Wednesday, February 14, 2024

การฝึกวิ่งบนที่สูง...และการปฏิบัติให้เป็นจริง

 การฝึกวิ่งบนที่สูง...และการปฏิบัติให้เป็นจริง

.

.

กฤตย์  ทองคง

.

.

ถาม..........

การฝึกวิ่งบนเขาที่สูง   บน attitude สูงกว่าปกติ  จะทำให้พัฒนาฝีเท้า ได้ดีกว่าฝึกบนทางราบหรือเปล่าครับ และ เราควรจะฝึกวิ่งอย่างไร เหมือนที่เราเคยวิ่งที่บ้านหรือเปล่าหรือต้องฝึกอะไรเป็นพิเศษ   กำลังคิดว่าจะไปฝึกบนที่สูงครับ

____________________________

ตอบ..........

 ความเข้าใจนี้ มีมูลความเป็นจริงอยู่ ที่ว่าความหนาแน่นของออกซิเจน ในที่ราบมีมากกว่าบนที่สูง

และการไปฝึกในที่ที่มีออกซิเจนเจือจางกว่า  จะมีผลทำให้ผู้วิ่งปรับตัว ในการวิ่ง

เมื่อเรามาแข่ง ที่เกือบทั้งหมดของ อีเวนต์ จะเป็นทางราบ ที่มีระดับออกซิเจนสูงเป็นปกติ   ย่อมจะทำให้ผู้วิ่งใช้ประโยชน์จากออกซิเจนนั้น ได้เต็มที่มากกว่าผู้อื่น ประมาณว่าผู้วิ่งนั้น จะเหนื่อยน้อยกว่า วิ่งบนที่ราบสูง ซึ่งจะยังผลให้ ผลประกอบการ ดีขึ้น กว่าการฝึก แต่ทางราบอย่างเดียว

แต่ควรคิดให้รอบคอบว่า   เพื่อการนี้เราต้องจัดเตรียมอะไรบ้าง  ก่อนลงมือ   ค่าที่ว่า นี้เป็นจริงแต่เพียงทางทฤษฎี แต่การลงมือปฏิบัติ การฝึกวิ่ง บนเขาไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะสิ่งที่หวังว่าจะเกิดขึ้น ไม่สามารถพัฒนาฝีเท้าได้ ในการฝึกไม่กี่ครั้ง แต่ผู้วิ่ง   อาจจะต้องถึงกับย้ายทำเล ไปอยู่อาศัย บนพื้นที่เขา   แล้วการงานอย่างอื่นเราจะไปมาหาสู่อย่างไร จะวิ่งอย่างเดียวหรือ

ต้องหมักบ่มการฝึก ไม่ใช่เพียงไม่กี่เดือน แต่ต้องเป็นปีๆ ที่จะทำให้เป็นจริงได้   นี่อย่างหนึ่งแล้วนะ

ประการต่อมา ภูมิประเทศความสูงระดับที่จะฝึกให้ออกผลในประเทศไทยนั้น   มีความสูงต่ำเกินไป สูงที่สุดอินทนนท์แค่*พอได้* ควรสูงกว่านั้น

ที่เรา ควรไปฝึกต่างประเทศ สูงที่สุดประเทศเรา ยังถูกพิจารณาว่าน้อยเกินไปครับ

เห็นต้นทุนการฝึกแล้วหรือยัง   ว่ามันไม่ง่ายอย่างทฤษฎี

แม้เพียรพยายามไปฝึกเขา ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ผลลัพธ์ ก็ยังออกมาไม่ได้ระดับที่ปรารถนาคิดไว้

เราจะถูก ความเสี่ยงทาน ฝืนบริบทอย่างอื่นอีกมาก  จากความพยายามไปอยู่ที่นั่น ตราบใดถ้าเราไม่ได้เป็นคนดอย

คำถามนี้เห็นถามกันเข้ามาเป็นระยะๆ แต่เอาเข้าจริงๆ แทบจะหาคนทำจริงไม่ได้เลย(ในไทย)โดยเฉพาะนักวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์

ส่วนในประเด็นเรื่อง จะต้องเปลี่ยนแปลงการฝึก ให้แตกต่างอย่างไรจากเมื่อฝึกอยู่บ้าน

อันนี้ต้องเป็นเรื่องของโค้ชในพื้นที่ จะระบุ   ขึ้นอยู่กับ รายละเอียดนักกีฬาแต่ละคน แต่สำหรับผมพิจารณาว่า ในระดับทั่วไปคงไม่ต้องเปลี่ยน เอาแบบที่เคยฝึกที่บ้านนี่แหละ ในทางวิชาการให้ลดระดับ pace ลง 20 วินาทีต่อไมล์ในช่วงเริ่มต้น

พูดไปก็งงสิ มันจะต้องลดลงเท่าไหร่กันหนา นึกภาพไม่ออก อย่างภาษาบ้านๆเรียกว่า ให้ฝึกเท่าในความเหนื่อยอย่างที่เคยนั่นเอง ใช้ Percieve exertion  เป็นดัชนีวัด

ลมหายใจต้องไม่หอบหนัก  จัดเท่ากับลมหายใจที่เคยฝึกที่บ้าน

ถ้ามีแผนจะฝึก  SW  (Speedworks)  บนนั้น  ให้นำเอา  Heart rate Monitor ไปใช้   ในอัตรา HR เท่ากับที่เคยฝึก

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

อ้างอิง  :

Jack  Daniels ,  Ph d.  A distance running coach at Centre for high Attitude training in Flagstaff , Arizona and the Author of Daniels Running Formula.

.

.

กฤตย์  ทองคง

๑๕  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๗

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Sunday, February 11, 2024

ระหว่างความผิดพลาดด้วยกัน ควรเลือกทางที่น่าจะเสียหายน้อยกว่า

 ระหว่างความผิดพลาดด้วยกัน ควรเลือกทางที่น่าจะเสียหายน้อยกว่า

.

.

กฤตย์  ทองคง

.

.

ท่ามกลาง การประสบความบาดเจ็บจากวิ่ง ที่เรายังไม่รู้ว่า ความบาดเจ็บที่ตัวเราประสบนั้นเป็นความบาดเจ็บชนิดไหน  เป็นชนิดที่ต้องหยุดวิ่งหรือไม่จำเป็นต้องหยุด

*ให้หยุดไว้ก่อน*

จริงอยู่ ไม่ทุกชนิดที่ความบาดเจ็บจากวิ่งต้องหยุด เสมอไป ยังมี แต่ความบาดเจ็บบางชนิด ที่ไม่ต้องหยุดวิ่ง มีอยู่

แต่นะ.....ถามว่า   ผู้เจ็บ นั้นมีความรู้หรือเปล่าว่า ที่ตัวเองเป็นนั้น เป็นความบาดเจ็บชนิดไหน แบบที่ต้องหยุด หรือไม่จำเป็นต้องหยุด

ในท่ามกลางความคลุมเครือ นักวิ่งจะปฏิบัติตัวอย่างไร ?

