Monday, March 14, 2022

เป้าหมายวิ่งที่ถูกปรับใหม่ในเทอมเวลาที่เคลื่อนเข้ามา จะเซ็ทการวิ่งให้เข้ารูปเข้ารอยกว่าเดิม

เป้าหมายวิ่งที่ถูกปรับใหม่ในเทอมเวลาที่เคลื่อนเข้ามา  จะเซ็ทการวิ่งให้เข้ารูปเข้ารอยกว่าเดิม
.
.
โดย   กฤตย์ ทองคง
.
.
เป้าหมายวิ่งของสายแข่ง ออกจะแคบเมื่อเทียบกับสายอื่น  เป็นจุดเล็กๆ คือชนะการแข่งขัน ชนะแล้วก็แล้วกัน  หรืออย่างต่ำ ให้ติดอันดับ
มีบ้างที่คิดแบบเอาเวลาลูกเดียว ให้น้อยที่สุด แต่อันดับไม่ให้ค่า  แต่มีจำนวนที่น้อยกว่า
รวมๆแล้ว สายนี้วิ่งเอาเวลา  แต่เวลาที่ได้ ไม่ใช่ของฟรี มัน Cost เอาความเหนื่อย
ในเมื่อเป็นการแข่งขัน ก็คือ ไม่ใช่เหนื่อยธรรมดา  แต่โคตรเหนื่อย
เมื่อไฮไลต์ของมันอยู่ที่แข่งกัน ไม่ได้วิ่งคนเดียว ผู้เข้าร่วมทุกคนเร็วทั้งนั้น  และหน้าที่เรา  คือ ต้องเร็วกว่าทุกคน  คือต้องถือครองความเหนื่อยระดับที่สูงกว่าไปได้นานที่สุด  และได้ระยะทางที่มากที่สุด เท่าที่จะเป็นได้
สายแข่งทุกคนต้องเอาลักษณะอื่นเข้าบูชายัญแลกเปลี่ยนออกไป เพื่อเป้าหมายที่เร็วกว่าของตัวเอง  เพื่อให้ได้เวลาที่น้อยนั้น  จะวิ่งอย่างสบายใจ จะวิ่งชมนกชมไม้ไม่ได้เลย
แต่สายอื่นอย่าไปว่าเค้า  อันนี้พวกเขา  1)  สามารถทำได้   2)  เลือกแล้ว คือนอกจากเสรีภาพที่เค้าเลือกเองแล้ว  เค้ายังสามารถทำได้ด้วย  แต่คนอื่น พยายามทำก็ไม่ได้  ข้อแรกก็ไม่ผ่าน
แต่ความเร็ววิ่งที่เราอภิปรายกัน  ก็ไม่ใช่ความเร็ว Absolutely  แต่เป็นความเร็วที่สัมพัทธ์
แม้เราก็เร็วแล้ว  แต่ถ้าคนอื่นที่เร็วกว่า  เราก็แห้ว
เท่าที่คุยแลกเปลี่ยนกัน  ลึกๆแล้วสายแข่งแทบทุกคน  เขาก็มีเป้าหมายแข่งเพียงส่วนหนึ่งส่วนเดียวเท่านั้น  พวกเขายังให้ค่านิยามเป้าหมายวิ่งตนเองเพื่อสุขภาพอยู่ด้วย  แต่เผอิญ  มันยังสามารถวิ่งเร็วด้วยในเวลาเดียวกันได้  ก็เก็บเกี่ยวอันดับไปด้วยพลางๆ  ในขณะที่ได้สุขภาพไปด้วยนั้นเอง
ถ้าหมายความตามแนวนี้  วิ่งสายสุขภาพจึงกว้างมากกว่าเดิม  สายสุขภาพ ไม่ใช่เฉพาะคนที่วิ่งช้าเท่านั้นอย่างที่เราเคยคิด  ยังมีพวกที่วิ่งเร็วที่อยากมีสุขภาพที่ดีด้วย  สายสุขภาพจึงรวมเอาสายแข่งเข้าไปด้วย โดยนัยนี้
