ฝึกเอง
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
สิ่งที่ผิดพลาดบ่อยสำหรับนักวิ่งก็คือ เขาจำนวนมาก ไม่รู้ว่าวิธีเข้าหาวิธีวิ่งในเป้าหมายของพวกเขาว่าต้องทำอย่างไร?
คนเรามาวิ่งไม่ใช่มีเป้าหมายเดียว บ้างเพื่อสุขภาพ บ้างเพื่อควบคุมน้ำหนัก บ้างเพื่อสอยดวงดาว บ้างเพื่อจะเอาแชมเปี้ยน
รวมไปถึงเป้าหมายที่อ้างนั้นเป็นเป้าหมายแท้จริงในใจลึกๆของเขาหรือเปล่าด้วย เป้านั้นถ้าสำเร็จ จะสร้างความพึงพอใจโดยแท้จริงกับตัวเขาหรือไม่
และความไม่รู้นั้น ย่อมนำมาซึ่งความสำคัญผิดคิดว่าใช่แต่กลับไม่ใช่ และจ่ายพลังลงไปลุ่มหลงตรงที่ไม่ใช่ ไม่ตรงกลางใจความสำคัญ หรือไปเน้นย้ำบ่อยเกินไปใน Sessions ที่ตัวเองถนัด และละเลยจุดอ่อนตัวเอง ไม่มีการสร้างเสริมที่พอเพียง
เขามักตกเป็นทาสความรู้สึก พึงพอใจกับการฝึกใดที่คิดว่า ตนเองทำได้ดีแล้ว ก็จะทำบ่อยๆ เสริมอัตตาให้พองโต และหลีกเลี่ยงชนิดการฝึกใดที่ทำแล้วมักได้ไม่ดี ก็ไม่หมั่นฝึก ไม่หมั่นแก้ไข ลึกๆแล้วไม่อยากจ๋อย
ดังนั้นจุดอ่อนจึงอ่อนตลอดไป จุดที่แข็ง ก็ซ้ำอยู่นั่นแล้ว แต่น่าเสียดายที่ ผลลัพธ์การวิ่ง ไม่ได้นับวัดที่สัมฤทธิ์จุดใดจุดเดียว แต่เรานับกันที่ความพร้อมพร้อมในองค์ประกอบรอบตัว เช่น ความสามารถ PB (Personal best) ในระยะต่างๆ ทำเวลาได้น้อยที่สุดย่อมเกิดจากความเหนียวแน่นมากมายหลายจุดข
ที่ผลสัมฤทธิ์รวมนั้น สืบเนื่องมาจากการไร้จุดอ่อน หรือมีจุดอ่อนที่น้อยที่สุดต่างหาก
จุดอ่อนด้อยที่ยังมีอยู่ เมื่อไม่ดำเนินแก้ไข มันจะไปถ่วงรั้งจุดแข็งที่ทำได้ดีนั้น ไม่ให้ฉายแววออกมา
กล่าวอย่างง่ายๆคือ จุดที่แข็งแล้วนั้นจะไม่แข็งขึ้นไปอีก ชดเชยจุดอ่อน มันมีเพดานของมัน ตราบเท่าที่จุดอ่อนไม่ได้เข้าจัดการ
สิ่งนี้ผู้ฝึกที่ไร้โค้ช มักมองไม่เห็น ด้วยว่ามัน "ใกล้เกินไป" นกย่อมไม่เห็นฟ้า ปลาย่อมไม่เห็นน้ำ
ภาพรวม ต้องถอยห่างออกมาแบบ Bird eye view แล้วจะชัดขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ทุกวงการกีฬาต้องมีโค้ช ไม่ว่าเพื่อเป้าหมายแข่งขันหรือสุขภาพก็ตาม เพื่อโค้ชจะได้กำกับ คอยตะล่อม ดำเนินแผนฝึกไปในทิศทางที่เหมาะที่ควร จัดเข้มข้นอ่อนจางให้สอดรับกับความเป็นตัวผู้นั้น จึงจะพัฒนาตรงเป้าสูงสุดแห่งศักยภาพ
แต่ภาพรวมของนักวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะมีผู้กำกับการฝึกทุกคน
นั่นคือ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักวิ่งทุกคนต้อง "ทำเอง" การกำกับตัวเองคือ "งานยาก"ที่ฝืนความเป็นธรรมชาติ ที่มนุษย์เรามักจะพร่ามัวกับตัวเอง แต่กลับแจ่มชัดกับคนอื่นที่ไกลออกไป