ในท่ามกลาง ความจำกัด ของการรับรู้   ท่ามกลางการไม่มีโค้ช   ฝึกเอง  เราต้องใช้หลักการแยกแยะอย่างไร

มีวิธีการไตร่ตรอง ดังนี้.....

ระหว่างการปฏิบัติไปแล้วเกิดความผิดพลาด ทั้งสองทาง ทางใดปฏิบัติไปแล้วผิดพลาดเสียหายเสียดทานน้อยกว่า   ก็ให้เลือกทางนั้น

ทางที่ดีที่สุด.....คือเราต้องตามไปรู้ก่อนว่า   ที่เราเป็น  เป็นความบาดเจ็บชนิดไหนเสียก่อน จะได้ทำตัวได้ถูก ต้องไปรู้   ไปถามและต้องให้แน่ใจ แหล่งที่ให้แนวทางมา   ต้องถูกต้องด้วย

เรื่องมันใหญ่นักรึ ?   กับการขาดซ้อมเพราะเสียเวลาไป จากความเข้าใจผิด ไปหยุดเสีย เลยวิ่งไม่ทันคู่ประกบ

หรือหากว่าเราเลือกอีกทาง ฝืนวิ่งไปทั้งๆที่เจ็บและควรจะต้องพัก ขับเคลื่อนตัวเองเข้าภาวะเรื้อรัง สุ่มเสี่ยง  ดับอนาคตวิ่ง

ทางเลือกใดผลลัพธ์ออกมา มันสุ่มเสี่ยงน้อยกว่า ก็ให้เลือกทางนั้น

ทางเลือกทางใดถ้าผิดพลาดเสียหาย ร้ายแรงกว่าก็ควรหลีกเลี่ยง

บางคราวนะ.....วิธีคิดเป็นสิ่งสำคัญมากกว่า Knowledge

.

.

กฤตย์  ทองคง

๑๒  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๗

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Saturday, February 3, 2024

ผ้าขี้ริ้วกับความสะอาด

ผ้าขี้ริ้วกับความสะอาด

.

.

กฤตย์  ทองคง

.

.

ไม่สำคัญเท่าไหร่ว่า ผ้าขี้ริ้ว จะเช็ดอะไรโสมมมามากขนาดไหน ผ่านงานเช็ดทำความสะอาดอะไรมา

แต่อยู่ที่ผ้านั้น ผ่านการซักทำความสะอาด ตัวของมันเองอยู่เสมอๆ

โดยสาระหลัก แล้วอยู่ที่ ซักน้ำเปล่าเท่านั้น ตากแดดเป็นวาระ ไม่ปล่อยหมักหมม

น้ำยาเป็นแค่เครื่องช่วย บ่อยครั้งน้ำยาไม่ได้ช่วยอะไรมากนักด้วยซ้ำ   อย่าสำคัญผิดเกินจริง

การวิ่งก็ไม่ต่างอะไรกันนัก แค่หวนไปดูแพทเทิร์น การฟื้นตัวของนักกีฬา ก็บอกอะไร ในเด็กนั้นค่อนข้างเยอะได้

เรือนร่างของคนกับงานหนัก ที่ผ่านๆ Perform มา ทั้งการฝึกซ้อมและงานจริง ต้องการการฟื้นตัว Recovery หลังงานหนัก ผ่านไป การเข้าสู่ Recovery phaseเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน

อย่าปล่อยความโสโครกหมักหมม ให้อยู่กับผ้าขี้ริ้วชื้นๆ ปล่อยกองไว้ หรือแช่ในถังน้ำเน่า รีบทำความสะอาดโดยเร็ว ออกตากแดดทำแห้ง และจัดเก็บรอชิ้นงานต่อไป

คุณภาพของความสะอาด มีสหพันธ์กับผ้าขี้ริ้ว คือบทสรุปของ House keeper คุณภาพของนักกีฬา มักจะมีความเกี่ยวพันกับ คุณภาพและความเอาจริงเอาจังของการฟื้นตัว คือบทสรุปของโค้ชเช่นกัน

House Keeper แค่ตรวจดูถังน้ำและผ้าขี้ริ้วของแม่บ้าน ก็พอจะมองเห็นคุณภาพ ของแม่บ้านผู้นั้นระดับหนึ่งแล้ว

แค่ Coach อื่น ชำเลืองเห็นแบบแผน การ Recovery ของนักกีฬา ก็สามารถหยั่งถึงว่า เด็กนั้นอยู่ในความควบคุม จากแผนวิ่งคุณภาพหรือไม่แล้ว

.

.

กฤตย์  ทองคง

๗  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๗

.

