ระวัง...อย่าวิ่งกันแบบนี้
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ให้ระวังตอนที่เมื่อพวกเราเจ็บจากวิ่งแล้ว พักแล้ว
อาการดีขึ้น ค่อยยังชั่ว แต่จะหายดี พร้อมวิ่งต่อหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ
จะรู้ได้อย่างไร พวกเราหลายคน ไปทดลองวิ่ง
การไปทดลองวิ่งในด้านหนึ่งคือสุ่มเสี่ยงไปรบกวนการซ่อมแซมที่กำลังดำเนินอย่างก้าวหน้า แต่ถ้าไม่ทดลองวิ่งแล้วจะรู้ได้อย่างไร
พวกเราทำไมมีความช่างสังเกตต่ำ แค่เดินไปมาจะไม่รู้เชียวหรือ การขึ้นลงบันไดบ้าน
ก็น่าจะรู้สึกถึงระดับความเมื่อยล้าเราขนาดไหนพอที่จะวิ่งวันนี้เหมาะสมหรือไม่ ต้องไปสนามวิ่งทดสอบ ทั้งๆที่การจ็อกหน้าบ้านกลับไปกลับมา ก็น่าจะบอกได้
พอเจ็บในสนามซ้อม
ก็ไม่หยุดทันที บอกยังไม่ครบรอบ
ครบรอบก็บอกว่ามาวิ่งแค่นี้เปลืองแฟ็บ
คุณหาเหตุผลที่จะวิ่งให้ได้ทั้งๆที่ควรหยุด แต่ทำไม่ได้
เพราะการไปสนามเป็นทางการมีต้นทุนเวลาและการเสียโอกาสที่แทนจะได้ทำอย่างอื่น แต่กลับไปทดสอบ ขออภัยที่จะกล่าวว่า
ทำไมผู้เขียนหยั่งถึงจากแค่ทำตามที่บรรยายข้างต้นเท่านั้น ไม่เห็นต้องไปสนามเลย
พอไปสนาม เมื่อลองออกวิ่งแล้ว ผลลัพธ์มันแสดงตัว เป็นอย่างไร
ก็ต้องเป็นอย่างนั้น
ถ้ามันบอกเราว่ามันยังอยู่
ก็ต้องหยุดต่อ
แต่ส่วนใหญ่ พวกเราไม่ได้ทำอย่างนี้ พวกเรามีความอึดอัดจากการไม่ได้วิ่งมานาน
จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะวิ่งให้ได้ แม้สัญญาณเจ็บมาแสดงตัว ก็พยายามผลักไสพยายามไม่รับรู้ เพิกเฉย
แม้เจ็บจะเด่นชัด
ก็ผลักไสมันเข้าไปอยู่ในลิ้นชักของความอดทน บากบั่น
มานะ พากเพียร ที่พฤติกรรมอย่าวนี้มันก็คือ การฝืนใช้งานในอวัยวะมี่ชำรุดนั่นเอง
รถยนต์ที่ยังซ่อมไม่เสร็จ ถอยออกจากอู่เอาไปใช้งานก่อนเวลา จะพังกว่าเก่า
ส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง
จะกลายเป็นชำรุดไปด้วยเพิ่มขึ้น
ส่วนที่เจ็บนั้นยิ่งชัดกว่าเก่า
ก็ทนฝืนต่อ ก็ทนเท่าที่ทนได้ จนถึงระดับหนึ่ง เมื่อความเจ็บกลับมาเต็มรูปแบบ ย่างก้าวที น้ำตาร่วง มันก็ต้องหยุดไปเองอยู่ดี ไม่เห็นใครฝืนต่อได้สำเร็จสักราย
แทนที่จะเป็นเช่นนี้ ทำไมไม่หยุดต่อตั้งแต่มีสัญญาณเตือนแรกๆ
ที่ทดสอบวิ่งว่ามันหายหรือยัง เมื่อพบว่า
มันยังอยู่ ทำไมไม่หยุดตั้งแต่ตอนนั้น แต่ดื้อรั้น
