Thursday, November 12, 2020

บทวิพากย์ท่าวิ่งอุดมคติ

 บทวิพากย์ท่าวิ่งอุดมคติ

.
.
.
.
ชีวิตจะคลี่คลายไปทางไหนเป็นเรื่องของพหุปัจจัย คือองค์ประกอบหลายๆอย่างที่จะร่วมกันสานก่อเป็นอะไรขึ้นมา
เมื่ออธิบายว่ามันมีอะไรบ้าง มันมีความจำกัดในการนำเสนอ มันสุดความสามารถที่จะต้องแจกแจงออกมาได้ทุกเรื่องพร้อมๆกัน มันต้องทีละเรื่อง
ผู้รับสาร ผู้ฟังหรือผู้อ่าน ต้องเห็นภาพรวมตรงนี้ก่อน ว่าเรื่องที่กำลังเอ่ยตอนนี้ เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆสิ่งที่กำลังทยอยบอกทีละประการ ไม่่ใช่อย่างเดียว
กำลังฟังตรงไหนอยู่ ต้องระลึกเสมอว่า นี้เป็นเพียงข้อเดียวข้อนี้ ข้ออื่นยังมี
คนเรา พอภาพรวมไม่ชัดแล้ว ก็จะมีแนวโน้ม จับเอาปัจจัยตัวเดียวที่รับรู้และชัดเจนที่สุดมาขยายให้ความสำคัญกับมัน มากจนเกินไป จนอาจกลายความน่าจะเป็นของปัจจัยอื่นได้
ภาพรวมจึงพร่ามัว
ท่าวิ่งที่เหมาะสมจะวิ่ง ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน
เมื่อเอ่ยถึงท่าวิ่ง เราสรุปว่า ต้องลงเต็มเท้า ไม่ลงส้น เอนหน้านิดนึง เพื่อดึงโมเม้นตั้มตัวเองเล็กน้อย ส้นเท้าที่สะบัดไปข้างหลังสูงเกือบถึงแก้มก้น บลา..บลา..
เป็นแบบอย่างจากแชมป์ที่ได้เห็นจากยูทูป เกือบทุกตัววิ่งกันท่านี้ แล้วผู้เชี่ยวชาญก็เอาฟิสิกส์และพลศาสตร์เข้ามาจับว่า เป็นท่าวิ่งที่พาตัวเองเคลื่อนไปข้างหน้าที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดแรง ฯลฯ
มีกระแสมองปัญหาวิ่งในหมู่ผู้นักการพัฒนาความเร็ว มักจะเห็นท่าวิ่งเป็นปัญหาหลัก ว่าเราต้องเปลี่ยนท่าวิ่งให้เป็นท่าอุดมคตินี้ แทนท่าวิ่งเดิม
แต่นั่นมันแค่เกือบถูกครับ เพราะอย่างที่กล่าวแล้วไง ชีวิตไม่ได้มีเพียงด้านเดียว ปัจจัยถ่วงรั้งหรือแรงขับส่งหน้าให้ไปสำเร็จมิได้มีเพียงตัวเดียว
แม้โลกการวิ่งเอง ก็ไม่ได้มีเพียงการแข่งขันเท่านั้น แต่การแข่งขันวิ่งต่างหากที่เป็นเพียงหนึ่งในโลกการวิ่ง
จำนวนนักวิ่งเพื่อการแข่งขันกลับมีเพียงหยิบมือเดียวเสียด้วยซ้ำ จากนักวิ่งหมดทั้งโลก
แต่ความลุ่มหลงในท่าวิ่งที่คิดว่าเป็นท่าวิ่งที่จะนำมาซึ่งประสิทธิภาพนั้น กลับครองกระแสหลัก ถูกนำมาขยายมากจน นักวิ่งธรรมดาบ้านๆพลอยมองภาพตัวเองที่ควรจะวิ่งหลุดไปจากที่ควรจะเป็นจริงๆในระดับของตัวเอง
ก่อนจะกล่าวอะไรต่อไป อยากจะเอ่ยความสำคัญประการแรกที่ต้องตราเอาไว้เป็นสมการต้นก่อนอื่นใดก็คือ
*ไม่มีท่าวิ่งท่าใดที่เป็นท่าวิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมที่ผู้วิ่งทุกคนต้องวิ่งท่านั้นเหมือนกันทั้งโลก*
กาดอกจันทน์ไว้เลย
นักวิ่งแต่ละคนจะมีรูปแบบชีวกล (Bio Machanic) ที่เป็นตัวของเขาเอง และเป็นภาพรวมที่สอดรับกับความเป็นตัวของเขาจำเพาะเจาะจง แล้วก็แตกต่างกันด้วย
ท่าวิ่งอุดมคติที่เผยแพร่เหล่านั้น เป็นท่าวิ่งที่เราเคยคิดกันในชั่วโมงนี้ว่า ถ้าเพื่อเอาไปแข่งขันทำเร็ว เราน่าจะวิ่งท่านี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ ผู้เขียนก็จะเห็นด้วย
แต่หากย้อนไปดูโลกทั้งใบ นักวิ่งอื่นทั้งโลกที่เลือกหนทางแข่งขันมีกี่ัเปอร์เซนต์กัน
เราเอานักวิ่งที่แสวงหาความไพบูลย์กับชีวิต ไปอยู่เสียที่ไหน?
