คำถามสำคัญจากอาจารย์เอกวิทย์
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ถามความเห็นครับ..........
ถ้านักวิ่งจะสร้างโปรแกรมฝึกวิ่งของตนเองอย่างเหมาะสม เด็กควรจะต้องรู้อะไรบ้างครับพี่กฤตย์ ไม่ได้ลองภูมินะครับ ผมแค่อยากได้ข้อมูลจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรง มาทำงานสักชิ้น
เอกวิทย์ แสวงผล
26 มีนาคม 2562
...........................
ตอบ....เป็นคำถามที่ผมลืมตอบข้ามสองปี ขออภัยเป็นอย่างสูง นี่ถ้่าเฟซไม่เอาของเก่าวนขึ้นมาครบรอบปีอีกครั้ง ก็คงหายไปเลย
ในความเห็นของผม มีสองประเด็นใหญ่ๆ
1) เด็กต้องมีความรู้วิทยาศาสตร์การกีฬาชุดหนึ่งครับ
2) เด็กต้องรู้จักตัวเองอีกชุดหนึ่งด้วย
ทั้งสองอย่างขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ได้ อย่างสรุปสั้นที่สุด "แทบจะไม่เห็นความเป็นไปได้ครับ คะแนนความคาดหวังที่เราจะวางไว้ให้เกือบติดศูนย์"
จึงนำไปสู่คำแนะนำที่เราเคยได้ยินเสมอๆจากนักวิ่งเก่าๆว่า
"ไม่ได้หรอก...ต้องมีโค้ช"
"ถึงบอกไปก็เอาไปทำไม่ได้"
แต่หากเราเอ่ยไปอย่างนี้ในยุคสมัยที่พรมแดนความรู้เปิดแล้ว ข้อมูลถ่ายเทไหลไปไหลมาอย่างท่วมท้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราผู้ตอบ คือ "ทัวร์ลง" ผูกขาดความรู้ บลา...บลา...มากมาย
โลกไม่มีพื้นที่ยืนให้กับคุณพ่อรู้ดีอีกแล้ว
อย่างสั้นที่สุด คือ เด็กจะต้องรู้ว่าฝึกอะไรนั่นเอง ทั้งจากวิทย์ฯกีฬาเป็นสดมภ์หลัก ในเรือนร่างของตัวเอง(ที่แตกต่างจากคนอื่น มีความจำเพาะเจาะจง)
ทั้งกระบวนการร่างกายและสภาพจิตใจ (คำสรรพนาม"เด็ก" ในที่นี้ไม่ได้หมายความถึง Childs แต่รวมไปถึง Training persons ทุกคน)
จากโจทย์ที่ให้มา โดยลำพังด้วย เป็นโค้ชตัวเอง ปราศจากติวเตอร์ข้างกายไว้คอยตะล่อม จึงเลี้ยวผิดมากมายหลายครั้ง กว่าจะได้สรุปบทเรียน กว่าที่บทเรียนจะได้นำมาสอนตัวเอง กว่าจะลงมือทำอีกครั้ง หงอกก็ขึ้นหัวแล้ว มะพร้าวจะแก่เกินที่จะนำไปแกงใดๆ
ความกลมกล่อมแห่งความคิดจิตใจที่ท็อปสูงสุด มากันคนละช่วงเวลา กับความแข็งแกร่งของร่างกาย ไม่ได้มาพร้อมกับการตกผลึก"คิดเป็น"อย่างที่เราต้องการ
สิ่งที่ตัวเด็กต้องรู้เป็นสิ่งแรกๆก่อนลงมือฝึกใดๆเสียอีก คือ "จะเอาวิ่งนั้นไปทำอะไร" คือ เป้าหมายวิ่งนั่นเอง สนามทดสอบคือสนามอะไร สนาม42 สนาม 21 หรือสนาม10 และระดับมุ่งหวังจะเอาระดับไหน เอาเหรียญเอาเสื้อหรือจะเอาอันดับ โหย...มันเยอะ