Wednesday, March 30, 2022

ความสำคัญของควรมีตารางวิ่งในอีกมิติหนึ่ง

ความสำคัญของควรมีตารางวิ่งในอีกมิติหนึ่ง
.
.
โดย   กฤตย์ ทองคง 
.
.
การได้มาวิ่งแล้ว  ควรเซ็ทการวิ่งของเราลงในแบบแผนที่เป็นตารางวิ่งแน่ชัดว่าในแต่ละวัน จะต้องฝึกอะไร
ไม่เว้นแม้แต่คนวิ่งเพื่อสุขภาพ
คนไทย มักเป็นกลุ่มชนที่มีแนวโน้มที่พยายามหลบเลี่ยงพฤติกรรมใดที่ดูจริงจัง  ที่มีข้อกำหนดล่วงหน้าแน่ชัดให้ทำอะไรหรือไม่ต้องทำ  เพราะจะรู้สึกเหมือนบังคับ  คนไทยเราซิกแซกเก่ง
แต่ความเป็นจริีง  ชีวิตบอกกับเราว่า  ถ้าเราจะสุ่งเป้าใดๆที่มีประสิทธิภาพ  ทำแล้วได้ผล  เราต้องเอาจริงทั้งนั้น  ใส่ใจกับปัจจัยที่ใช่  และหลีกเลี่ยงกับตัวต้านทาน  หมั่นทบทวนที่ผ่านไปแล้ว  และวางแผนเตรียมไปข้างหน้าที่สรุปจากบทเรียนที่ผ่านไป  วนไปเรื่อยๆ
แต่ถ้าลงต้องทำแบบนี้เข้า  ส่วนมากจะไม่ชอบกัน  อ้างว่าซีเรียส และชอบหลบเลี่ยง
จึงไม่แปลกใจใดๆที่ความสัมฤทธิ์ผล  จึงออกมาไม่สู้น่าประทับใจนัก ในหลายๆเรื่อง  ได้แค่พอผ่าน มีเลิศน้อยมาก  เพราะพวกเราเป็นกันอย่างนี้เอง
เป้าหมายวิ่งเพื่อความเป็นเลิศ  เป้าหมายสอยดวงดาว  ต้องมีตารางวิ่งแน่อยู่แล้ว  แต่เป้าหมายวิ่งเพื่อสุขภาพ ก็ควรมีตารางวิ่งด้วยเช่นกัน  เป็นการกันเอากิจกรรมที่อาจจะถ่วงรั้งประสิทธิภาพวิ่งที่ออกผลต่อความไพบูลย์สุขภาวะออกไป
วิ่งแล้วได้อย่างที่ปรารถนา  เมื่อมุ่งเป้าสุขภาพ ได้สุขภาพ  มุ่งเป้าอะไร ก็ได้อย่างนั้น
กล่าวเช่นนี้เพราะรู้ใจพวกเรา  ส่วนใหญ่มักวิ่งกันอย่างไร้ตารางวิ่ง  โดยเฉพาะสายไม่แข่งทั้งหลาย
ยิ่งเป็นการวิ่งอะไรที่ต้องมีตารางกำหนดต้องทำอะไรแล้วละก็จะหนีเลยทีเดียว
ไม่รู้ว่าจะเครียดอะไรกับกฎเกณฑ์หนักหนา  เสร็จแล้ว ไม่ใช่จะบรรลุอะไรที่เป็นโล้เป็นพาย  กลับไม่จัดว่าเป็นชีวิตที่ล้มเหลวใดๆ  แต่ปลื้มเสียอีกที่ขานเรียกวิถีของตัวเองว่า  "แบบไทยๆ"
ย้ำว่าแม้จะตั้งเป้าหมายวิ่งเพื่อสุขภาพ ก็ไม่ได้ผิดใดๆที่ไม่ไปสายแข่ง  แต่สุขภาพต้องได้(หลายรายไม่ได้)
ที่ไม่ได้ต้องลองหวนคิดดู
1)  ต้องฝึกอะไร  เมื่อไร
2)  ไม่ควรทำอะไร  เมื่อไร
อันมาจากข้อบังคับที่เราจัดการกับตัวเอง
ก่อนที่จะวิ่งใดๆต่อไป ต้องคิดตรงนี้ให้แตกก่อน ถ้าไม่เคลียร์ วิ่งไป อะไรก็จะไม่ได้สักอย่างแม้แต่สุขภาพ  อย่างนี้ล้มเหลวนะ
สุดท้ายแล้ว แม้จะเกลียดการบังคับแต่ไหน  แต่ก็หนีไม่พ้นอยู่ดี  พอชีวิตเติบโตขึ้น เข้า Secondary group   เราก็หนีกฎระเบียบข้อบังคับไม่ได้อยู่ดี  จากโรงเรียน  จากวิทยาลัย  จากออฟฟิศ  ห้ามทำอะไรอีกเป็นพะเรอเกวียน
สรุปว่า  อย่างไรเสีย  การเซ็ทตัวเองให้ต้องอยู่ในกรอบหนึ่งใด ย่อมหนีไม่พ้นอยู่ดี  ไม่ว่าเราจะมีกรอบโลกทัศน์  Anti กฎระเบียบขนาดไหน  ถ้าไม่เซ็ทเอง ก็ต้องโดนเซ็ท
กำลังจะเล่าให้ฟังถึงผลการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบการอยู่ในแบบแผนฝึกวิ่งมาราธอน ส่งผลกระทบกับ ชีวิตรวมที่ดีขึ้นทั้งภาวะทางจิตใจและร่างกาย  Body and Psychological effects of Marathon training
ว่า Subjects ที่เซ็ทตัวเองเข้าร่วม course ฝึกวิ่ง ช่วยเขาปรับปรุงชีวิตตรงไหนบ้าง  ช่วยลดปัจจัยเหล่านี้ลง
-  feel generally less tense
-  angry depressed
-  confused and tired
-  more vigorous and energetic
-  และ increase control lives
             ฯลฯ
ผู้เขียนอ่านวิจัยแล้ว"ตัดระเบียบวิธีการวิจัยออก" เอาแต่ละสรุปมาเล่า  ไม่เอาการเก็บตัวอย่างประชากร หรือใช้ค่าสถิติอย่างไร  ที่มันจะเฟอะฟะ  แต่เล่าเนื้อหาสู่กันฟังประสานักวิ่ง ไม่ได้ไปอ้างอิงที่ไหน
ขอนอกเรื่องนิด  จูงมือออกนอกห้องเรียนมาราธอนสู่โลกข้างนอก  เดี๋ยวจะกลับเชื่อมโยงเข้าไปอีกที
โลกทุกวันนี้  หลายเรื่องใหญ่ๆ หลุดลอยจากการถูกควบคุมของคนเราไปมาก  ยังผลให้เราทุกคนแหย๋อยู่ลึกๆ  รู้สึกสูญเสียการควบคุมชีวิต สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นคุณต่อการให้ความหมายตัวเอง
เช่นรัสเซียรบกับยูเครน  มนุษย์ลุกขึ้นฆ่ากันด้วยอาวุธชีวภาพโควิด ที่เราไม่เกี่ยวก็โดนด้วย  น้ำมันแพง ประเทศไม่มั่นคงจากนักการเมือง  ในขณะที่ทหารยังมองความมั่นคงจากสายตาเก่าๆ
ปัญหาเล่านี้  เราแต่ละคนไม่สามารถควบคุมความร้ายแรงที่มากระทบเราได้เลย  ได้อย่างเดียว  ด่าอเมริกาในสื่อ
ตอกย้ำความล้มเหลวที่ตนเองได้รับชะตากรรมที่บูดเบี้ยว  สรุปว่าคนเราคนเล็กคนน้อยทำอะไรไม่ได้แม้แต่ชะตากรรมของเราเอง  เราทุกคนมีจุดนร่วมในการโหยหาลึกๆ นำอำนาจกำหนดชะตากรรมของเรากลับคืนมา
แต่การเซ็ทตัวเองในรูประเบียบฝึกวิ่ง เท่ากับนำสถานะควบคุมนี้กลับมาเป็นของตนเอง  เราทำได้
กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ถ้าเราเหลาะแหละ ฝึกห่วย ผลลัพธ์ก็ห่วยด้วย  ถ้าฝึกตั้งใจจริง  ก็จะได้ผลวิ่งดี
มันนำอิคิไกกลับคืนมาสู่ชีวิตอีกครั้ง
โลกสมัยใหม่มันอยู่ยาก  แค่นิวเคลียร์ลูกเดียวที่อาจหลุดออกมา จะทำให้ตายกันทั้งโลก  แม้ปัจเจกคิดอ่านปกป้องตัวเองอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้เลย
นี้เป็นเรื่องความเป็นความตายเลยนะ  ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เราจะอยู่รอดจากนิวเคลียร์และโควิดจนถึงปีหน้าได้หรือเปล่า?
แค่รัสเซียยกทัพเข้ายูเครน ราคาทองก็พุ่ง ยังผลให้ราคาก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยบ้านเราก็ขึ้นไปด้วย  ทุกอย่างถึงกันหมด  แล้วนี้ เกี่ยวอะไรกับนักวิ่งด้วย?
การที่เราเซ็ทตัวเองอยู่ใน Obligate หนึ่งใดที่ตนเองสามารถกำหนดชะตากรรมตัวเองกลับมาได้ นั่นคือสิ่งที่ดี เท่าที่จะมีอยู่ตอนนี้  เป็นเครื่องมือฟางเส้นเดียวในน้ำเชี่ยวที่เราลอยคออยู่
เป็นกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ Bring back control myself
นี่เราไม่ได้เอ่ยถึงโลกอุดมคติอะไรเลยนะ เลิกพูดไปนานแล้ว เพียงแต่อะไรก็ได้ที่ทำให้เรา Survive  ปีหน้าหลังโควิดกลายพันธุ์อีกเที่ยว  กูยังรอดมีชีวิตอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้
ตารางวิ่งที่เอาจริงเอาจัง สถานะร่วมสมัยคือ  มันยังผลให้เราประคับประคองตัวเองอยู่ได้  รอดวิกฤตการณ์ต่างๆที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน  ที่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเราถูกกระทบตรงๆ
นี่ไม่ได้มาเพื่อจะเล่า ความคืบหน้าศึกรัสเซียยูเครน หรือรายงานการควบคุมระบาดวิทยาล่าสุดจากโควิด  มากกว่าแบบแผนตารางวิ่งที่เราเซ็ทตัวเองเข้าไป จะช่วยให้เรา Clear vision  และ  Increase control lives  ได้แค่นั้นเอง
อธิบายว่า  เราควรมีตารางวิ่งที่เป็นพาหนะนำเราไปสู่เป้าหมายวิ่งใดๆ ดีกว่าไม่มี  ไม่ว่าเป้านั้นจะมุ่งอะไรก็ตาม
.
.
กฤตย์  ทองคง
30  มีนาคม  2565
.
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


