Sunday, December 13, 2020

เมื่อต่อมสามัญสำนึกฝ่อ

เมื่อต่อมสามัญสำนึกฝ่อ

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

อวัยวะต่างๆของร่างกาย มีใช้ มีเสื่อม  ต่างกับวัตถุ  ที่ยิ่งใช้มีแต่ยิ่งสึกหรออย่างเดียว  แต่ร่างกายกลับไม่ใช่  ยิ่งใช้งาน ยิ่งราบรื่นไหลดี  แต่มีข้อแม้  ต้องใช้งานที่พอดี

-  ถ้ามากนักก็บาดเจ็บแตกดับ

-  ถ้าน้อยเกินไปก็ฝ่อ

ปัญหาการออกกำลังปัจจุบันประมวลมาจากการหลงทางสองประการหลักนี่เอง

หน้าที่ของเจ้าของเรือนร่าง คือ  "จัดให้พอดี"

ความพอดี  ก็ไม่ยากนัก  "ความพอดี"  ไม่ใช่ต้องเปี๊ยบเป็นไม่บรรทัด  ขาดเกินได้  ถ้าไม่มากไม่เป็นไร  ความสามารถปรับตัวได้ของร่างกายมนุษย์มหัศจรรย์มาก

เป็นความมหัศจรรย์ยิ่งนักตรงที่ธรรมชาติมันให้  Monitor ติดตัวมาให้ด้วย

ใดที่มากเกินไป  มันให้ความรู้สึก ไม่พึงพอใจ  และแม้แต่น้อยเกินไป  ก็รู้สึก  บางคราวที่อ่อนเปลี้ยห่างเหินใช้แรงไปนาน  การออกขยับบ้าง  มันจะให้ผลที่กระชุ่มกระชวยขึ้น

เราเพียงเชื่อฟัง และใช้สัญญาณจากธรรมชาตินี้เอื้อประโยชน์กับตัวเอง  ที่ไม่จำเป็นนักที่ต้องไปรู้ละเอียดว่า  กลไกนี้มันขับเคลื่อนไปได้อย่างไร

ผู้เขียนเรียกมันว่า  "สามัญสำนึก"

และสามัญสำนึกนี้ไม่ใช่ได้มาจากสำนึกตักสิลาใดๆ  แต่ติดตัวมาจากกำเนิดเลย

ระหว่างออกกำลังหรือฝึกซ้อม  มันมีอาการอะไรบ้าง  เราต้องใช้ความสังเกตความเป็นตัวของเรา ไม่ใช่ของคนอื่น

แม้จะมีอาการลวงจะบ้างเป็นบางวัน  ที่อาจค่อนข้างขี้เกียจ  ที่ต้องการวินัย  แต่ไม่บ่อยนัก

มีหลักสังเกตไม่ยาก  มันจะไม่เคยขี้เกียจ 3-4 วันติดกัน  แค่ 1-2 วันก็หายดี  กลับมีความกระตือรือร้นเสียด้วยซ้ำ จาก "ความสด"

เมื่อความฝึกที่ยากเกิดขึ้นบ่อย  หรือเกิดต่อเนื่องกันนานและเป็นเสมอๆ   ย่อมต้องการข้อสังเกตบ่งชี้ที่มากกว่านั้น  และควรให้ผู้เชี่ยวชาญเช่น Running Instuctors หรือแพทย์  วินิจฉัย

ที่เล่ามา ฟังง่าย  แต่คนร่วมสมัย กลับไม่ใช้วิธีนี้เสียแล้ว

ศตวรรษที่ 21 เข้ามาพร้อมกับชะตากรรมแหยของปัจเจกที่คิดเองไม่เป็น

ความเปี่ยมเต็ม  ที่ไพบูลย์ของจิตใจ  มาจากการต้องเข้าสังกัดกลุ่มพวก  และการอยู่ลำพังโดดเดี่ยวกลายเป็นความทุกข์ทรมาน

กระบวนการทางสังคมเข้าสังกัดหมู่พวก  ดำเนินไปอย่างเข้มข้น  ตั้งแต่อนุบาลจนปัจจุบัน