ค่าที่ว่า แต่ละชนิด ต้องการการฝึกที่แตกต่างกัน แม้กระทั่งเป้าหมายที่ไปพ้นจากการแข่งขัน คือวิ่งเพื่อสุขภาพ เพื่อลดน้ำหนัก หรือกระทั่งวิ่งเพื่อความไพบูลย์ของชีวิต for the rest of my life แผนฝึกไปสู่แต่ละอย่างห่างกันคนละโยชน์
มองอย่างเผินๆ ภารกิจบทความต่างๆของผมทุกวันนี้ เหมือนพยายามติดปีกให้กับคนที่อยากบิน แต่จะให้กลายเป็นนก มันคงไม่ถึงขนาดนั้น
เด็กจะต้องไม่เพียงรู้ว่าต้องฝึกอะไรบ้างหนึ่ง แต่ต้องรู้จักตัวเองอีกหนึ่ง ไม่เพียงแต่ว่าเป้าหมายจะต้องมั่นคงสักเพียงไหน มีความเอาจริงเอาจังเท่าใด มีตั้งแต่อ่านบทความด้วยความกระตือรือร้นแต่จบลงด้วย "ถ้ายากนัก กูก็ไม่เอาแล้ว" ไปจนถึง ลองหยั่งขาลงไปสักพักถึงเปลี่ยนใจ ถอนเป้าหมาย
นาทีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคนที่ทำสำเร็จเป็นตัวอย่าง เป็นคนละนาทีกับการได้ลิ้มรสเฝื่อน ของ Stress ที่บีบเค้นลงมาจากการฝึกทุก Key Sessions
เป้าหมายที่ไกลโพ้น เป็นเพียงเครื่องหล่อเลี้ยงความฝัน แต่บางครั้งมันกลับเป็นอันตรายต่อการพัฒนาเอาเลยทีเดียว หากจัดการไม่เป็น หากสิ้นไร้ความควบคุม
ณ ปัจจุบันขณะ เด็กควรตั้งเป้าหมายเอาเวลาสนามเป้าหมายเท่าไร ที่ไม่ใช่ เช่น จะเอามาราธอน 42k ลดลงถึงครึ่งชั่วโมง ย่อมแทบจะเป็นไปไม่ได้ สำหรับสายแข่งแล้ว การแค่ Breaking PB แม้แต่วินาทีเดียว ก็เพียงพอแล้ว สิ่งนี้ เขาต้องหัดคิดให้เป็น
ความใฝ่ฝันที่ใกล้เคียงความเป็นจริง ย่อมเป็นเชื้อมูลให้สานก่อต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ แต่ความฝันที่สูงมากเกินไป จะเป็นตัวทำลายมันลง กว่าที่เด็กจะต้องใช้เวลาสอนตัวเอง บริหารจัดการทั้งความฝันและการฝึกเป็น ก็ต้องใช้เวลาไปมากทีเดียว
เด็กต้องรู้ว่า สนามที่เราจะไปทดสอบ เรียกร้องคุณสมบัติใดบ้างจากผู้ฝึก สนามเป้าหมายเน้นเร็วหรือเน้นอึด แล้วจะต้องย้อนกลับมาที่ตัวเองว่ามีจุดอ่อน จุดแข็งอะไร แล้วจุดอ่อนของมนุษย์ทุกคนคือ วิเคราะห์จุดอ่อนตัวเองไม่เป็น (ถึงต้องมีโค้ชนั่นไง)
ตัวเองต้องตามไปรู้ให้ได้ว่า จุดอ่อนตัวเองนั้นต้องมีการฝึกเพิ่มชนิดอะไรลงไป จุดอ่อนนั้นถึงจะกระเตื้องขึ้น
เกือบทั้งหมด 95% มองจุดอ่อนตัวเองไม่ขาด เกือบ 95% ไม่ยอมรับว่าจุดอ่อนนั้นมีอยู่ด้วยซ้ำ และ 95% อีกเช่นกันที่ "กูจะไม่แก้" เพราะการลงมือแก้ มันจะเท่ากับเป็นการสลาย self อัตตาถูกสั่นคลอน ภารกิจนี้มันหนักหนาเกินไป มันเป็นภารกิจของบรรพชิต ไม่ใช่ของเด็กหัดวิ่ง