Tuesday, March 29, 2022

งานโค้ชตัวเองยากกว่างานโค้ชคนอื่นยิ่งนัก

 งานโค้ชตัวเองยากกว่างานโค้ชคนอื่นยิ่งนัก

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

เมื่อเราแสวงหาโค้ชวิ่งให้กับตัวเองเหมาะสมไม่ได้  เราก็จำเป็นต้องโค้ชตัวเอง

แต่เราหาตระหนักไม่ว่า  งาน Coaching ตัวเองนั้น  เรื่องใหญ่และมีความหนักหนากว่าการโค้ชคนอื่นยิ่งนัก

การวิ่งด้วยตัวเองนั้น  เส้นทางไม่มีรูปจบ  เมื่อผ่านไปบทหนึ่ง  บทต่อไปก็ขึ้นมาเป็นแบบให้เรียนรู้ใหม่อัตโนมัติ

ไม่มีเสียล่ะ ที่จะเจนภพ จบกระบวนวิ่งกันง่ายๆ  ต่อให้ Breaking barriers ต่างๆมาเป็นระยะๆ  ทุกๆการทำได้  คือการแสวงหา Barrier ใหม่เข้ามาแทบจะในทันที

ต่อให้มนุษย์เรา Breaking2 ได้แล้วใน 42k  เมื่อเราเอื้อมถึง 1:59 ได้แล้ววันนี้  พรุ่งนี้  1:58 ก็จะมาเคาะประตูเราทันทีเหมือนกัน

ว่าแต่ว่าในระหว่างเส้นทางพัฒนาการ เรามุ่งมาดอะไรเพิ่มเติมอีกด้วย  สิ่งสำคัญ คือ เราต้องทำเป้าหมายเฉพาะหน้านั้นให้ได้ ทำอย่างเปี่ยมความสามารถ

การวิ่งนั้นดี  ตรงที่มีสิ่งอื่นมาเป็นอุปสรรคน้อยมาก  ไม่มีใครแทรกระหว่างเรากับเนื้องานฝึก  ไม่เหมือนเป้าหมายอื่น จะมีคนอื่นเข้าแทรกง่าย  อนาคตชีวิตวิ่ง อยู่ที่เรามากที่สุด  เราน่าจะสามารถจัดการได้  สิ่งสำคัญมากๆก็คือ  เราต้องลุล่วงอย่างไม่ได้รับบาดเจ็บด้วย  นี่ไม่ใช่ฝันที่ยิ่งใหญ่เลย

ป่วยการขึ้นยอด Peak Everest ได้แล้ว แต่กลับไม่ถึงบ้าน  เกมตอนขาลง  แช่เย็นตลอดกาล  อย่างนี้ ถือว่า "ไม่ผ่าน"

ถ้าเราไม่แจ้งชัดในเป้าหมาย  เราจะหลงไปในระหว่างเส้นทางง่ายมาก  เตลิดเข้ารกเข้าพง  แบบนั้นตายทั้งเป็น บอกยากว่าจบแบบไหนจะร้ายแรงกว่ากัน

การตะล่อมชีวิตวิ่งตัวเองเข้ามาให้ถูกทิศถูกทางที่สอดคล้องกับชีวิตด้านมุมต่างๆของเรา  ควร Remind ตัวเองอยู่เสมอๆ  ว่านาทีนี้  เรากำลังทำอะไร

เป้าหมายระยะยาว  คือ.....

เป้าหมายระยะสั้น  คือ.....

และระหว่างเส้นทางนี้ เรามีความสุขตามอัตภาพพอสมควรไหม  เราหงุดหงิดกับอุปสรรคที่เข้ามาหรือเปล่า

อย่าลืมว่า เราเข้ามาวิ่ง เพื่อได้อะไรเข้ามา ไม่ใช่เพื่อแส่หาอุปสรรคทั้งหลายแหล่มาสุมหัวตัวเอง

กระบวนการวิ่งเป็นเป้าล่อชั้นดี ถักทอพัฒนาการทั้งเรือนร่างและหล่อหลอมวุฒิภาวะ

ใช่หรือไม่ว่า  ไม่มีใครเขาบังคับให้เราต้องวิ่ง

มีอดิเรกอย่างอื่นมากมาย  ที่จะนำพาเราบรรลุเป้าหมายเดียวกันนั้น  อย่าหลงว่าอดิเรกวิ่งของเรา  คือที่สุดของโลก

หากมีจินตภาพชนิดนี้  เราจะกลายเป็นก้าวถอยหลัง

เราต้องดำเนินไปอย่างแสวงหาความมั่นใจว่า  ในระหว่างเส้นทางนี้  เราได้รับความสมดุลมากขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ

และในลำดับถัดไป  กิจกรรมใดที่เราควรปรับเข้ามาให้มีแง่มุมที่สอดรับกับตัวเองที่สมกับสถานการณ์ที่วัยมากขึ้น กับวินัยการคลังที่เหลืออยู่  วาระมันเปลี่ยนไปแล้ว

เหล่านี้  ไม่ใช่เรื่องที่ฟุ้งซ่านมากไปกว่า  "การทบทวน"ชีวิตวิ่ง" ท่ามกลางการต้องเป็นครูของตัวเอง

สิ่งนี้ต้องสานก่อไปตลอด จนกว่าเราจะจากไป...