"ลัทธิเอาอย่าง"คุกคามมนุษย์จนกลบสามัญสำนึกสิ้น

Influencers มีบทบาทเกินจริง  พอเป็นนักวิ่งเข้า ต้อง"ทำตัว"ให้เหมือนกับ"ภาพนักวิ่ง" ที่ต้องเป็นกัน  โดยเฉพาะรูปแบบภายนอกนี้สำคัญมาก

แต่วิธีคิดกลับไม่ใช่  เพราะคนทั่วไปมองไม่เห็น  ผู้เขียนมองเข้าไป  เห็นความกลวงเปล่ามากมาย

อาการนี้ยิ่งหนักเข้าไปอีก  จากลักษณะอีกประการของร่วมสมัยคือ  "เตือนไม่ได้"  ที่แม้ขับเคลื่อนด้วยตัวเองแต่ก็มาจากตรรกะเพี้ยน

นำไปสู่การทำตัวผิดพลาดหลายอย่าง  มักมาลงสุดท้ายที่ความบาดเจ็บทางร่างกาย และความบาดเจ็บกระเป๋าเงิน  โดยไม่มีความจำเป็น  บ้างถึงกับแส่หาเรื่องเข้ามาด้วยซ้ำ

คำแนะนำที่เหมาะสมที่อาจวางไว้ในสื่อมัยใหม่ที่น่าจะไปอย่างกว้างขวาง กลับด้านชา  ปราศจากผลเท่าที่ควร

ผู้เขียนมีความจำกัด  ที่ไม่สามารถยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมได้มากนัก  เชื่อว่าพวกเราอ่านแล้วคงมองเห็นภาพ

ปัจเจกใดต้องการหลีกเลี่ยงภัยอันตรายที่มากับยุคสมัย  นอกจากต้องอ่านให้มากแล้ว  ยังต้องมีระดับการไตร่ตรองที่มากอีกด้วย

ทั้งยังต้องรู้จักแยกแยะข้อมูลชิ้นใดมาจากแหล่งไหน ควรให้ความเชื่อถือแต่ไหน ไม่ใช่เชื่อมันทุกแหล่ง

ปัจจุบันข้อมูลวิ่งต่างๆ ถูก  Manipulated จากคนขายบางราย และจากผลงานฝ่ายขายของผู้ผลิต  บิดกระแสโลกทัศน์ของนักวิ่งให้เข้ากับผลประโยชน์ของพวกเขา  เราย่อมไม่สามารถให้น้ำหนักเท่ากับข้อมูลที่ถูกต้องได้

แม้ผลได้และผลเสียจะมีทั้งสองด้านพร้อมกัน  แต่ผลได้ที่มากกว่าเสียท่วมท้น กลับมิถูกนำพา

ตรงข้ามอีกทาง  ผลเสียที่อาจสุ่มเสี่ยงหากเลี้ยวพลาด  กลับกลายเป็นความน่าสนใจที่ท้าทาย !!!

หลายกรณี  ต่อมสามัญสำนึกที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน  มันจึงมีสถานะเหมือนกับการฝึกร่างกาย  "มันฝ่อลง"

การเป็นนักวิ่งร่วมสมัย  ยิ่งต้องการ การตริตรองมากกว่าสมัยใด  ไม่เพียงแต่ฝึกฝนทางร่างกายเท่านั้น

ผู้เขียนเชื่อว่า หากเรากลับมาใช้สามัญสำนึกให้มากขึ้น  สนใจสดับสัญญาณจากเรือนร่างความเป็นไปที่ธรรมชาติพยายามบอกเรา  (Listen your body) ให้เต็มที่ที่มันมีอยู่ เราย่อมสามารถยังประโยชน์จากมัน  โดยไม่จำเป็นต้องซื้อหา  และตัวองค์ความรู้วิทยาศาสตร์การกีฬา  ก็ไม่ต้องมากใดๆอีกด้วย  เราย่อมสามารถเข้าถึงความไพบูลย์แห่งชีวิตวิ่งได้แน่

.

.

กฤตย์  ทองคง

14  ธันวาคม  2563

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


ต้องถอดรื้อให้เป็น และประกอบกลับเข้าไปให้ได้

 

ต้องถอดรื้อให้เป็น 

และประกอบกลับเข้าไปให้ได้

.

.

โดย  กฤตย์ ทองคง

.

.

