Friday, March 26, 2021

บอกก่อนล่วงหน้า

 บอกก่อนล่วงหน้า

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

เมื่อไม่ได้เป็นนักวิ่ง  เราก็ไม่ยอมวิ่งใดๆเลยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะสั้นขนาดไหนก็ตาม

ขนาดเดินไปกินก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยร้อยเมตร เราก็ยังสตาร์ทมอเตอร์ไซค์

บางครั้งเราให้คำนิยามคนที่วิ่งกันไกลๆว่า "มันบ้าวิ่ง" อีกด้วยซ้ำ  จะให้เราไปบ้าวิ่งแบบนั้นด้วย  "ไม่มีทางละ"

แต่พลันเมื่อชะตากรรมซัดเหวี่ยงเรามาเป็นนักวิ่งแล้ว จะเพราะว่าเหตุใดก็แล้วแต่  เรากลับบ้าวิ่งแบบนั้นด้วยจริงๆ  เราวิ่งทั้งมาก  วิ่งทั้งไกล  วิ่งกันอุตลุด  เรากลับทำในสิ่งที่ครั้งหนึ่งเราตั้งข้อรังเกียจได้อย่างไร

"เรากำลังกระหน่ำโบยตีร่างกาย"

ไม่แปลกหรอก  มนุษย์เราทำได้ทั้งนั้นแหละ  ต่อให้ไกลกว่าคนที่บ้าวิ่งนั้น  เราก็เคยทำกันได้ 

ศักยภาพของมนุษย์ มันสุดหยั่งจนน่ามหัศจรรย์

มีข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวที่ธรรมชาติขอไว้ คือ

"ต้องบอกล่วงหน้า"

ไม่ใช่ปุบปับทำเลย

แน่ละเราต้องซ้อมมาก่อน  แม้แต่ในระดับซ้อม  ยังต้องมีระดับบอกก่อนซอยย่อยๆของมันอีก  ฐานการซ้อมระดับกลาง  ย่อมมาจากการซ้อมชั้นต้นที่เตรียมมา  และฐานการซ้อมระดับสูงที่ก้าวหน้ามากกว่า ย่อมมาจากการเริ่มต้นซ้อมระดับกลางเป็นลำดับ

ไม่เพียงแต่การวิ่งได้มากได้ไกลและได้ดี  จะมาจากการวิ่งระยะที่ใกล้กว่าให้ดีเสียก่อน  แม้แต่การซ้อมวิ่งระยะที่ใกล้กว่าในชั้นต้น  ก็ยังต้องมีระดับชั้นซ้อนระดับชั้นอีก

คือก่อนที่จะฝึกอะไรนั้น  ย่อมต้องมีพื้นฐานมาก่อนทั้งสิ้น

ชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นเป็นนักวิ่งจนถึงเป็นแนวหน้าเป็นแชมเปี้ยนจะหลีกหนีหลักการนี้ไม่ได้เลย  "ต้องบอกก่อนล่วงหน้าเสมอ" ไม่เว้น

บ่อยครั้งการบอกล่วงหน้า  ก็บอกน้อยไป  บอกสั้นไป  เราควรหมั่นเตือนเขา(ร่างกาย)เสมอๆถึงงานหนักข้างหน้าที่คาดหมาย  เราต้องจัดขั้นบันไดให้เขาเตรียมตัว

การจะก้าวพรวดไปขั้นที่ 5 ย่อมจะนำความล้มเหลวไม่ก็สุ่มเสี่ยงมาสู่  เราต้องเริ่มจากขั้นที่ 1) มา- 2) มา- 3) เรื่อยๆ

ความสำเร็จของการวิ่ง  มิใช่นับวัดการที่เพียง "ทำได้"  แต่นับวัดกันที่  "ทำได้อย่างไม่บาดเจ็บ" ด้วยเสมอไป  ป่วยการที่ทำได้แต่เพียงอย่างเดียว  แต่แอบเจ็บเงียบๆ  "มันย่อมไม่ใช่แบบนี้"

และการที่จะหยั่งถึงสภาพที่ทำได้และไม่เจ็บด้วย ต้องมี "แผนบอกร่างกายล่วงหน้า" ที่เหมาะสม และหมั่นทบทวนบอกร่างกายอีกและอีก เมื่อฟื้นดีไปเรื่อยๆ