ต่อให้ข้ามขั้นยากนี้ไปให้หมด จนตัวเองยอมรับว่า จุดอ่อนนี้มีจริง แล้วไง? ทางไปของเขากลับมุ่งโฟกัสจุดแข็ง ให้แข็งขึ้นไปอีก ที่เก่งแล้วให้ excellent ขึ้นไปอีก คาดหวังว่าที่มันจะยอดเยี่ยมจนไปกลบจุดอ่อนนั้นให้หมด (ที่ไม่เคยทำได้เลยในประวัติศาสตร์การฝึกใดๆ) ไม่ต้องไปไกลเลยครับ กฤตย์ผู้เขียนเองก็เคยคิดอย่างนี้
ทุกวันนี้ จุดอ่อนของผมอะไร ก็ยังอยู่ แม้จะวิ่งมาจนเกือบจะสามสิบปีแล้ว
"อัตตา" มันไม่ใช่เป็นด่านอุปสรรคขำๆนะ แม่งเป็นกำแพงใหญ่มหาศาลเลย
ด้วยว่า คนเรา มักรู้สึกจ๋อย เท่ไม่ออก เมื่อต้องก้มลงมาพัฒนาจุดอ่อนของตัวเอง แต่ตรงกันข้าม หากฝึกพัฒนาจุดแข็งเมื่อไร เราย่อมจะรู้สึก Fullfill มากยิ่งขึ้นเท่านั้น เงาของความ Fullfill มาบดบังตาของเรา
แล้วในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา ก็ยืนยันว่า การพัฒนาจุดแข็งขึ้น ไม่มีทางที่จะไปกลบจุดอ่อนใดๆของใครได้เลย มีแต่ต้องลดตัวลงไปเก็บจุดอ่อนนั้นด้วยตัวของตัวเองทุกคน ค่าที่ว่าจุดแข็งมันชนเพดาน มันดันไม่ขึ้นอีก จนกว่าจุดอ่อนจะคลายลงไปก่อน
ความประการนี้หาคนที่หัวแข็งไม่ยอมรับจุดอ่อนที่จะมีความเข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ไม่ สักคนเดียว
แต่ดันแม่งไปจนสุดทาง จนมันทำลายตัวของมันเองลงในที่สุด
ความข้อนี้ ไม่ใช่จุดอ่อนของคุณหรือของผม แต่เป็นจุดอ่อนของมนุษย์ทุกคน ที่เสมอภาคต่อหน้าชะตากรรม
เขียนมาถึงตรงนี้ เริ่มไม่ง่ายแระ เพราะถ้าไม่ใช่คนที่ศึกษามาทาง Coaching จริงๆแล้ว เป็นแค่นักวิ่งเฉยๆจะมีความสามารถเข้าใจตรงนี้ยากนัก
นักวิ่ง ไม่ใช่ใครที่จะต้องสามารถโดดเด่น แต่เป็นใครก็ได้ที่ "เข้ามาวิ่ง" เท่านั้นเอง คือผู้คนที่ถูกมนต์เสน่ห์ของการทดลองวิ่งมาบ้าง ดึงดูดให้ลุ่มหลงวิ่ง ที่มีเอนโดฟินส์เป็นทัพหน้า แต่ถ้าจะให้คาดหวังลึกลงไป จนถึง How to จัดการกับตัวตนต่างๆย่อมยากนัก
นี่ยังไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงขั้นตระหนักรู้ ว่าเราควรจะวิ่งอย่างไร เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตัวเองต้องการ ถ้าพฤติกรรมฝึกนั้นตัวเองไม่ชอบเลย เช่นเกลียดวิ่งขึ้นเขาเหลือเกิน แต่จำต้องยอมทนฝึกวิ่งขึ้นทางชันเพื่อการพัฒนา
เด็กต้องรู้สัดส่วนการฝึกที่เหมาะสมใน Sessions ต่างๆ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันวิ่งชนิดที่ตัวเองพึงพอใจเท่านั้น บ่อยมาก ที่นักวิ่งต้องล่วงเข้าพรมแดนฝืนใจไม่ชอบ