การฝึกเพื่อพัฒนาวิ่ง  ต้องมีความจำเพาะเจาะจงบุคคลแต่ละรายไป  เพราะความแตกต่างของแต่ละคนมีมากเกินไปที่สูตรสำเร็จการฝึกต่างๆจะนำไปทำกับคนได้ผลให้เท่ากัน

มีตั้งแต่ออกผลได้ไม่เท่ากัน  ไปจนถึงไม่ได้ผลเลย  รวมไปทั้งออกผลเป็นติดลบ ก็ยังมี !!!

แต่นักวิ่งทั้งหลายก็ยังมุ่งมาดปรารถนาสูตรวิ่งออนไลน์อยู่เสมอ ทุกยุคทุกสมัย  เพราะความที่มันง่ายและสำเร็จรูปดี  ดูแล้วเห็นดีก็เอาไปฝึก  ดูแล้วไม่ชอบ ก็โยนทิ้งไป

แต่ไม่ใช่เพราะผู้ออกแบบมันขึ้นมา ไม่เก่ง  แต่เป็นเพราะความสุดวิสัยที่ผู้ออกแบบเขาจะไปรู้ระดับความเป็นตัวของคุณแต่ละคนได้อย่างไร  คนเป็นหมื่นๆ สูตรฝึกเดียวกันเนี่ยะนะ  !!!

ขนาดเราโค้ช  คุยกันด้วยปากกับเด็กแท้ๆ  ยังไม่ได้พูดจริงกับเราเลย

ปากก็บอกว่า  "วิ่งเพื่อสุขภาพ"  แต่ขอขอดเพื่อลง Interval  ถ้าวิ่งเป้าหมายเพื่อสุขภาพ ขอดไม่มีความจำเป็น

เมื่อขอจากเราไม่ได้  ยังอุตส่าไปสรรหาจากเจ้าอื่น หรือไปก็อปใครมา  ลงความเร็วจนได้  พอถามเพื่อให้แน่ใจอีกที  ก็ยังบอก  "วิ่งเพื่อสุขภาพ" อีก

แล้วคิดกันหรือว่า  ผู้ให้คำปรึกษาต้องมาแยกแยะว่าผู้วิ่งเพื่อสุขภาพคนใดหมายความอย่างไรให้แม่นยำทุกคน  ปากคนแข่งก็เพื่อสุขภาพกันทุกคน  คุณกำลังคาดหวังจากผู้เขัยนมากเกินไปเสียแล้ว

มันไม่มีทางหรอกที่อ่านบทความของกฤตย์ เพียง 2-3 บทความ แล้วจะรอบรู้มากขึ้นเพียงพอที่จะรองรับชุดความรู้ชุดหนึ่งสนองเป้าหมาย  ที่ถาโถมเข้ามาให้รับรู้

มันจะมีก็แต่  การทยอยรับรู้วันละเรื่อง  วันละความ  อ่่านทำความเข้าใจ  อ่านเป็นเดือน  อ่านเป็นปี  ไม่ใช่อ่านแค่หลายสิบบทความ  แต่อ่านทั้งหมดนั่นแหละ  ผสมผสานกับประสบการณ์ที่เจอกับการวิ่งด้วยตัวเอง

เจอปริศนาเองจากการลงมือทำ  จากคอนเซ็ปส์ที่ผมวางไว้  เอาไปใช้กับปัญหาที่ตัวเองเผชิญ  จนเฉลยเอง  ตลอดจนลอง Solve เอง  หายเจ็บเอง  จนสามารถพัฒนาได้เอง

มีแต่ทางนี้เท่านั้น  คือพวกเราต้องตามอ่านบทความเป็นตันๆของผมที่สะสมไว้เป็นชิ้นจิ๊กซอว์มากมายหลายชิ้น  แม้แรกๆที่อ่านไปจะยังมองไม่ออกก็ตาม

แต่ละวัน  รับไปวันละชิ้น มุมเข้าเหลี่ยมกับร่องเว้า  โทนสีที่สอดรับแต่ละชิ้น พอมากๆเข้า  ความเข้าใจภาพใหญ่ขององค์รู้วิ่งจะเกิดขึ้นเอง  นำเอาไปร่างตารางวิ่งเองอีกต่อ