.

.

กฤตย์  ทองคง

29  มีนาคม  2565

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Monday, March 28, 2022

อะไรคือ AE , LT , AN

 อะไรคือ  AE  ,  LT  ,  AN

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

AE  =  Aerobic

LT = Lactate Threshold

AN = Anaerobic

การจะวิ่งให้ได้ดี มีผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย  ไม่ใช่เพียงแต่ฝึกดีเท่านั้น  แต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องวิ่งตามความจำเป็น

ไม่ได้ลึกซึ้งระดับศาสตร์วิ่งขั้นสูงหรือเทคนิคซับซ้อนใดๆ  แต่เป็นแค่ความรู้พื้นฐาน ต้องรู้ไว้บ้าง  เช่นความแตกต่างระหว่าง  Aerobic กับ Anaerobic  ต้องทำความเข้าใจก่อนอื่นใด

บางทีคนเขียนกว่าจะสื่ออธิบายตัวเนื้อๆได้  ก็ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า เจ้าสองตัวนี้มันคืออะไร  แล้วหน้าตามันก็สะกดคล้ายๆกันอีกด้วย

สำคัญคือ ชื่อที่เป็นภาษาไทยไม่มี  เป็นเทคนิคเคิลเทอมภาษาฝรั่ง  เกี่ยวกับการวิ่งระยะไกลเลยทีเดียว

ลุงจะไม่อธิบายสองตัวนี้นะ จะข้ามไปเลย ตัวต้องไปทำการบ้านกันเอง

ถ้าเราจะวิ่งให้ได้เสมอ ไม่ตกเร็ว  สามารถไปได้ในระยะยาว  ทุกคนต้องวิ่งในโซน ที่เป็น Aerobic ของตัวเอง  แต่ถ้าจะวิ่งเร็วขึ้นมา เราจะไปได้ไม่ไกล เดี๋ยวก็จะเหนื่อย และไปต่อไม่ไหว  คือ Anaerobic

ระดับ AE ของใคร ก็ของคนนั้น  คนเรามีระดับที่ไม่เท่ากัน   ทุกคนมี AE และ AN ที่เป็นของตัวเอง

เช่นแม้แต่ แชมป์เคนย่า ที่ิวิ่งกันได้แรงๆ มิได้หมายความว่า เขาวิ่งในโซน AN ได้ตลอดทั้งสนาม ทั้ง 42 โลนั้น  แต่เขายกระดับ AE ขอตัวเองให้สูงขึ้น(จากการฝึก) จนถึงเป้าหมาย Pace แข่งขันนั่นเอง สรุปว่าเขาวิ่งนั้น เขาวิ่ง AE นะที่pace 2 ปลายๆนั้นตลอดเส้น

ไม่มีนักวิ่งคนใดเลยที่วิ่ง AN ของตัวเอง แล้วไม่หล่นสักคนเดียว

หล่นทั้งนั้น ตกเร็วกันทุกคน  แต่อยู่ที่แต่ละคนไปได้ไกลขนาดไหนเท่านั้น  แชมป์ๆพวกนี้ยกระดับการวิ่ง AE ของตัวเองให้ได้ครอบคลุมระยะแข่งขันนั่นเอง

ติ้ดต่างว่า  พวกนี้เข้าเส้นชัยแล้ว  แต่วิ่งต่อ ไม่หยุด  เขาจะทำไม่ได้แล้ว  เขาจะเริ่มแผ่ว  ที่ผ่านมาในสนาม เขาได้ระดมสรรพกำลังที่มี  มาใช้ก่อนเส้นชัย  ต่อไป ถ้าวิ่งด้วยความเร็วนั้นเขาจะเริ่มตกแล้ว(เต็มที่ศักยภาพ)

ปัญหานักวิ่งสายแข่งทุกคนจึงอยู่ที่ ทำอย่างไรเราจะฝึกให้ AE ของตัวเองยกระดับให้สูงมากขึ้นจนครอบคลุมระยะแข่งขัน  ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

ดังที่กล่าวไปแล้ว  กฎแห่งความจำเพาะเจาะจง  ถ้าเราปรารถนาคุณสมบัติวิ่งดีอะไร เราต้องฝึกอย่างนั้น

เป้าหมายการฝึกซ้อมของเรา คือต้องฝึกทั้งสองโซน  ทั้ง AE และทั้ง AN  ที่สายแข่งหลายคนยังสับสน ว่า AE ไม่ต้องวิ่ง  การฝึกวิ่งช้าไม่จำเป็นต้องฝึก ทำได้อยู่แล้ว(ผิดเต็มใบ)  แล้วไม่ได้หมายความว่าที่ต้องฝึกทั้งสองให้เท่ากันนะ

AE ต้องฝึกมากกว่า เป็น 80% ของทั้งหมด  และ ฝึก AN ไม่เกิน 20% นี้คือสัดส่วนประมาณการคร่าวๆที่เราต้องรักษา Pattern 80/20 นี้ไว้ตลอดไป  ไม่ว่าฝีเท้าเราจะพัฒนาฉีกขึ้นไปขนาดไหน  เราจะหยุดหรือเปลี่ยนอัตรา 80/20 นี้ไม่ได้เลย

80/20 ของอะไร  คือ ของ WM (Weekly Mileage)ทั้งหมดครับ

อย่าถามมานะครับว่า AE และ AN ของผม ของหนู  ต้องวิ่งด้วย Paceไหน  อันนี้ มันขึ้นอยู่กับระดับต้นทุนสามารถเหนียวแน่นดั้งเดิมของแต่ละคน

ณ ความเร็วหนึ่งๆ อาจเป็นทั้ง AN ของบางคน และเป็น AE ของบางคนก็ได้

แต่เราต้องรู้ตัวเองว่า  ระดับ AE ของเราอยู่ตรงไหน และเกินจากนั้นไป จะเข้า AN แล้ว ไม่ต้องไปสู่รู้คนอื่นเขาให้มากความ รู้ใดจะสู้ รู้ความเป็นตัวของตัวเอง

แล้วระดับตรงกลาง ระหว่าง AE ต่อกับ AN นั้นคือ LT นั่นเอง (Lactate threshold)  LT จึงเป็นตำแหน่งเล็กๆอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างรอยต่อเชื่อม AE กับ AN

คราใดที่อ่อนซ้อม  จะสังเกตได้จากตำแหน่งเดิมที่เคยยืน LT ได้นานนั้น กลับยืนไม่ได้แล้ว

การจำลองสถานการณ์ให้ร่างกายจำได้หมายรู้ในตำแหน่ง LT ที่เราต้องการนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆทำกันได้ทุกคน

คือเฉพาะนักวิ่งที่เข้าฝักแล้ว  มีเรือนร่างที่แข็งเหนียวทนทานรับแรง Stress ที่ LT กระทำลงมา

มาถึงตรงนี้ ที่ใครยังมีฐานความไม่เข้าใจองค์ความรู้วิ่งไม่แน่น จะงง ตามไม่ทัน  อะไรหว่า?