โลกยังมีพื้นที่ว่างให้การวิ่งเร็วไปพร้อมๆกับสุขภาพด้วยเวลาเดียวกัน
และเพราะบรรยากาศแข่งขันพาไป  มีความเป็นไปได้ที่เราอาจถลำลึกลงไปในห้วงแห่งการขับเคี่ยวแย่งชิง จนหลายครั้งมีพฤติกรรมวิ่งหลุดออกจากพฤติกรรมสุขภาพ  ก็มีความเป็นไปอยู่บ่อยๆ
นั่นคือ เตือนพวกเราว่า  สายแข่ง ไม่ได้เป็นพวกที่มีเป้าหมายวิ่งที่ขัดแย้งกับเพื่อสุขภาพใดๆ  ไม่ใช่ลงเป็นสายแข่งแล้ว ต้องไม่คาดหวังสุขภาพไปด้วย
เพียงแต่ว่า อาจต้องขออภัยในบางกิริยาที่เราอาจทุ่มเทกันมากไปจนดูเหมือนว่า เราไม่ได้วิ่งเพื่อสุขภาพ
แรกๆก็เพื่อสุขภาพเพียวๆกันทุกราย  แต่พอวิ่งมาสักพัก  มีผลประกอบการได้เร็วกว่าคนอื่นๆ  ต่อมความใฝ่ฝันจึงเพริศแพร้ว  หลังจากนั้นก็ต่อยอดเรื่อยมา  จนกลายร่างมาเป็นทุกวันนี้
แต่ให้สติสายแข่งนิด ว่า การพลัดหลงฝึกและแข่งบ่อยเป็นกิริยานำร่องจนหลายครั้งล่อแหลม และนำไปสู่ "การใช้ชีวิตที่ตรากตรำ"
โดยเฉพาะในรายที่สูงวัย
การวิ่งในชั้นของพวกเรานักวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ วิ่งยังไงก็ไม่ทะลวงเป็นทีมชาติได้ขึ้นมาหรอก  เราต้องมีมิติวิ่งเพื่อตัวของเราเองด้วย  ตัวของเราที่เปลี่ยนไม่ได้  พฤติกรรมอดิเรกนี้ ควรสานก่อขึ้นมาด้วยท่วงท่า For the rest of my life  นี่เราคิดอย่างนี้นะ
การ Challenge มีได้  แต่ต้องสงวนกิริยา  เอาพอสมควรแก่กาล  แก่วัย  แต่เราจะไม่หาญเตือนให้ละเอียดกว่านี้  ต้องไปคิดเอง  อย่างเคารพการตัดสินใจกันและกัน  นำไปจัดการกันเอาเองครับ
บทความนี้ สื่อกับนักวิ่งขาเก่าที่วัย 50+ ขึ้นไป  วัยที่น้อยกว่านี้ พวกเขายังมองไม่เห็น  เพราะความที่พลังงานพวกเขามีเหลือเฟือ  ไม่มีวิ่งใดที่หนักที่เหนื่อย จนไม่มีลิ้นชักที่มีชื่อว่าตรากตรำลำบาก เป็นป้ายติดไว้  แต่กลับเขียนชื่อไว้เสียหรูว่า  "ความท้าทาย"
จากที่เห็นและจับสังเกต  ปริมาณนักวิ่งขาเก่า ไม่มีเท่าเดิม  จากรุ่น 30-40 จะเหลือยังอยู่ในวงการน้อยลงในรุ่น 50 และจะน้อยลงไปอีกเมื่อวัยที่มากกว่านี้  พวกเขาหายไปไหนกัน?  ไม่มีนักวิ่งใดเลยที่ตั้งใจว่า  แก่แล้วจะหยุดวิ่ง  นอกจากมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น !!!