นี่น่าจะเป็นทางเดียวอีกด้วย  ผมไม่คิดว่า  การเข้าเรียนเพียง 2-3 วันจากหลักสูตรเทพเร่งรัดใดๆ  จะสร้างคนให้มีความเชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้  ไม่ว่าจะสร้างความเป็นครู จากวิทยาลัยครู  หรือสร้าง CEO จากหลักสูตร MBA  หรือการสร้างโค้ชจากการอบรม Course สั้นๆใดทั้งสิ้น

ขนาดหมักบ่มมาตั้งหลายปี ยังพลาดไปเข้าใจว่าคนที่เอ่ยว่ามีเป้าหมายวิ่งเพื่อสุขภาพนั้นคิดว่าหมายความเหมือนกันหมด

คุณต้องไม่เพียงรับรู้รับเห็นจากที่เด็กเอ่ยเท่านั้น  แต่การกำกับการฝึกวิ่ง ต้องไปถึงระดับ  "หยั่งถึง" เด็กคนนั้นให้ปรุโปร่งตัวตน  ตั้งแต่ลิ้นไก่ไปจนถึงมดลูก  มากกว่าตัวเด็กรู้เองเสียอีก  ถึงจะกำกับเขาได้

แล้วลำพังการอบรม 2-3 วัน  มันจะไปทำอะไรได้

ขนาดรู้จักกันดี ยังใช่ว่าฝึกแล้วจะถึงดวงดาวกันทุกราย !!!

ในบทความแต่ละบทที่ผมเขียน  อาสาได้เพียงให้อรรถาธิบายเกี่ยวกับเรื่องหนึ่งเรื่องใดเพียงแง่มุมเล็กๆเท่านั้น  ไม่สามารถอธิบายโลกการวิ่งให้ครบทุกด้านมุมในบทความเดียว  และผมก็เชื่อว่า  ไม่มีใครจะทำได้อีกด้วย

มันก็เป็นทางนี้แหละทางเดียว  คือ  "หนทางหมื่นลี้" เท่านั้น

สะสมการรับรู้จากบทความ น้ำทีละหยด

ความทีละบท

เมื่อมันมากพอระดับหนึ่ง ผลลัพธ์ของมันย่อมเข้าไปเปลี่ยนแปลงปริมาณสู่คุณภาพได้เอง

แล้วจะได้เอาภาพใหญ่ของความเข้าใจนั้นไปร่างตารางฝึกวิ่งเองอีกทอด

ด้วยเหตุนี้  จึงเป็นไปไม่ได้ที่  จะเร่งทำความเข้าใจไอเดียทุกประการของกฤตย์(หรือว่าของใครก็ตาม)  แล้วเอาไปร่างตารางวิ่งแล้วฝึกตามนั้น  เพื่อไปสนามจอมบึงหรือสนามบางแสน ที่กำลังจะมาถึงข้างหน้านี้

เรากำลังอภิปรายถึงชุดขององค์ความรู้วิ่งที่อาจหาญจะเปลี่ยนแปลงตัวคุณและโลกแห่งการรับรู้ของคุณทั้งใบ

ที่ ณ ปลายอุโมงค์ พบว่า คุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาลทั้งร่างกายและจิตใจ  ที่แสดงออกไม่ใช่ด้วยถ้อยคำใดๆมากไปกว่า หลับตาลูบเคราอย่างเงียบๆ  ถึงเรื่องของชีวิตมากกว่าแค่เรื่องวิ่ง

.

.

ปฐมบทของการเริ่มทำความเข้าใจต้องรู้ว่า การวิ่งแข่งขันนี่ ต้องการทั้งความอดทน และความเร็ว นั่นแปลว่า นอกจากวิ่งให้เร็วแล้วยังไม่อนุญาตให้ตกเร็วด้วย อยู่ ณ ความเร็วที่เลือกแล้วนั้นให้นาน (ใครจะยืนได้นานกว่ากัน)

และเพื่อการสร้างให้เรือนร่างนั้นมีทั้งความอึดและมีทั้งความเร็วนั้นจะต้องฝึกอะไรบ้าง 1)+2)+3) + ฯลฯ แล้วแต่ละอย่างมันก็มีซับซ้อน ผูกเกี่ยวโยงกับปัจจัยอื่นๆเป็นชั้นๆ

อาจงง ตัวอย่างเลยดีกว่า เช่น "ตัวความเร็ว"