สรุปเป็นภาษาเราๆก็คือ  ณ ตำแหน่ง LT ของใครก็ตาม คือ  ระดับสูงที่สุดของเราที่จะวิ่งได้เร็วโดยไม่ตกได้นานๆนั่นเอง  (คือ Pace แข่งขัน)

ใช่หรือไม่ว่า ถ้าวิ่งช้าจะไม่ตกเร็ว  แต่วิ่งเร็วเราจะยืนได้ไม่ตลอด  เริ่มจากช้า  และทยอยเพิ่มเร็วขึ้น จนถึงระดับหนึ่ง  ที่ถ้าเร็วไปกว่านี้ เราจะตกเร็วแระ  เรายืนต่อเนื่องไม่ได้ในอนาคตอันใกล้  นักวิ่งจะปล่อยให้ตัวเองตกไม่ได้เลย  ต้องประคับประคอง ถึงจุดนั้น ต้องรู้ตัวแล้ว ปรับยืนไว้ตรงนั้นหรือผ่อนลงเล็กน้อย รักษา Pace ตรงนั้นยาวไป

ความสามารถหยั่งถึงจุด LT นี้ได้ จะมาจากประสบการณ์วิ่งบ่อย ทั้งซ้อมทั้งแข่ง  วิ่งเร็วทีไร ถึงจุดนี้ ตกเร็วทุกที ให้จำไว้ตรงไหน  วันหลังฝึกแหย่เข้าไปอีก พอใกล้แรงตก(ยังไม่ตก)(อาการความรู้สึกจะบอกเรา) ต้องไหวตัวรับมือแล้ว ตบลงนิดนึง แล้วแช่ไว้

แช่ไปยืนไปได้สักพัก หล่นอีก แปลว่าแรงไป ตบลงอีก  จนถึงจุดสูงสุดที่ยืนได้ไม่ตกเร็ว  ตรงนั้นคือจุด LT หรือเรียกอีกอย่างว่า  Tempo หรือ Cruise interval จาก สกุล Jack Danials นั่นเอง

ข้อห้าม LT  คือห้ามมือใหม่ทุกคนวิ่ง  ค่าที่ว่า During starting exercise แค่การวิ่งช้าธรรมดาๆ และรักษาความช้านี้ยืนให้ได้เป็นกิจวัตรนั่น ก็ถือเป็น Hard Session แล้ว  สำหรับชีวิตที่กำลังเปลี่ยนจาก Sedentary มาเป็น Runner 

ผู้ที่จะวิ่ง LT ได้ปลอดภัย ต้องมีต้นทนเรือนร่างที่แน่นหนาเข้าฝักพอประมาณ ถ้าไม่มีโค้ช ควรไม่ต่ำกว่า 1 ปี

อาจมีคนพรรษาวิ่งที่ต่ำกว่านี้  อาจเคยวิ่งมาแล้ว  และอาจได้ผลสัมฤทธิ์ด้วย  แต่นั่นเป็นการเอาประโยชน์อีกหลายขวบปีข้างหน้ามาใช้เป็นปันผลปัจจุบัน  งงปะ

การริจัด วิ่ง too fast ก่อนเวลาพัฒนาการที่เหมาะสม too early จากระดับพัฒนาการ  จะยังผลให้ความน่าจะเป็นของอายุขัยวิ่งสั้นลง  กาดอกจันทน์ตรงนี้ไว้เลย

ที่แม้จะไม่ได้เป็นเช่นนี้ทุกราย  แต่จากประสบการณ์ทั้งผู้เขียนและโค้ชอีกหลายท่านสังเกต  ผู้ละเมิดจะเดินเข้าสูตรทุกครั้ง  มีความแม่นยำมากกว่าคลาดเคลื่อน  เชื่อลุงเหอะ...

การฝึกวิ่ง LT เป็นการจำลองสถานการณ์ฝึกเตรียมตัวให้เราสามารถรับงานหนักได้ในวันจริง

แต่กว่าเราจะถึงระดับสามารถฝึก LT ได้นั้น  เราต้องมีขั้นบันได้ขึ้นมาก่อนหน้า เพื่อให้สเต็ปขึ้นมาอย่างปลอดภัยไม่บาดเจ็บ

นักวิ่งที่ยังไร้ฐานหรือฐานไม่แน่น ต้องเตรียมฐานจากรูปธรรมฝึก LSD (Long,Slow,Distance) และ WM

โน่นแหละ  เป็นปี  ที่เราควรแช่อยู่กับ LSD และ WM จนเราสามารถเข้าฝึก(เริ่ม) LT ได้โดยปลอดภัย

ต้องแจงให้ละเอียด  เพราะที่ผ่านมา  มีนักวิ่งริเข้าฝึก LT ก่อนโดยมีพรรษาวิ่งน้อยเกินไป  จึงขอเตือนไว้ให้ปรากฎ

แม้ LT จะยังเข้มข้นไม่เท่าขอด Interval แต่เราก็ยังต้องจัดมันในฐานะเป็น Hard Session  เสมอ

ก่อนหน้าฝึก LT ร่างกายควรสดดี และหลังฝึก ควรจัดหยุด หรือจัดให้เป็น Easy หรือ X-training(อ่านว่า cross training)  ห้ามจัดต่อกับฝึกใดที่เป็น Hard Session อีก

ใครที่บอกว่า ผมวิ่ง LT แล้ว รุ่งขึ้นผมต่อ Interval หรือยาวได้  บอกได้เลย  ตรงนั้น LT ของเธอเมื่อวานจัดเบาไป  กลับไปปรับด้วย

สาระสำคัญของฝีเท้าได้รับจากการซึมซับฝึกได้มากขนาดไหนอยู่ที่การฝึกที่พอดีกับความเป็นตัวเอง

การควบคุม  อัตราความเข้มข้นฝึก มีความสำคัญมากครับ

.

.

กฤตย์  ทองคง

28  มีนาคม  2565

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Friday, March 25, 2022

แมลงปอหาทางออก

 แมลงปอหาทางออก

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

ความเห็นต้น..........