สัดส่วน SW (Speedworks) ควรจะต้องเป็นเท่าไรต่อ WM (Weekly Mileage) จะมาอยู่ในสายแข่ง ต้องรู้ ที่ไม่ใช่แล้วยังเจอบ่อยก็คือ "วิ่งช้าไม่เป็น" วิ่งทีไร เร็วตะพึด มักชอบเถียง "ไม่ได้เร็วสักหน่อย" แต่นั่นแหละคือช้าไม่พอนั่นเอง ทั้งสองมิติ ทั้งจำนวนกิโลที่ช้าไม่พอ ทั้งความเร็ววิ่งที่ช้าไม่พอด้วย
จำเดิมที่นักวิ่งผ่านมาหลายทศวรรษ เราฝึกวิ่งกันตามโค้ชบอก งดทำในสิ่งที่โค้ชห้ามโค้ชเตือนหรือบังคับให้ทำ
แต่วาระใหม่ทางสังคมกำหนดให้การตัดสินใจของปัจเจกต้องได้รับความเคารพ แม้จะมาจากคนเขลาก็ตาม ย่อมมีที่ยืนเท่าเทียมความฉลาด รวมกระทั่งเส้นแบ่งความดีคนดีความเลวคนเลว ได้ถูกรังวัดใหม่
"เราจะคิดเอง"
"เราจะทำเอง"
"เราจะคัดสรรเอง"
ถ้่าฝืนกันไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้ไปเจอกันเอง
ในการวิ่งมันคือพัฒนาไม่ออก ทางนั้นบรรพบุรุษเราผ่านการวิ่งแบบนั้นมาครบแล้วทั้งนั้น มันคือ เพดานไม่ขยาย จากความที่ไม่รู้จักช้าที่เพียงพอ
เราไม่ได้กำลังอภิปรายกันเพียงสูตรฝึกต้องเรียนรู้อะไรบ้าง แต่กำลังล่วงเข้ามากับการตระหนักถึงจุดอ่อนของยุคสมัยและผู้คนเอาเลยทีเดียวต่อทุกปริมณฑล
เด็กต้องรู้อะไรบ้างเพื่อจะได้ร่างแผนฝึกตัวเองได้เหมาะสม ก็คือ เด็กต้องปกครองตัวเองให้ได้ ควบคุมตัวเองให้เป็น รู้หยุดวิ่งได้เมื่อมีสัญญาณเป็นข้อบ่งชี้ต้องหยุด
แล้วพวกเรานักวิ่งกระแสหลักปัจจุบัน เป็นกันแบบนี้หรือไม่ ส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถแม้แต่หักห้ามตัวเองไม่ให้วิ่งได้สำเร็จ ไร้ความทนทานต่อ Passion อยากวิ่งแม้แต่น้อยหนึ่ง จึงเรียบร้อยโรงเรียนเดี้ยงในเวลาเริ่มวิ่งไม่นาน แนะนำว่า ถ้านักวิ่งควบคุมตรงนี้ไม่ได้ไม่ควรเป็นนักวิ่ง ไม่ว่าสายแข่งหรือสายใดๆ การวิ่งไปโดยปราศจากการควบคุมจะเป็นอันตราย การวิ่งจะเป็นโทษภัย
ต่อหน้าต่อตาความถูกเย้ายวนจากสินค้าวิ่ง ที่เชียร์ให้วิ่งกันเข้าไปจะได้ขายของได้ ตีความ Passion ว่าต้องตอบสนองแต่ไม่ระมัดระวังการ Approach วิ่งอย่างไร ต่อมยับยั้งผิดถูกชั่วดีภายในอ่อนแอ ไร้ภูมิต้านทาน ผมจึงมองไม่เห็นการฝึกเองใดๆจะมีความเป็นไปได้เลย
เท่าที่พอจะทำได้สำหรับเด็กที่พอจะมีแววให้ทำตัวใกล้ชิดโหนดความรู้วิ่งไว้ ใช้เวลาคลุกคลีถามโค้ชถึงเหตุผลเบื้องหลังคำสั่งให้วิ่งแบบต่างๆเท่าที่จะทำได้ทั้งสั่งเราและทั้งคนอื่น ทำไมถึงต่างกัน มันย่อมมีอะไรที่เรามองไม่้เห็น