ความเร็วที่นักวิ่งจัดขึ้นทั้งแข่งและซ้อม มันบีบเค้น (Stress) เรือนร่างที่หนักมาก และเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น พาหนะที่เอื้อไปให้ถึงได้ ไม่ใช่พาหนะแบบเดิมๆ แต่อาจต้องไปเครื่องบิน

และการที่จะต้องไปเครื่องฯ ก็ต้องมีขั้นตอน ไม่ใช่นึกจะบินก็บิน เริ่มก็ต้องมีเงินค่าตั๋ว นี่ไม่ใช่รถเมล์นะ ต้องไปทำวีซ่า ก่อนวีซ่าก็ต้องทำพาสปอร์ตก่อน ก่อนพาสปอร์ต บัตรประชาชนต้องถูกตรวจว่ายังไม่หมดอายุ

แทบทุกเรื่องที่จับทำ ไม่ว่าจะกระดิกตัวไปทำอะไร จะพบว่า เรามีเรื่องที่ต้องทำก่อนหน้านั้นเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร

แม้จนกระทั่งวันขึ้นเครื่องฯ การไปสนามบินสุวรรณภูมินั้นอย่างหนึ่ง แต่คุณจะไปทำแบบเดียวกันนี้ที่แอดดิสอะบาบ้าไม่ได้ มิฉะนั้นจะตกเครื่อง ความข้อนี้ ไม่มีใครรู้ และไม่มีหลักสูตรใดบอกไว้แม้แต่ MBA

ที่เล่ามาไม่ใช่ไหลออกอ่าว แต่เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบให้ฟัง เมื่อคุณจะวิ่งเร็ว คุณต้องมีเรือนร่างที่เหนียวทนแรง Stress อย่างหนักจากขอด interval จาก tempo จาก WM (Weekly Mileages) ที่สะสมเข้ามาสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า ที่มากมาย

รวมทั้งการฝึกยาวที่ยังฟื้นตัวไม่ทัน แต่เราก็ต้องออกรอบฝึก Key Sessions ตัวอื่นๆอีกแล้ว

ถ้าไม่เหนียวจริง คุณจะเจ็บ เจ็บแล้วทีนี้ แห้วยาว เลิกพูดได้เลย

.

แล้วการที่จะเหนียวแบบนั้นได้คุณต้องรอบจัด ผ่านประสบการณ์กินแห้วที่สนามบินไนโรบีมาก่อน จนกลั่นการเตรียมตัวออกแล้วว่าในสนามบินประเทศด้อยพัฒนามันมีอะไรๆที่เรายังไม่พร้อมจะตั้งรับ

การทำตัวให้พร้อมต่อการเดินทางจากนิวยอร์ค ย่อมแตกต่างจากส่วนอื่นๆของโลก ไม่เหมือนกัน

เพื่อให้เหนียวแน่น ต้องวิ่งช้า พัฒนาจากโซน2 ที่พวกเราครวญว่าอืดเหลือเกิน พวกเรายังห่างนักจากความเข้าใจบทบาทของการวิ่งช้า มันจะเกื้อหนุนฐานของความอึดทนได้อย่างไร

เพราะเมื่อได้อึดทนจากการวิ่งช้าได้แล้ว ถึงจะขั้นตอนการไปลงขอดอีกทอดหนึ่ง มันเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกจาก Stress ตอนลงขอด

ไม่ใช่จู่ๆก็อัดขอดเลย ไม่ใช่จู่ๆก็บินเลย

ก็เดี้ยงเท่านั้นสิ พ่อคุณ

โดดหอเลยทันทีที่ยังไม่มีเบาะรับกระแทก ร่างก็เหลวเลย ในการลองทำเพียงไม่กี่เที่ยวแรกๆ

พวกเราก็ช่างแสนรู้ อุตส่าเข้ามาสอนลุงกฤตย์ว่า อยากได้ลักษณะใด ก็ต้องฝึกอันนั้น อยากได้เร็วก็ต้องวิ่งเร็ว ไม่มีทางเร็วได้จากการวิ่งช้า......ว่าไปโน่น

เราวิ่งช้าเพื่อจะได้ความทน เราต้องการกล้ามเนื้อแดง เป็นฐานฝึกกล้ามเนื้อขาวอีกทอด

นี่แสดงว่ายังตามไม่ทัน....