.....แทบจะทุกคนนะคะที่ออกมาวิ่ง  สักพักก็อยากได้สถิติ  แล้วมันก็เจ็บวนๆ  ซ้ำไปซ้ำมาค่ะ

Pornwipa Tansuwan 

24  มีนาคม  2565

กฤตย์..........

ที่วิ่งกันแล้วอยากได้สถิติ วิ่งกันจนลุ่มหลงได้รับบาดเจ็บ  ผมเห็นว่าไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ  แต่มันเกิดขึ้นตามยุคตามสมัย  ที่มาจากแบบอย่างผลงานวิ่งผู้อื่นเผยแพร่จากสื่อที่กว้างขวางและรวดเร็ว

เราจึงอยากทำได้บ้าง  แต่ถ้าวิ่งกันในสังคมที่ใช้ตัวความรู้กันจริงๆ ไม่นานจะมีเจ็บวนๆ ซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้

ที่ผมกล่าวเช่นนี้ มาจากสันนิษฐานว่ามนุษย์เรา ถ้าวิ่งแล้วเหนื่อยทรมาน ก็จะเลิกวิ่งและถอนตัวไปเอง  เราจะเชื่อฟังสัญญาณธรรมชาติที่มาในรูปความเหนื่อยทรมานกันทุกคน

ที่สมัยนี้ พวกเราวิ่งกันอย่างไม่สนใจสัญญาณกัน

อาการเจ็บและความไม่พอใจจากการวิ่ง เรากลับอดทนกับมัน  อาการที่ได้รับไม่มีการนำพาใดๆ เพราะใจผู้วิ่งนึกไปถึงอย่างอื่นที่ตนเองคิดว่ามีคุณค่ามากกว่า

บทบาทการเลียนแบบพฤติกรรมวิ่งใหม่ๆเข้ามาแทรกแซง  ผสมปนเปที่มาคู่ควบกันกับสื่อสมัยใหม่  ที่ผู้คนไม่ได้ถูกปูพื้นด้วยการศึกษาอย่างพอเพียงรองรับยุคสมัยข่าวสารข้อมูล

การไตร่ตรองที่เอาเร่งด่วน  วัดกันที่ความสำเร็จในเร็ววัน  เชิดชูแบบอย่างจากไอดอล  วัฒนธรรมป้ายยาและยอมทำตาม   การป้ายยาถูกเชิดชู  ความรู้จริงๆกับไม่นำพา  ทำเป็นรู้ไปงั้น  แต่ลึกๆคือมายาแบบใหม่ๆเท่านั้นเอง

มีบุคลิกค้นคว้าที่ฉาบอยู่ภายนอก  แต่เอาเข้าจริงๆกลับฉาบฉวย  พอให้ได้ชื่อว่าไม่ตกยุค

องค์ความรู้ที่แท้จริงว่าต้องสานก่อตัววิ่งขึ้นอย่างไรถึงจะได้สถิติ  จึงไม่ได้รับการถักทอ  แค่ค้นคว้านำร่องตามด้วยเลียนแบบ

จึงไม่แปลกใจใดๆที่มักฝึกผิดตามๆกันไป  ผลจึงออกมาแบบเจ็บวนๆ ซ้ำๆอย่างที่กล่าว

เพียงถ้าใครเริ่มทำตระหนักว่า  เรากำลังอยู่ในกระแสแบบไหนทุกวันนี้หนึ่ง  และหยั่งถึงเป้าหมายวิ่งของตัวเราเอง  ต้องการให้ผลออกมาแบบไหนจริงๆสอง  ที่ไปพ้นจากการเลียนแบบ  ตอบสนองโจทย์ที่เป็นของเราแล้วละก็

ภาพชัดของการต้องฝึกอะไร  จะเผยออกมาเอง

ร่างกายมนุษย์ตอบสนองต่อการวิ่ง  ด้วยร่างกายเป็นหลักไม่ใช่ใจ  ต่อให้ใช้ใจขนาดไหน  ก็จะทะลวงได้ไม่สำเร็จ ถ้าไร้ฐานร่างกาย  แม้ว่าจะปรารถนามากขนาดไหนก็ตาม

เราเอาคุณธรรม "ใจ"  มาใช้กับการวิ่งเป็นหลักไม่ได้  แต่พวกเราหลายคนก็ยังเชิดชูหลักการใจใหญ่   คิดกับมันว่า ใช้ได้  เราจึงยังเห็นความเพียรใช้กันอยู่  ผลออกมา จึงกะร่องกะแร่ง  ไม่ยอมหายขาดเสียทีเรื้อรังรอเวลาเลิกไปเอง

เปรียบเสมือนแมลงปอพลัดหลงเข้ามาในตัวบ้าน มันพยายามที่จะออกข้างนอก  แต่ด้วยความไม่รู้จึงเพียรมุ่งหน้าสู่ที่ที่สว่าง  ชนกระจกฝ้า ชนหน้าต่างบานกระจก ชนจอโทรทัศน์  โดยคิดเอาเองว่านั่นเป็นทางออก  แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่

เพราะความที่สติปัญญามันมีแต่นั้นเอง  จึงไม่รับรู้ว่ามันไม่ใช่ทางออก  ทางออกที่เป็นจริง  กับทางออกที่จะตัวเองคิด เป็นคนละทางกัน

เมื่อยังใช้วิธีแสวงหาทางออกแบบเดิมๆมุ่งทางสว่าง  ก็จะย้ำอยู่นั่นแล้วที่จะวิ่งเข้าชนจนคอหักตายไปเอง

ปรากฏการณ์เจ็บวนๆซ้ำๆ  จึงเป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยที่ไม่จำเป็นจากนักวิ่งร่วมสมัยที่เห็นกัน

ไม่ใช่แน่นอนที่เมื่อมาวิ่งแล้วต้องโชกโชนริ้วรอยแบบนักรบ  โหยหาประสบการณ์วิ่งที่เป็นอาภรณ์ประดับรีซูเม่ แสดงความเก๋าเกม อย่างที่หลายคนเชื่อและทำอยู่

ถ้านักวิ่งกว่าจะวิ่งเก่ง  จะต้องกรุยเข้าไปเจนจัดกับความบาดเจ็บมากมายขนาดนั้นละก็  เขาจะไม่เหลือเรือนร่างที่สมบูรณ์เป็นพาหะไปสู่สถิติที่งดงามใดๆได้เลย

ความผิดพลาดที่เรากำลังพบในโลกแห่งการวิ่ง  มิเป็นเพียงความไม่รู้ว่าต้องฝึกอะไรเท่านั้น  แต่เป็นจากการสำนึกที่คลาดเคลื่อนในคุณค่าที่ควรนิยมอีกด้วย