ฉันจะออกวิ่งเพื่อสุขภาพ ฉันเพียงจะใช้การวิ่งคุมน้ำหนัก ก็ต้องมาพลอยวิ่งในท่าอุดมคติพวกนั้นไปด้วย !!! แล้วก็วิ่งได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่ได้เสียเป็นส่วนมาก อีกทั้งบาดเจ็บจากความพยายามดัดจริตนั้น จนหลุดไปจากรูปแบบชีวกลที่ตนเองสังกัด เขย่งเก็งกอยแพร่กันไปทั่ว
อย่าคิดกันเพียงว่าท่าวิ่งอุดมคติเหล่านั้น เป็นท่าวิ่งที่ป้องกันความบาดเจ็บท่าเดียวที่ต้องเปลี่ยนมาวิ่งท่านี้ทุกคน
ตัวท่าอุดมคติเหล่านั้นหลายกรณี เป็นต้นเหตุให้คนที่มีรูปแบบชีวกลอื่นพลอยบาดเจ็บไปไม่น้อย ไม่้เห็นเอาประเด็นเหล่านี้มาวิพากย์วิจารณ์กันบ้างเล่า เลือกเอามากล่าวแต่ด้านเดียว
ตราบใดที่เอาการวิ่งเร็วเป็นตัวตั้ง ท่าวิ่งที่สอดรับต้องเป็นท่าวิ่งอุดมคตินี้ ใช่เลย.....
แต่ถ้าตราบใด เอา"ตัวผู้วิ่ง" เป็นตัวตั้ง และเอาเป้าหมายวิ่งของผู้นั้นมาพิจารณาประกอบด้วย ท่าวิ่งที่เหมาะสมที่ควรจะวิ่ง ต้องเป็นท่าวิ่ง Custom Made จำเพาะคน ที่ผู้รังสรรค์มันขึ้นมา คือผู้วิ่งเอง โดยอัตโนมัติด้วย หาใช่ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญท่าวิ่งอุดมคติใดๆมาชี้ผิดชี้ถูก
สองย่อหน้าที่ผ่านมานี้ ขีดเส้นใต้สีแดง
.
.