เป็นเช่นนี้มากมายหลายราย
จึงกลายเป็นว่า ที่ผ่านมา
ไม่ได้เป็นการทดสอบวิ่งจริง
แต่ดื้อรั้นจะเอาชนะให้ได้ในนามทดสอบวิ่ง
แล้วพบว่า
ไม่เคยมีรายไหนชนะมันได้เลยสักรายเดียว
บางรายมีอาการคล้ายดีขึ้น หลังจากที่ทนวิ่ง ทนเจ็บตอนต้น
วิ่งสักพัก พอเอนโดฟินส์หลั่ง ความเจ็บมลายไป แท้จริงมิได้หายไปไหน แต่หลบใน
ผู้วิ่งโดนเอนโดฟินส์หลอก
กรณีที่ถูกเอนโดฟินส์หลอกบ่อยที่สุดก็คือ "รองช้ำ" นี่เอง Plantar Fasciitis บางรายหายไปเองทั้งๆที่ฝืนวิ่ง
จึงรับสัญญาณที่ผิดนั้นตีความเข้าข้างตัวเอง
วันดีคืนดี
มันจะกลับมาหลังจากที่สงบไปหลายปี
เป็นสิบปีก็เคยพบ
จนนักวิ่งทำใจแล้ว
วิ่งมันทั้งๆแบบนี้แหละ
ไม่ก็เลิกวิ่งไปเลย
รูปแบบที่ปรากฏ
คือ
ที่ว่า
"หายแล้ว" นั้น ได้แค่
"อย่าเร็ว" ถึงจุดจุดหนึ่ง
ตรงนั้นมันจะมา ลองมาหลายครั้ง ที่พยายามจะเข้าสูตรฝึก แต่พบว่ามันมาทุกครั้งที่ลงหนัก ทำให้ไม่สามารถเข้าสูตรฝึกใดๆได้เลย
ค่าที่ว่าสูตรฝึกนั้นต้อง
Stress
เรือนร่างมากขึ้นบ้างแน่นอน
แต่ทันทีที่ Stress มันก็มาปุ๊บเลย
มันดำเนินเข้า
Pattern
นี้ตลอดไป ชื่อจึงเปลี่ยนเป็น "เจ็บตลอดอายุขัย" ไม่ใช่วิ่งตลอดอายุขัย เพราะความที่อดเปรี้ยวไว้กินหวานไม่เป็น
1) ไม่หยุดวิ่งจริงๆ
ตั้งแต่ยกแรก ตั้งแต่สัญญาณแรกๆมา กว่าจะหยุดจริง ก็ฝืนมาพักใหญ่ จนน้ำตาร่วง
ผลักไสความบาดเจ็บสู่โหมดเรื้อรังร้ายแรงเสมอ คือ ไม่หายง่ายๆอีกต่อไปแล้ว
2) ไม่หยุดจนหายดี ไม่ยอมใช้สูตรเจ็บคูณสอง คือวิธีที่ทำให้คุณหายเจ็บจริงๆ คือหยุดต่อนานเท่าที่มันเป็น และต่ออีก
รวมเป็นสองเท่า
ในทุกความบาดเจ็บ จะไม่มีหายจริงเลย มันยังอยู่ทั้งสิ้น แต่ไม่มีอาการ
แล้วมันจะกลับมาเมื่อเราไปซ้ำที่หนักพอ
ทุกชนิดของความเจ็บด้วย
ณ
วันแรกที่เจ็บแล้วหยุดวิ่งทันที
นับไว้ด้วยกี่วัน พออาการเจ็บหายไป
ให้หยุดต่ออีกเท่าหนึ่ง เช่น 10 วันหาย ให้หยุดรวมทั้งสิ้น Total 20 วัน (หาย 1
เดือน = หยุด 2 เดือน)
เป็นสูตรที่เข้าใจง่ายมาก
แต่ทำตามยากสุดๆ
ตอกย้ำซ้ำเติมกับคำของผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นที่แนะนำให้
Active
recovery ก็ตีความกันผิดๆ
คือมันเท่ากับไปซ้ำเติมแทนที่จะต้องพักเยียวยาในนาม AR จู่ๆมา AR ทั้งๆยังเจ็บ
ก็เรียบร้อยสิท่าน ไม่ใช่ AR ผิด ไม่่ AR ไม่สมควร