การบอกก่อนนี้ ต้องเป็นสเต็ปส์ มี1)   มี2)   มี3)  อย่างที่กล่าวก่อนจะไปถึง 5)

และแผนที่บอกร่างกายล่วงหน้านี้ก็คือ แผนฝึกนั่นเอง

เป็นธรรมชาติที่แผนฝึกจะต้องบีบเค้น (Stress) มากกว่าปกติประจำวัน ไม่งั้นไม่เกิดเนื้องาน  เป็นการจำลองวันจริงให้เกิดขึ้นก่อนเพื่อวันจริงจะจัดการได้ดีกว่า(แต่ต้องจัดให้อ่อนกว่าวันจริง)  ความเข้มข้นนี้ต้องถูกควบคุม

ทั้งนี้เพื่อเป็นการปรับให้ร่างกายรู้ตัว  แต่ต้องไม่มากเกินไป

และนี่คือความแตกต่างที่มีระหว่างแผนฝึกชั้นดีกับแผนที่เลว  (แท้จริงอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีแผนฝึกที่เลว  มีแต่แผนที่เหมาะหรือไม่เหมาะกับตัวผู้นั้นเท่่านั้นเอง)

แผนชั้นดี  คือแผนที่ Stress เรือนร่างให้น้อยที่สุด (แต่ก็เกิดเนื้องาน) และมีความชันในแต่ละขั้นบันไดไม่มากแต่หลายขั้นแทน  เพื่อเอื้อเวลาให้ร่างกายปรับตัวได้นาน  จึงน่าเชื่อว่ามันน่าจะนำความสัมฤทธิ์มาได้  โดยปราศจากการบาดเจ็บ

และแผนบอกร่างกายล่วงหน้านี้ จะออกผลเป็นแผนที่ดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนเรือนร่างผู้วิ่งด้วยขนาดไหน

แผนที่ดี คือแผนที่เอื้อต่อเรือนร่างปัจจุบันขณะของผู้นั้น  ทอดสะพานจากจุดที่เขาเป็นตัวตนไปสู่เป้าหมายที่ต้องการอย่างสมเหตุสมผลในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

และตัวแผนนั้นถ้าฝึกไประยะหนึ่ง จะต้องผ่านการ Transform ให้เข้มข้นเพิ่มดีกรีขึ้นทีละน้อย  บอกเรือนร่างซ้ำแล้วซ้ำอีก  ด้วยการหมั่นสังเกตปฏิกิริยากลับว่าร่างกายเรียนรู้ได้ช้าหรือเร็ว  หรือกำลังประท้วงต้องปรับตามใจผ่อนลง

ความยืดหยุ่นคือเงื่อนไขของการเตือนล่วงหน้าอย่างดีนั่นเอง

ที่ไม่มีอยู่ในโลก  แต่กลับพบอยู่เสมอ คือแผน One size fit all.  แผนเดียวใช้รอบโลก  อย่างไม่คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละเรือนร่างผู้ฝึก

ก็เหมือนกับเสื้อผ้่านั่นแหละ อะไรจะดีไปกว่าการสั่งตัด Custom ไม่มีอีกแล้ว

แต่การดีไซน์จำเพาะ ตัดผ้าทีละตัว ร่างตารางวิ่งทีละคน  ย่อมสิ้นเปลืองเวลาและพลังงานมาก  ในภาคปฏิบัติจึงพยายามลดขั้นตอน  จัดหมวดหมู่ Subjects ให้เป็นกลุ่มๆ  เป็นพวก A  พวก B  พวก C  อ่อน  กลาง  แก่  เพื่อจัดช่วงชั้นเข้าตารางฝึกที่เหมาะสม   ลด ผลกระทบร้ายแรง

คือความพยายามที่จะทำให้สัมฤทธิ์ผลได้ใกล้ความจริงมากขึ้นในท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัด

ในขั้นตอนใช้งาน  จึงพบไม่ยากเลยที่แผนบอกร่างกายล่วงหน้ายังผลให้บางคนก้าวหน้าพรวดๆ ในขณะที่บางคนเดี้ยงไปเลยก็มี  สิ่งนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกตราบใดที่คนเราไม่เหมือนกัน  นี่คือข้อควรระวัง