ตัวอย่างที่ 1 นักวิ่งคนหนึ่งที่มาคล้ายๆกับจะเป็นโปลิโอแต่เล็ก แม่พาไปฉีดวัคซีนป้องกันช้าไปหน่อย พัฒนาการเลยไม่เท่ากัน แต่ไม่ถึงกับขาลีบ ผลลัพธ์คือ เหมือนกับเป็นขาปกตินี่แหละเพียงแต่ข้างหนึ่งสั้นกว่าอีกข้างเล็กน้อย ไม่ถึงกับไร้พลัง ไม่ถึงกับเป๋ มองเห็นไม่ชัดเจน ดูเผินๆเหมือนปกติ แต่ท่าวิ่งของเขาผิดไป รายที่ยกตัวอย่างนี้ วิ่งลงกลางเท้าข้างนึง อีกข้างลงส้นเท้า โดยปกติแล้ว คนทั่วไป ถ้าลงกลางเท้าจากธรรมชาติเลย ก็จะลงทั้งสองข้าง ถ้าจะลงส้นเท้า ก็จะลงทั้งสองข้าง ที่จะลงข้างนี้อย่างนึง อีกข้างตรงกันช้าม มันไม่ค่อยมี แต่เขาผู้นั้นต้องวิ่งท่าที่เป็นคนละอย่างจากคนละข้าง ความพยายามของเขาที่จะวิ่งท่าอุดมคติจากที่มารับรู้ภายหลังจะนำมาซึ่งความเสี่ยงบาดเจ็บ ท่าวิ่งที่จำเพาะเจาะจงของเขา จึงต้องเป็นท่าวิ่ง Custom Made ที่มันจะเป็นไปเอง โดยไม่รู้ตัว คือท่าที่ประจักษ์นั้นเอง นั่นเป็นท่าที่ลงตัวที่สุดสำหรับเขา แม้จะเป็นท่าประหลาดของชาวโลกก็ตาม มันเป็นท่าที่ทำให้เขารอดจากความบาดเจ็บ แล้วเราจู่ๆโผล่มาจากไหนมารณรงค์ให้เขาวิ่งท่าอุดมคติ !!! บ้าไปแล้ว !!!
.
ตัวอย่างที่สอง
นักวิ่งรายที่สอง ชะตากรรมผิดพลาดมาก่อนเป็นนักวิ่งตั้งหลายสิบปี แม่อุ้มเขาด้วยแขนเดียวตั้งแต่เล็ก (มืออีกข้างต้องทำงาน) ผิดหน่ะ มันผิดมาตั้งแต่ต้น แล้วต่อไปจะเอาอย่างไร จะต้องโยนความฝันวิ่งทิ้งหรือ? ถ้าชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไป(เอาชีวิตตนเองเป็นตัวตั้ง)
แม่กระเตงเขาทำงานไปดูแลลูกไป หนีบลูกไว้กับเอว เอาง่ามขาลูกคีบเอวแม่ข้างหนึ่ง ตัวแม่ก็เอียงไปอีกข้างเพื่อถ่วงสมดุลน้ำหนัก
ความจนบังคัับสถานการณ์ให้มันต้องเป็นอย่างนั้น
โตขึ้น ขาแบะ เดินเหินปลายเท้าแบะซ้ายชี้ออกข้างซ้าย ปลายเท้าขวาชี้ออกไปทางขวา(มากกว่าคนทั่วไป)
มาเป็นนักปั่นจักรยานตอนโต โค้ชปรับท่ากันอุตลุด ชั้นบอกให้เอาปลายเท้า
ลงครีท บอกกี่ครั้งแล้วว่าปลายชี้ตรงไปข้างหน้า พูดไม่รู้ฟัง
เมื่อเขามาวิ่ง รอยเท้าที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลังแบะออก ส้นเท้าชี้เข้า
เป็นท่าวิ่งธรรมชาติ Custom Madeให้กับตัวเองใน Movement ทุกชนิดที่เกี่ยวกับขา
มันเป็นท่า Custom Made ที่ผิด แต่สำหรับเขาผิดนี้ทำให้เขาไม่เจ็บก็แล้วกัน มันถูกสำหรับเขา
พอมาวิ่ง โค้ชบอก เฮ้ยอย่าถ่างขา หุบๆเข้ามา ก็ดัดจริตทำท่าวิ่งที่โค้ชพอใจ พอได้อยู่ตอนโค้ชมอง
แต่ในครึ่งหลังของระยะทางแข่งขัน ตอนที่สิ้นพลังไปแล้ว เรี่ยวแรงหมด ฟอร์มตก ท่าวิ่งเป็ดก็กลับมาอัตโนมัติ เช้าสู่โหมดดั้งเดิมของจริง
ท่านี้ต่างหากคือท่าที่เป็นรูปแบบชีวกลของเขา มันเป็นท่าวิ่งที่เหมาะสมกับเขาที่สุด
โค้ชมาเห็นตอนเขาสมัครร่วมทีม แต่ก็ถูกคัดออกในที่สุด โค้ชไม่อาจเสียเวลาปั้นคนที่ชำรุดมา ไปปั้นรายที่ท่าวิ่งสมบูรณ์ไม่มีปัญหามาก่อนดีกว่า
ต่อมาเข้าตัวก็ผันมาวิ่งเพื่อสุขภาพตอนมีวัย ไม่ได้มีเป้าหมายเอาแชมปเปี้ยนอีกแล้ว เลือกวิ่งเพื่อความไพบูลย์
แต่ต้องมากระแดะเปลี่ยนท่าวิ่งให้เป็นอุดมคติ ท่าวิ่งครองโลก !!! โธ่เอ๋ย...