ทำไมไม่ใช่ซ้อมวิ่งเร็วด้วยการวิ่งให้เร็วหรอกหรือ? ทำไมให้ไปเก็บระยะ(ต้องช้าด้วย)
เพื่อเพาะพูนการรับรู้ของตัวเรา สะสมไว้วันละเล็กละน้อย อย่าคาดหวังว่าการเสวนากับท่านผู้รู้เหล่านี้จะเฉลยต่อทุกปริศนาทันทีที่สนทนาจบ
มันเป็นเพียงชิ้นจิ๊กซอว์เพียงชิ้นเดียวทีีจะมาวันละชิ้น แต่หลายวัน มันกองรวมกันจนดูไม่ออกว่ามันคือรูปอะไร
เมื่อมากพอได้ระดับ ลองเอามันมาสบดู เราจะสานความเข้าใจ แต่ละแหลม แต่ละมุม แต่ละเว้าที่หยักโค้งของชิ้นจิ๊กซอว์ ว่ามันน่าจะสอดรับกันอย่างไรบ้าง โดยมีสี และโทนสีเชื่อมโยงร้อยรัดเข้าด้วยกัน
พอมันมากเข้าติดกันเป็นแพ แม้จะไม่หมด แม้จะยังติดขัด แต่ภาพรวมกันเริ่มก่อออกมาแล้ว ส่วนตรงที่สานก่อนี้ มันอยู่ในส่วนไหนของภาพทั้งหมด
ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ บทความกฤตย์แต่ละเรื่องเป็นหนึ่งชิ้นจิ๊กซอว์ที่ยังอาจไม่ค่อยกระจ่างนักว่ามันคืออะไร แต่อาจมีบทบาทจะไปขยายชิ้นอื่นๆ มันจะชัดขึ้นทีละนิดๆในแรมปีที่อ่านไป
ไม่เพียงอ่าน แต่การฟัง ที่ไหนจัดบรรยาย หน่วยงานไหนจัดอบรมหลักสูตรอะไร Podcast เรื่องอะไร ที่เกี่ยวกับการวิ่งระยะไกล ก็ให้พยายามเหน็บตัวเองพ่วงเข้าไปด้วย
แม้จะยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องใดๆ เป็นแค่เด็กเสริฟเครื่องดื่มให้กับคนมาร่วมสัมมนา เผลอๆเราจะซึมซับเข้าไปบ้าง นี้ก็เป็นสิ่งที่สมควร
ถ้ารักวิ่งจริงๆ ย่อมทำได้เอง ทำบ่อยๆ เห็นรุ่นพี่ๆแนวหน้าฝึกอย่างไรบ้าง เอาทั้งๆที่ฟังมากับที่ตาเห็น ใส่ขวดเขย่าๆแสวงหา Solution สุดท้าย
ผลออกมาเป็นอย่างไรบ้าง เราอาจจะได้คำถามปริศนาใหม่ๆมากขึ้นแทนคำเฉลยด้วยซ้ำ อย่ามองว่า ยิ่งศึกษานานเข้าปริศนาแทนที่จะยิ่งน้อยลงแต่มันกลับจะมากขึ้น !!! สิ่งนี้กลับเป็นเค้าลางที่ดี มันกระชับถูกทางยิ่งขึ้นแล้ว
ไม่ต้องอะไรมากเลบ แม้เราอาจจะยังไม่รู้เหมือนเดิม แต่อะไรที่อยู่ใน list ที่ไม่ใช่ย่อมมากขึ้นย่อมชัดเจนขึ้น เราย่อมเห็นภาพต้องห้ามชัดเจนกว่าที่แต่ก่อนไม่เคยรู้เลย
ตัวผู้เขียน ทุกวันนี้ก็ใช่ว่าจะรู้ไปหมด จากเด็กน้อยที่แอบเขย่งแอบดูหนังล้อมผ้าจากข้างนอก เป็นตาแก่ที่ยังเขย่งดูเหมือนเดิม
ผมอาจตอบตำถาม อ.เอกวิทย์ได้ไม่ตรงที่ถาม แต่ผมก็ไม่ละเลยพยายามทำในสิ่งที่น่าจะดีที่สุด เท่าที่ผมมีอยู่
ผิดถูกเหมาะสมอย่างไร ช่วยเมตตาผมด้วยครับ
.
.
กฤตย์ ทองคง
31 มีนาคม 2564
.
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.