ผ่าน Running Boom มาหลายครั้ง ปริมาณแต่ละ Boom ที่สะสมไว้ น่าจะได้เยอะอยู่กว่านี้  เสมือนถ้ามีน้ำเข้าตุ่มอยู่เรื่อยๆถ้าไม่รั่วออก คงเต็มเข้าสักวัน  แต่นี่ไม่ใช่
ย้ำเตือนว่า  เส้นแบ่งระหว่างความทุ่มเทเพื่อ Challenge  มันห่างจากความตรากตรำเพียงนิดเดียว
ต้องจัดการให้เกิดความพอดีขึ้น  อย่าเตลิดเปิดเปิงไปโดยไม่รู้ตัว
ตัวอย่างที่คลาสสิคบ่อยมาก  คือวิ่งไปเพลินๆ  เด็กกว่า มาแทงข้างหลัง หรือโดน ญ.แนวหน้าแซง  เฮ้ย  ไรวะ  ต้องแซงกลับ  เพื่อให้รู้เสียบ้างใครนิ้วก้อย ใครหัวแม่มือ  แต่หารู้ตัวเองไม่ว่า  ตัวเองเริ่มแก่แล้ว
จากความที่โลดแล่นในสายแข่งมานาน  รับเอาการแก่งแย่งเข้ามาเป็นวิถีชีวิตบ่อย  จึงสรุปว่า  "ต้องได้ดี  ถ้าได้ไม่ดี ไม่เอาเลย"  All or None"
นี้กระมังที่เป็นเงื่อนปมที่ปริมาณนักวิ่งสูงวัยลดลง การสะสมเพิ่มเติมไม่แสดงตัว
ทันทีที่ถูกแซง มี Challenge ใหม่ๆเข้ามา ควรทบทวนเงียบๆมีอะไรที่เป็นตัวท้าทายที่สมเหตุผลจริงๆ  ทั้งความรู้สึก และข้อสรุป  ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ท้ารบไปเรื่อย
ผู้เขียนถึงกล่าวเป็นระยะๆไง  เป้าหมายวิ่งที่ตั้งไว้นานมาแล้ว ตั้งแต่เริ่มวิ่ง  ควรถูกทบทวน  จัดวางตำแหน่งแหล่งที่เสียใหม่  อาจปรับนิดปรับหน่อย  ไปจนถึงมากมาย Re-Engineering  มากน้อยลึกซึ้งแล้วแต่ความเป็นแต่ละรายไปในทุกรอบ 2-3 ปี/ครั้ง  ตั้งแต่เข้าวัย 50+ เป็นต้นไป
ยังคิดเหมือนเดิม ก็วิ่งต่อ  ถ้ามันมีเปลี่ยนไป ก็ไม่ผิดอะไร  ก็จะได้จัดหา ความรู้ตัวทั่วพร้อมเข้าหาความเคลื่อนคล้อยนั้นไปอย่างสง่าผ่าเผย
เราก็จะสามารถทำได้ และควรทำด้วย  ตัวเราจะได้ "ที่ลง" ที่เหมาะขึ้นด้วย  ให้พื้นที่กับบริบทครุ่นคำนึงสมกับวันที่เพิ่มขึ้น
อย่างตัวผู้เขียน...เดิมมาจากสายแข่ง  แต่ตอนนี้มีเป้าหมายใหม่  ที่เป็นหลักชัย  เป็นสดมภ์หลักทางความคิดวิ่งให้กับเพื่อนๆและนักวิ่งรุ่นน้องๆอย่างกว้างขวาง  ผ่านบทความและความเห็นในมิติต่างๆ  มากกว่าความจัดจ้านฝีเท้าแบบเดิมๆ
สิ่งนี้ผมทำอยู่  และมีความพอใจใจกับงานใหม่ของตัวเอง
วัตถุประสงค์ในกิจกรรมหนึ่งๆเมื่อผ่านหม้อเคี่ยวกรำด้วยเวลา  จะได้ข้อสรุปใหม่ๆ  ที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา  ตอบโจทย์ชีวิตวิ่งใหม่ที่เข้าท่าขึ้น
ตรงนี้แต่ละคนจะคลี่คลายออกมาไม่เหมือนกัน  แล้วไม่จำเป็นต้องเหมือนกันด้วย
เช่นเดียวกับท่าทีในการเข้า Approach วิ่ง   ทุกอย่างต้องออกมาตาม  "ต้นทุนที่มีอยู่"
และพยายามจัดพฤติกรรมวิ่งใหม่นั้นให้สอดรับได้กับชีวิตปริมณฑลอื่นนอกวิ่งด้วย
แต่ละคนจะคลี่คลายออกมาแบบใด  ต้องสืบค้นกันเองอย่างตั้งอกตั้งใจครับ
.
