังไม่พอ มันยังไม่หาย
แต่สมัครไว้ เสียดายเงิน ต้องลง ตรงนี้คือจุดตาย ทำให้ความบาดเจ็บธรรมดากลายเป็นบาดเจ็บเรื้อรังไปหลายคนเพราะเหตุนี้
ความคลี่คลายจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่ต้องพูดถึง RIP พยายามดิ้นต่ออีกสักปีสองปีกับความไม่ยอมหายสักที เจ็บสลับดี ดีสลับเจ็บ ไม่เคยหายขาด เข้าแผนฝึกไม่ได้ เข้าทีไร มันมาทุกที หน่ายเข้า เลิกวิ่งมันเลย วิ่งไม่ได้ตลอดอายุขัยทั้งๆที่อยากวิ่ง ทำการวิ่งหลุดมือ
.
ไม่ได้เขียนให้ใครที่เกิดเรื่องแบบนี้แล้ว แต่เขียนให้คนที่ยังไม่เกิดขึ้น ว่าหากวิ่งแบบใด รุ่นพี่ๆ ที่เคยทำมา มักลงเอยที่ตรงไหน
ย้อนกลับมาให้ความสำคัญกับความสมดุลทั้งกระเป๋า
ที่ฝึกไป ควรฝึกแค่ไหน
แค่ผลรวมของทุกชิ้นเครื่องมือรวมกันแล้ว เราประคับประคองไปได้ ไม่ล้นออกมา
ต่อเนื่องแผนฝึกไปได้หลายๆเดือน หมักบ่มซ้ำต่อบ่อยๆ ถ้าเพิ่ม ก็ต้องไม่เพิ่มมากกว่า 10% ต่อครั้ง เป็นปีๆ
อย่างนี้พัฒนาได้แน่
.
ผู้เขียนไม่เห็นมีความจำเป็นต้องไปตอบคำถามว่าแค่ไหนจึงจะพอ กี่โล กี่เที่ยว Pace อะไร คำถามพวกนี้เป็นคำถามระดับปัจเจก ที่แต่ละคนต้องไปหยั่งถึงตัวเองเอาแต่ละคน
ผู้เขียนอยู่ทางนี้ หน้าตาก็ไม่เคยเห็น ยิ่งความเหนียวแน่นต้นทุนของเรือนร่างของพวกเธอ ผู้เขียนก็ไม่ทราบ พวกเธอนั่นแหละ ต้องรู้ความป็นตัวเอง
ถ้าไม่รู้ ให้ลองไปก่อน
ลองผิด ลองถูก
ลองแต่น้อย อย่าลองมาก
น้อยไปเพิ่มได้ มากไปจะเจ็บก่อน
เมื่อหมักบ่มตรงนี้ไปนานๆ ที่เหนื่อยล้าย่อมจะทำง่ายขึ้น ราบรื่นขึ้น ก็ให้เติมปริมาณลงไป อย่าให้ชิวนัก
ที่เติม มี Intensity ตัวหลักๆอยู่ 3 ตัว
1) ระยะทาง
2) ความเร็ว
3) ความกระชั้นชิด(พัก)
ให้เติมทีละตัวอย่าโลภมาก
อย่าเปิดศึกหลายแนวรบ
เมื่อตัวแรกเพิ่มไปสักระยะ จะไปเพิ่มตัวอื่นบ้าง ให้หยุดตัวแรกก่อน
และเมื่อจะไปเพิ่มตัวที่สาม ก็หยุดสองตัวแรกเสียก่อน แบบนี้เข้าใจไหม
วนไปเรื่อยๆ
ไม่ว่าระดับไหนที่คุณทำอยู่ อาการหลังฝึก ธรรมชาติมันจะฟ้องเจ้าของเรือนร่าง
ไม่ว่าหนักไปหรือเบาไป เราจะรู้เอง
สิ่งที่เราต้องทำก็คือ
1) Make sure ว่า ปราศจากการบาดเจ็บ
2) ผูกกระชับเชือกผูกรองเท้าลองลงมือทำ
3) พกสามัญสำนึกไปให้เต็มเปี่ยม
4) เปิดการรับรู้ ความรู้สึกที่ธรรมชาติจะสะท้อนบอกเรามาจากการ Stress สะสมทุกชนิด
แล้วลงมือทำ Just do it.
ถ้าทำตามนี้ดีแล้ว
คำถามว่าให้ฝึกแค่ไหน จะเฉลยออกมาเอง
.
.
กฤตย์ ทองคง