นักวิ่ง จงอย่าดีใจไปที่แผนฝึกที่เธอเลือกยังผลให้เธอพรวดไปข้างหน้ามากเกิน  แต่ที่เราคาดหวังคือที่พอดีต่างหาก  สายตาที่พวกเธอมอง เป็นคนละสายตากับที่ผมมอง

ที่ปฏิกิริยาพรวดๆแบบนั้น นั่นคือข้อควรระวังอย่างยิ่ง  มันใกล้เจ็บ เพียงมีเส้นบางๆนิดเดียวคั่นอยู่ A thin red line.  มันจึงไม่ใช่ข้อที่ควรจะอัดส่งตามเข้าไป  กลับเป็นช่วงที่ต้องชลอลงเป็นอย่างยิ่งจากความเก๋าเกมผู้ควบคุม

ถ้าพวกเราได้โลดแล่นอยู่ในโลกของการวิ่งที่นานพอเพียง  เธอจะประจักษ์เองว่า  เส้นกราฟขึ้นที่ชันจัดมักมีความสัมพันธ์กับกราฟที่ลงชันด้วยแทบจะทุกครั้ง

อย่าหลงเพลิดเพลินคึกคะนองไปเป็นอันขาด

การทยอยเลียเบรคควรเฝ้าระวังในการขับรถลงเขา  อย่ารอให้รถสะสมความเร็วจนมากแล้วค่อยเบรค  เพราะจะเอารถไม่อยู่  ต้องทยอยเลียตั้งแต่ต้นก่อนที่มันจะเร็ว  ใช้คำนี้ "เลีย"  เพื่อให้เราเห็นภาพไม่ใช่เบรคจนรถกระตุก  เลียคือเลีย หัดเลียให้เป็น  แผนฝึกก็เหมือนกัน  ชลอแผนเมื่อผลประกอบการก้าวพรวดพราด  และจัดหยุดเพิ่มเมื่อมีสัญญาณเตือน  จะรอให้เจ็บก่อนถึงจะปรับลดไม่ได้เป็นอันขาด

การพัฒนาที่พรวดๆนั้นคือขั้นตอนสำคัญก่อนที่เรือนร่างจะแตกดับนั่นเอง  น่าเสียดายที่พวกเราบางคนไร้เดียงสาจนเกินไป  กลับตีความหมายของสัญญาณนี้ไปคนละทิศ

แผนบอกร่างกายล่วงหน้าที่ดี คือแผนที่พอเหมาะพอสม  ย่อมไม่ใช่แผนที่ฝึกแล้วก้าวหน้าเร็ว

นักวิ่งพึงใช้เวลาแสวงหาการบอกร่างกายล่วงหน้าที่เอื้อเวลามากๆเข้าไว้ นั่นเป็นเงื่อนไขที่ให้ร่างกายเรียนรู้ดีนั้นเอง

ในขณะเดียวกัน  ขวบปีที่ผ่านไป  นักวิ่งพึงเรียนรู้ด้วยตัวเองด้วย  ไม่ใช่เฝ้าเอาแต่แสวงหาสูตรฝึกมหัศจรรย์ใดที่จะช่วยให้ฉันได้ทะลวงเป้าหมาย  แต่พยายามปรับตัวจัดตัวเองให้ลงไปสอดรับกับแผนใดราบรื่นที่สุด

ที่ไม่ใช่คือ 

คนทุกคนที่มาฝึกแล้วย่อมได้ผลเท่าเทียมกันทุกราย  ค่าที่ว่า ผลสัมฤทธิ์มันอยู่ที่แผนนั้นๆถูกฝึกในเรือนร่างใคร  ที่มีจุดอ่อนจุดแข็งตราบจนจริตแนวโน้มตรงกันกับเป้าหมายที่ผู้ดีไซน์แผนวางไว้เท่านั้น

เป็นนักวิ่งควรหมั่นทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างแผนฝึกต่างๆที่สัมพันธ์กับแต่ละเรือนร่างให้ดี

ที่สำคัญมากๆก็คือ เรือนร่างของเราเอง  เราต้องรู้จักมัน  และปรุโปร่งมันให้ได้  ใครจะมารู้จักมันดีกว่าตัวเรา  เพียงแต่ว่าดูแลอย่าให้หลงตัวเองเท่านั้น มองโจทย์ให้ตรงความเป็นจริง

.

.

กฤตย์  ทองคง

26  มีนาคม  2564

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.