.
กฤตย์  ทองคง
14 มีนาคม  2565
.

ก่อนไปแข่ง สัปดาห์สุดท้ายต้องทำอะไรบ้าง

ก่อนไปแข่ง สัปดาห์สุดท้ายต้องทำอะไรบ้าง
.
.
โดย  กฤตย์ ทองคง 
.
.
ถาม..........
ช่วง taper 1 อาทิตย์ก่อนแข่ง ต้องทำอย่างไรให้ความฟิตไม่ตกครับ
Somjetn Bluefin 
14  มีนาคม  2565
ตอบ..........
ไม่ต้องทำอะไรเลย ความฟิตก็ไม่ตกครับ ขอเพียงอย่าไปวิ่งเท่านั้นเอง
อย่างแจงให้ละเอียด  ตกเหมือนกันตามทฤษฎีการขาดซ้อม  ถ้าจะว่าไป.....
เรื่องมันเป็นไปว่า  ระหว่างการเตรียมเรือนร่างเราเข้าซองสตาร์ทออกตัวในวันจริง จะได้มีความสด กระตือรือล้นแข่งที่สุด(ไม่งอมซ้อม)
จะมีใดที่คุ้มค่ามากที่สุด  ระหว่างตกซ้อมลงไปบ้างเล็กน้อย  หรือคงการซ้อมที่มากขึ้นกว่าเดิม 7 วัน
 แต่เราได้เรือนร่างที่"ไม่สด" ดีเท่าที่ควร  เลือกเอา  จะเลือกอะไร  ถึงจะดีที่สุด
เราเสียอะไรไป.....แต่ได้อะไรมานั้นต่างหาก
ไม่ว่าเราจะตัดสินใจเลือกอะไร  ไม่มีได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง  มีแต่ได้ทางเสียทาง  ว่าแต่ตัดสินใจใดๆแล้ว  ได้มากกว่าเสียเท่านั้นเอง  ชีวิตมิติอื่นนอกวิ่งก็ไม่ต่างกัน
แต่การ Taper ไม่ใช่หยุดไม่ทำอะไรนะ  แต่คือการยืดเส้นวันละ 3 ครั้ง เช้ากลางวันเย็น  เพียงแต่งดวิ่งเท่านั้นเอง
นักวิ่งส่วนมาก มีความสำคัญผิดว่าสัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่ง  จะมีเคล็ดลับฝึกใดๆเพิ่มเติม เพื่อวันจริงจะทะลวงได้สูงที่สุด   และให้ความหวาดระแวงการ Become fresh ด้วยการลดหรือหยุดซ้อมลง  และเอื้อเวลาการระบายกรดแลกติคจากการซ้อมที่ผ่านมา  จะถ่วงรั้ง Perform วันจริง
ตรงกันข้าม  สิ่งที่พวกเขาหวาดระแวงนั้นเอง คือเงื่อนไขที่ดีที่สุด ที่โค้ชรอบโลกให้ความไว้เนื้อเชื่อใจสูงสุด  
ตรงกันข้าม  ถ้าจะกล่าวอย่างสำนวนได้ว่า  ฝึกอย่างไรในสัปดาห์สุดท้ายที่ให้ได้ต่ำกว่าศักยภาพ  ก็คือ  ไม่มีการ Taper ใดๆเลยนั่นเอง
อนึ่ง การ Taper ไม่ใช่เพียงสัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่ง ในระยะมาราธอนด้วยนะ  จากที่คุณถามมา ยังแสดงว่า มีความเข้าใจ Taper เพียง 7 วันกระนั้นหรือ ?
.
.
กฤตย์  ทองคง
14  มีนาคม  2565
.