มีตัวอย่างกี่ร่ยแล้วที่ลงขอด ลง tempo ไปทั้งๆที่เรอนร่างยังละอ่อนต่อนแต่น เรียบร้อยโรงเรียนเจ็บราบคาบไม่เว้นเลย

นี่คือตัวอย่างของความซับซ้อนของโจทย์เพียวข้อแรกขีอดียวว่าก้วยเรื่องความเร็ว ก็นำไปสู่ความฉงนฉงายของ Paradox ว่าต้องวิ่งช้าก่อนวิ่งเร็ว

และนี่เองคือรูปธรรมของคำกล่าวที่ว่า

"วิ่งช้าไม่เป็น วิ่งเร็วไม่ได้" นั่นเอง

แล้วพวกเราก็ทำหน้างุนงง "ไรวะ...มันจะเร็วก็ต้องวิ่งเร็วดิ ย่ำอยู่ตรงนั้นแหละ แกะปริศนาไม่ออก

.

ตัวอย่างที่สอง การวิ่งขึ้นเขา Hill running วิ่งขึ้นเขาเพื่อพัฒนา Strength ไม่ได้พัฒนาความเร็ว

แต่สิ่งที่เรากำลังสานก่อ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเร็วอย่างเดียว แต่เป็นความทนในเร็ว Strength of speed ณ ความเร็วที่เลือกแล้วตรงนั้น ที่เราเข้า Approach เราต้องยืนให้ได้

แต่พวกเราพอรู้เข้าอย่างนี้ ก็อัดขอดเขา Interval hill running มันเลย ก็เดี้ยงสิครับ ขนาด interval ตัวเดียวยังไม่ค่อยจะรอดเลย ยังไปขอดบนเขาอีก จำเริญเถิดพ่อคุณ

บ้านพังตั้งแต่ยังเป็นพิมพ์เขียว คนกันที่ทำได้ เขามาจากไหน ส่วนเราเป็นใครกัน นาทีนี้สิ่งสำคัญที่พวกเราต้องการคือ กระจกสักบาน

นำมาสู่บทเรียนที่สำคัญ

"นักวิ่งที่ฉลาดอย่าเปิดแนวรบมากว่าด้านเดียว"

ให้เปิดแนวเดียว จัดการทีละแนว ความชันจาก hill ก็ตัวนึงแระ ยังจะมีเร็วอีกแนวไปพร้อมๆกัน นั้นคือ Golden Rules ที่นักวิ่งต้องเรียนรู้จากโจทย์ประถมหนึ่งวิ่ง

แต่อนิจจา นักวิ่งแนวหน้ากลับทำผิดกันเป็นประจำ แสดงว่ายังมีความเข้าใจที่อ่อนนัก

เห็นเขาทำกันได้ นึกว่าเราจะทำได้บ้าง

แล้วก็เห็นแนวหน้าพวกนั้นเดี้ยงเป็นประจำกับเปิดศึกหลายด้าน นึกว่าจะเก่งเอาตัวรอดได้

เมื่อเอ่ยถึง Hill running ย่อมนำไปสู่มิติของปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย ไม่ใช่จะมีแต่เขาเพียงอย่างเดียว

เช่นเดียวกัยการฝึก tempo ความซับซ้อนของมันมี ว่ากันไม่สั้น เป็นอีกชุดหนึ่งทีเดียวเหมือนกัน

ไหนจะยัง WM อีกเล่า

ไหนจะยัง tempo

หลงเตลิดฝึกกันไปจนลืม Taper อีก

ยังมีบริบทวิ่งอื่นๆที่ยังไม่ได้กล่าวอีกเยอะที่พวกเรากว่าจะทำความเข้าใจรอบให้ทั่ว ไม่ใช่เวลาเป็นปี แต่หลายๆปี

จึงต้องเริ่มที่ฝึกอย่างเดียวไม่พอ แต่เข็มทิศที่ชี้ว่าจะฝึกอะไรบ้าง ไม่ใช้บทความไม่กี่บทความจะเอื้อความเข้าใจได้ ไม่ใช่การอบรม Course สั้นๆไม่กี่วัน ประสบการณ์บอกเราว่าเรื่องมันเยอะ

ที่ว่ามาอย่างยาวแค่วิเคราะห์อย่างเดียว ถ้ดออกมาให้เห็นทีละชิ้น ถอดอะไหล่เครื่องจักรให้ดูว่าหลังฝาครอบปิดเครื่อง มันทำงานอย่างไร ล้อถึงหมุน น็อตแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร ลูกสูบที่ส่งพลังนั้นมาจากการระเบิดของน้ำมัน แล้วน้ำมันเข้าไปในห้องเครื่องได้อย่างไร ถังน้ำมันไม่ระเบิดเสียก่อน ยาวไปจนถึงปะเก็นแต่ละแผ่น มันมีบทบาททั้งหมดแหละ

.