ป่วยการที่เราจะไปยืนชี้ทางออกให้แมลงปอว่า  ต้องบินออกไปทางนั้น

องค์ความรู้เรื่องวิ่งว่าจะต้องฝึกอะไรเพื่อเป้าหมายสถิติ  ไม่ได้เป็นสิ่งลึกลับ ใครก็รู้ทั้งนั้น  แต่ความรู้ที่ว่าด้วยการนำเอา แต่ละ Ingredient นำมาสอดประสานกันอย่างไรต่างหากที่เราควรทำความกระจ่าง  เสมือนปรุงผัดต้มแกงในครัว   ต้องใส่อะไรบ้างมักรู้กันทั้งนั้น  แต่จะใส่ลงไปเมื่อไร  จะต้องใส่ลงไปหลังน้ำเดือด แล้วต้องปิดฝาหรือไม่  ใส่เครื่องเทศกี่มากน้อยกี่หยิบมือเท่านั้น ไม่ใช่ใส่ทั้งห่อ  นี้ต่างหากที่ทำให้ Ingredients  ทั้งหลายออกมาอร่อยขึ้นมา

รู้กันทั้งนั้นแหละว่า  สายแข่งต้องวิ่งอะไร

*  Interval

*  Tempo

*  Hill

*  Long run

ฯลฯ

แต่ทำไมเราฝึกตามแล้วเดี้ยง

ปรุงตามแล้วเหม็นคาว  เหม็นไหม้  ต้องสาดทิ้ง  ทำไมเป็นเช่นนั้น

เพราะเราไม่พยายามเข้าหาตัวรู้ วิธีปรุง ว่าเขาทำกันอย่างไร

พวกเราหมกมุ่นกับการโพสท่า  ถ่ายรูป  อวดรองเท้ารุ่นใหม่  แบบอย่างจากคนป้ายยานำร่องให้ทำตาม

วิ่งจึงดำเนินไปอย่างสิ้นเปลือง ทั้งๆที่ตัววิ่งไม่ต้องมีอะไรทั้งนั้น  เรามาถึงยุคฝึกกันเองโดยไม่มีเครื่องวัดที่ข้อมือไม่ได้แล้ว  ทั้งๆที่เราใช้แบบแมนน่วลมาแต่ไหนแต่ไร ง่ายกว่าไม่ซับซ้อนด้วย  แต่เอาเข้าจริงๆ เครื่องมือกลับไม่ได้อยู่ในฐานะที่ให้ความเชื่อมั่นได้เลยตามที่กล้างอ้าง  ยังต้องใช้การเทียบเคียงกับแบบแมนน่วลอยู่ดี

การที่วิ่ง  ที่ไม่ด้วยยูนิฟอร์มที่ออกแบบมานั้น ทำให้พวกเราวิ่งอย่างมีความสุขน้อยลง ???

ในขณะที่ความสามารถสังเกตความเป็นไปของเรือนร่างตนเองต่อการฝึก  ได้เดินหน้าไปขนาดไหนอย่างไรแล้วบ้าง  เรากลับไร้เดียงสา

ถ้าเรายังแกะตัวเองให้พ้นจากสภาพต้องเหมือนกับคนอื่น  ไม่ได้แล้วละก็  การจะก้าวพ้นวังวนเจ็บซ้ำไปซ้ำมา ย่อมจะไม่มีทาง  และมันจะกลายเป็นปรากฏการณ์สามัญทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นใดๆตลอดไป

ยิ่งการวิ่งตลอดอายุขัย  ยิ่งจะกลายเป็นแค่วาทกรรมที่สูงเกินความเข้าใจ

.

.

กฤตย์  ทองคง

25  มีนาคม  2565

.

คนช่วยลากให้ ช่วยให้เราวิ่งเร็วขึ้นจริงหรือ?

คนช่วยลากให้

ช่วยให้เราวิ่งเร็วขึ้นจริงหรือ?

.

.

โดย   กฤตย์  ทองคง

.

.

ถาม..........

.

.

ครูครับ

การมีคนช่วยลากนำระหว่างแข่งวิ่ง

ครูคิดว่า ช่วยให้เร็วขึ้นได้จริงไหมครับ หรือ ไม่เกี่ยว จริง ๆ ก็อยู่ที่ฝีมือของคนที่วิ่งตามด้วยครับ

Chalermporn Srichawana 

25  มีนาคม  2565

ตอบ..........

ในทางจิตวิทยาการแข่งขัน มันช่วยให้เร็วขึ้นได้จริง

ทั้งจากประสบการณ์ตอนซ้อมและวันแข่ง  ที่คนที่ไปด้วยกับเราฝีเท้าเหนือกว่าเราเล็กน้อย และเราตั้งใจมั่นประกบเขาไปให้ถึงที่สุด  ปรากฏว่าเราทำได้  ทั้งๆที่วิ่งคนเดียวในระยะทางเท่านี้เวลาเท่านี้ เราไม่คิดว่าเราจะทำได้มาก่อน

และทั้งผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็บอกว่าช่วยได้จริง

ข้อแม้คือต้อง pace ที่เหมาะสม เร็วกว่า(ที่เราทำได้)เล็กน้อย  มิได้หมายความว่าคนช่วยลากจะนำพาให้ได้เร็วขึ้นมากมาย

การทำลายสถิติ PB ของเราเพียง วินาทีเดียวก็มีความหมายแล้ว  หรือสถิติโลกจะแตกทำเงินรางวัลได้เป็นล้านๆ ก็เพียงทศนิยมของวินาที ก็แตกได้แล้ว

กฤตย์  ทองคง

25  มีนาคม  2565

.

ความสงสัยประการนี้ว่า คน Pacer ตัวนำวิ่ง จะนำพาความเร็วให้นักวิ่งเพิ่มขึ้นเป็นไปได้จริงได้อย่างไร คนนอกวงการวิ่งสงสัยกัน แต่ใครที่มีประสบการณ์เป็นนักวิ่งเอง ที่ผ่านการฝึกร่วม กับคนฝีเท้าไล่เลี่ยกัน และในสถานการณ์แข่งขันก็ยืนยันความจริงข้อนี้ได้ดี

.

ถ้าผมไม่ได้เป็นนักวิ่ง ไม่ได้มีประสบการณ์ซ้อมและลงวิ่งจริงๆ ก็คงคลางแคลงใจว่า การวิ่งประกบกันจะ ทั้งดึงทั้งดูดทั้งดัน ให้การวิ่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิมที่วิ่งลำพังคนเดียวได้อย่างไร เช่นกันครับ

.

มีคอร์สในวิทยาลัยพละให้ take เลยเรื่องนี้

"จิตวิทยาการกีฬา" ว่ากันโดยเฉพาะ

.

ดีขึ้นนิดนึง ช่วยได้นิดหน่อย ไม่มากมาย

แต่นิดนึงนี้แหละที่เราต้องการ

.

ไม่มีโค้ชคนใดปฏิเสธความเป็นไปได้ในเรื่องนี้

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่