แต่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่จริงมองไม่ขาด
ควร AR ตอนไหน
เมื่อ
Pattern
ทำตัวหลังเจ็บของนักวิ่งเป็นแบบนี้แทบจะทุกราย เพราะความที่ไม่เข้าใจว่า อวัยวะที่ใช้งานมากหนักเกินไปชำรุด
ต้องพักใช้งาน
หลักการมีสั้นๆแค่นี้เอง ไม่ได้ซับซ้อนใดๆ แต่ไม่ปฏิบัติกันเอง
เมื่อคนเจ็บจากวิ่งคุยกับผู้เขียน
มักไม่บอกว่ามีการฝืนวิ่งมาก่อนหลายครั้งแล้ว
ร้อยทั้งร้อย
แต่โทษอย่างอื่นไม่โทษตัวเอง เช่นโทษรองเท้า
สิ่งที่นักวิ่งเก่าๆทำผิดพลาดมา
ควรจะเป็นบทเรียนของนักวิ่งผู้มาที่หลังสรุปบทเรียนจากความผิดพลาดนั้นๆ อย่าก้าวซ้ำ
อย่ามาเร่งศึกษาในการเจ็บตอนมาเจ็บแล้ว
จะไม่ทันการ ปวดขี้แล้วค่อยมายกส้วมขี้ย่อมราด
เราต้องทำความชัดเจนทั้งกระบวนตั้งแต่ยังเป็นนักวิ่งหน้าใหม่ยังไม่เคยเจ็บเลย
เมื่อเจ็บจะได้ดูแลตัวเองทันท่วงที
แม้เราจะไม่สามารถระบุได้ว่า "มีใครบ้างที่ไม่เคยเจ็บ" กล่าวเช่นนี้ราวกับว่า "ความบาดเจ็บเป็นปรากฏการณ์สามัญ"
พวกเราจึงมีท่วงท่าฝึกวิ่งกันแบบ
"แสกหัวรับกระบอง" รู้ทั้งรู้
ยังแส่เข้าไปหา
รู้ทั้งรู้ว่าห้ามหนักต่อหนัก พักฟื้นต้องนำมาสลับ สัญญาณเตือนต้องฟัง อย่าไปซ้ำ
ที่ละเมิดเช่นนี้เพราะเห็นมันสามัญนั่นเอง
ผลลัพธ์คือ
จึงมีปริมาณนักวิ่งที่เป็นหน่ออ่อนที่จะเติบโตเพียงพอให้รับการคัดเลือกออกจากดิวิชั่นวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ไปสู่มืออาชีพน้อยมาก
ไม่มีตัว
ปรากฏการณ์
Running
Boom ไม่ได้ช่วยเหลือให้ประเทศเรามีช้างเผือกให้เลือกใดๆเลย น้ำเข้าตุ่มข้างบน แต่ก้นตุ่มรั่วออก
นักวิ่งใหม่เข้ามาเติมเมื่อไรจะเต็ม
ถ้่าเข้ามาแล้วหายออกไปเช่นนี้
ความข้อนี้ไม่เว้นแม้แต่แนวหลัง นึกว่าไม่ได้ฝึกเร็วจะไม่เจ็บงั้นรึ? เปล่าเลย เป็นกันทั่วไปหมด ค่าที่ว่า
สาเหตุที่บาดเจ็บไม่ได้มีแต่ too
fast เท่านั้น แต่ยังมี too
much และ too soon อีกด้วย
ถ้าปรากฏการณ์บาดเจ็บ(จากวิ่ง) เป็นปรากฏการณ์สามัญแล้วละก็ ทำไมบางคนจึงยกเว้น ทำไมบางคนมีประวัติการเจ็บน้อยมาก เจ็บแล้วก็หายจริง ไม่เรื้อรัง
ทำไมบางคนวิ่งได้ตลอดอายุขัย
คนพวกนี้มีอยู่จริง
ที่คุณไม่สามารถอธิบายได้
ไม่้เห็นเอามาเป็นตัวศึกษาเทียบเคียงเลย
.
.
กฤตย์ ทองคง
5 มีนาคม 2564
.
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.