การจะทำได้นั้น ต้องรู้หลักการ Coaching ที่ไม่ว่าจะผ่านการอบรมหลักสูตรระดับใดมาหรือไม่ ย่อมหนีไม่พ้นการต้องอ่านอยู่ดี
ตราบจนชั่วโมงนี้ ยังไม่พบโค้ชใด เข้าถึงขุมทรัพย์วิทยาศาสตร์การกีฬา โดยไม่ต้องอ่านใดๆ ไม่ว่าจะมาจากตำราเล่มกระดาษ หรือจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม ยังไงก็ต้องอ่านอยู่ดี
แล้วนักวิ่งเป็นนักอ่านกันแค่ไหน? น่าเป็นห่วงที่เราอ่านกันน้อยมากๆ ภาพรวมของการวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ จึงไม่สาสารถยกระดับเพิ่มการรับรู้ในระดับประชาคมไปจากเดิมได้มากนัก ถ้าจะมองกันให้เป็นจริง
อยากรู้แหละ อยากพัฒนาตัวเอง แต่ใครก็ได้ ช่วยสรุปให้ที ที่ลิงค์ให้ไปต้องเป็นรูปเท่านั้นนะ ถ้าเป็นอักษรจะรูดผ่าน อย่างนี้มันคงจะรู้ให้หรอก
ถึงจุดหนึ่ง เมื่อหาคนมากำกับตัวเองไม่ได้ เขาก็ต้องอ่านเองอยู่ดี
การเป็นนักวิ่งที่ไม่อ่าน ไม่ใช้ประโยชน์จาก Reading culture ผู้เขียนยังมองไม่เห็น
การจะโค้ชตัวเองโดยไม่อ่าน เขาจะทำได้อย่างไร การเป็นนักอ่านจึงเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับความพร้อมฝึกวิ่งเองที่ดี
ความจำกัดย่อมอยู่ที่ลำดับของ"การรับรู้" เช่นเดียวกับลำดับของการวิ่ง ใดก่อนใดหลัง
กว่าจะรู้รอบรู้ครบ ก็แก่พอดี เลยวัยฉกรรจ์ กลายเป็นโค้ชไป ไม่ใช่เพื่อเอาไปวิ่งเอง
การเป็นนักวิ่งที่ดี เป็นได้ทุกช่วงวัยก็จริง แต่เพื่อที่เป็นเลิศนั้น ต้องอาศัยเรี่ยวแรงวิ่ง ไม่ใช่แค่ความต้องไม่ชราเท่านั้น กลางคนก็ไม่ไหวแระ แต่คนเรากว่าจะรอบรู้ถึงระดับนั้นมันไม่ทันกัน กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้แล้ว
เราจะได้ผลผลิตเป็นผู้รอบรู้เรื่องวิ่งที่เลยวัยฉกรรจ์ นี่ว่ากันอย่างตั้งใจศึกษานะ ถ้ายังกระปวกกระเปียกแบบไทยๆ ก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดี
ประกายจึงฉายแววออกมาในความสามารถกำกับผู้อื่นมากกว่าการวิ่งเอง
เพื่อทะลวงการวิ่งให้ทะยานออกไปสุดศักยภาพ โลกบอกกับเราว่า ยังต้องมีโค้ชเสมอ ไม่ว่าโค้ชนั้นจะเป็นตัวคนหรือกระดาษจากตำรา หรือจาก AI ก็ตาม
.
.
กฤตย์ ทองคง
1 มีนาคม 2565
.
บทความที่มีความเห็นต่อท้ายจากนักวิ่งอื่นที่ไม่ใช่ผู้เขียนจะมากมายคึกคัก จากบทความวิ่งประเภท How to train โดยเฉพาะจากสายแข่ง
แต่ถ้าเป็นบทความที่แสดงความเห็นต่อวงการวิ่งในแง่มุมอื่นๆ จะมีความเห็นกันน้อยลง
นี่ก็แสดงให้เห็นภาพที่เป็นอยู่ได้แล้วระดับหนึ่ง
โลกของการวิ่งไม่ได้จำกัดมีแค่ How to train แต่มากกว่านั้น
.
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.