ด้วยการฝึกอย่างที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น ที่จะสามารถทะลวงเป้าหมายได้ เริ่มจากปากกาและดินสอ โดยร่างตารางวิ่งมาจากความเข้าใจ ไม่ใช่ลอกมา

ความรู้ที่จะทำได้ตรงนี้เก็บมาจากบทความลุง

เสมือนจิ๊กซอว์หลายๆชิ้นที่ประสานกัน นำมาสังเคราะห์เข้าหากันอีกครั้ง

เมื่อแกะเครื่องออกมาดูทีละชิ้นแล้ว (วิเคราะห์) ก็ต้องประกอบกลับเข้าไปใหม่(สังเคราะห์) แล้วถึงเดินเครื่อง

ฝึก...ฝึก...ฝึก...

ที่ระหว่างทางก็ ปรับ...ปรับ...ปรับ...

แล้ววันจริงเราก็เอาที่สังเคราะห์และฝึกไปแล้วมาทำซ้ำอีกทีในวันแข่ง รวบยอดที่ฝึกมาหลายร้อยชั่วโมงให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ระดมออกมาเต็มที่ในวันสำคัญ

.

ยัง .....ยังไม่จบยังไม่ครบกระบวน ยังมีอีก

แล้วเราก็เอาผลลัพธ์ที่ลงแข่งไปแล้วนั้น ไม่ว่าจะออกหัวหรือออกก้อยใดๆ มาสรุปเป็นบทเรียน

ไม่เพียงแต่สรุปล้มเหลว แต่บ่อยครั้ง เราควรเรียนรู้จากความสำเร็จด้วยว่าศักยภาพเราน่าจะทะลวงได้ลึกกว่านี้อีก ทำไมได้แค่นี้

ถ้าทำอะไร จะได้ดีกว่านั้นอีก

หรือถ้าไม่ทำอะไรจะไม่แย่อย่างนั้น สรุปออกมาเป็นข้อๆ จะได้เอาไปปรับตารางใน Phase ต่อไป

ที่เล่ามาเพียงยกตัวอย่างชั้นเดียวเท่านั้น ชีวิตจริงมันบทเรียนซ้อนบทเรียนที่รอคอยการเรียนรู้ แต่เรากลับละเลยเพิกเฉย บทเรียนจึงไม่มี

กลับให้ความสนใจกับการอบรมสั้นๆที่มาเป็นระยะๆ แต่บทเรียนชีวิตจริงที่ถูกโยนทิ้งเปล่าๆเกลื่อนเต็มสนาม ด้วยแนวทางเช่นนี้ ผมมองยังไม่เห็นนิมิตหมายพัฒนาวงการให้กระเตื้องขึ้นเอาเลย

ยิ่งไม่ต้องเอ่ย กระทู้ที่มีเสน่ห์ดึงดูดนักวิ่ง

กลับเป็นกระทู้รีวิวรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ๆเท่านั้นเอง

นักวิ่งพวกเราคาดหวังการพัฒนาวิ่งได้เร็วกว่าความที่เป็นจริงมากมาย กฎหมื่นชั่วโมงยัง Work อยู่

ที่เขียนมานี่ ไม่ใช่มีที่มามุ่งเป้าไปสู่การอบรมระยะสั้นๆสำนักใดๆ

แท้จริงกำเนิดบทความนี้มาจาก เราตั้งใจที่จะผลิตบทความที่จุเนื้อหาสำคัญๆขององค์รู้วิ่งให้ครบถ้วนกระบวนความทั้งหมด ว่าโลกของการวิ่งมันมีอะไรบ้าง แต่กลับได้บทความนี้ขึ้นมาแทน

.

.

กฤตย์ ทองคง

14 ธันวาคม 2563

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่