.
คนเราแม้ปราศจากความผิดปกติใดๆตอนเด็ก หรือร่องรอยอดีตบาดเจ็บ แต่ก็ยังมีโอกาสที่มีรูปแบบชีวกลที่จำเพาะตน แตกต่างกันบ้างกันไปแต่ละราย มากบ้าง น้อยบ้าง ไม่ใช่วิ่งเมื่อวิ่งท่าชีวกลตัวเองแล้วต้องเจ็บเสมอไป เพียงบางรายเท่านั้น นักวิ่งเหล่านี้ ควรถูกปกป้องมิให้ถูกกระทำจากความเข้าใจธรรมชาติการวิ่งผิดๆจากคนไม่รู้จริง ในนามวิ่งอุดมคติ ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็นตัวเอง ยกเว้นว่าจำต้องมาแข่งขันในกลุ่มวัยต่างๆในการวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ ที่เขาต้องวิ่งให้เร็ว เขาต้องมีการบ้านหนากว่านักวิ่งอื่นที่ไม่มีตรงนี้ ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ท่าวิ่งอุดมคติเหล่านั้นจะช่วยเขาได้อย่างไรในเป้าหมาย ก็ต้องว่ากันไปในแต่ละราย ไม่ใช่ถูก Treat เหมือนกันหมด เมื่อมาถึง ความพยายามจัดท่าวิ่งให้ประหยัดพลังงานขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น เพื่อการนี้ต้องดัดแปลงตรงไหนบ้าง ปรึกษาโค้ช(ถ้ามี) ก็ว่าไปเป็นรายๆ ดัดแปลงปรับเปลี่ยนเท่าที่ทำได้ สมกับการต้องหล่อหลอมตัวเองให้สมกับเป็นนักวิ่งถนนเช้าวันสุดสัปดาห์ ที่ไม่ใช่ทีมชาติ เอาเท่าที่ได้ โค้ชผู้กำกับวิ่งของเขาต้องทำความชัดเจนตรงนี้ร่วมกับตัวนักกีฬา จนได้ The last solution ออกมาอย่างไรก็ว่าไป ไม่ใช่เอาท่าวิ่งอุดมคติมาเป็นตัวตั้ง "คน"ต่างหากที่ต้องเอาเป็นตัวตั้ง แม้จะยังมีบ้างเหมือนกัน ที่การปรับท่าวิ่งอุดมคติและทั้งท่าวิ่ง Last solution ออกมาแล้ว ก็ยังถ่วงรั้งสร้างความบาดเจ็บเป็นระยะๆ ถ้าเป็นเช่นนี้ โค้ชหรือผู้ดูแลต้องโน้มน้าวให้เขาออกไปแสวงหาความไพบูลย์ที่กีฬาชนิดอื่น ที่ก่อพิษภัย หรือเสียดทานน้อยกว่าวิ่ง *ทุกชนิดกีฬา แม้กระทั่งการวิ่งก็ไม่พ้นที่จะเหมาะกับผู้ออกกำลังเพียงบางคน ไม่ใช่ทุกคน* เอ้ากาดอกจันทน์อีกแล้ว
.
ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาทั้งหมด สมควรที่ผู้จะเผยแพร่ท่าวิ่งอุดมคติ ควรต้องจำกัดบทบาทตัวเอง อย่าใช่ไอเดียของคุณพร่ำเพรื่อ ตะพึดตะพือกับทุกคนที่วิ่ง อย่ามองว่าทุกปัญหาวิ่งเกิดจากต้นตอท่าวิ่งทุกเรื่อง ความคลาดเคลื่อนส่วนใหญ่มาจากความผิดเพี้ยนที่ตัวแผนฝึกไม่รับกับตัวตนจริงๆ ณ ปัจจุบันขณะต่างหาก ปัจจัยนี้มากกว่าอย่างท่วมท้น นักวิ่งถนนทั่วไปอย่าบ้าจี้ตามคำแนะนำท่าวิ่งนั้นทุกคำ ถูกนั้นถูกอยู่ แต่ความเป็นตัวเราอยู่ตรงไหน เขากำกับทางไกล เขารู้หรือว่าเราและภูมิหลังการวิ่งเป็นอย่างไร รวมความว่า "เหมาะสม" กับเรา ? ไม่ได้บอกว่าผิด เช่นเดียวกับอาจไม่ถูก ยังระบุอะไรไม่ได้ ตราบใดที่มีข้อบ่งชี้ จำเพาะท่าวิ่งใหม่ที่ตั้งใจจะนำมาใช้กับตัวเอง เพราะอะไร และท่าวิ่งเดิมเป็นอุปสรรคตรงไหน ก็ค่อยว่ากัน บอกในชั้นนี้เพียงว่า ไม่ใช่แน่นอนที่ท่าวิ่งใดมันจะเป๊ะให้ทุกคนต้องมาวิ่งท่านั้นกันทุกคน ท่าเก่าอาจไม่ได้เป็นต้นเหตุเสมอไป ท่าวิ่งใหม่ อาจนำปัญหาใหม่มาด้วยก็ได้ เยอะด้วยซ้ำ ยังกำหนดไม่ได้ เมื่อกำหนดไม่ได้ จึงไม่ควรเอาไอเดียนี้มาขยายกันเอิกเกริกในหน้าสาธารณะ ยิ่งถ้าใครเป้าหมายเพื่อวิ่งตลอดอายุขัย วิ่งเพื่อความไพบูลย์เป็นหลัก For the rest of my life ความเร็วไม่เน้นละก็ และตราบใดที่วิ่งท่าเดิมแล้ว ไม่ก่อปัญหากับตัวคุณแล้วจงวิ่งต่อไป ถ้าหากคุณเป็นเช่นนี้ ท่าวิ่งอุดมคติเหล่านั้นต่างหากที่อาจเป็นภัยต่อคุณ . . กฤตย์ ทองคง 13 พฤศจิกายน 2563
.
เป็นความเห็นเกี่ยวกับท่าวิ่งของเราที่แตกต่างจากคนอื่นพอสมควร สมควรที่ผู้อ่านจะไตร่ตรองว่า ไอเดียอะไรเหมาะกับตัวท่าน สอดรับกับตัวเองมากกว่ากัน
.
บทความนี้ไม่หาญกล้าที่จะระบุว่า ท่าวิ่ง Custom Made เป็นตัวของเราแล้วจะไม่บาดเจ็บ ท่าวิ่ง CustomMade บางท่า โดยธรรมชาติแล้วน่าจะเป็นท่าวิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้นั้น ที่จะช่วยให้รอดพ้นความเสี่ยงบาดเจ็บด้วยเช่นกัน อย่าแนะนำอย่างเหวี่ยวแหโดยไม่รู้จักตัวตนผู้ถามจำเพาะว่าควรใช้ท่าวิ่งอุดมคติแบบเหมาหมด ตราบใดถ้าการวิ่งของคุณปกติดี ความผิดเพี้ยนเล็กๆน้อยๆ ควรปล่อยให้เป็นเช่นนั้น จนกระทั่งมีข้อบ่งชี้ที่แน่ชัดว่า ตรงหนึ่งตรงใดของท่าวิ่งนั้นหน่วงรั้งเป้าหมายคุณ
.
ชีวิตที่ไพบูลย์ถูกเอ่ยอ้างบ่อยในบทความนี้ มันคืออะไรกัน มันคือจุดสูงที่สุดที่พวกเราควรจะเข้าถึง ไม่ง่ายที่จะวาดภาพให้พวกเราเห็น ความไพบูลย์ชีวิตวิ่ง ไม่เพียงต้องสำเร็จที่เค้นเอาศักยภาพสูงสุดออกมาได้ ไม่ใช่เป็นจุดที่ได้เป็นแชมป์ตรงตำแหน่งต่างๆ ความไพบูลย์ ไม่ใช่แม้แต่เป็นความสุขจากการวิ่ง ไม่่แม้แต้ตัวการวิ่งเองด้วยซ้ำ แต่เป็นทุกๆอย่างรวมกันทั้งหมด ที่ผมจินตนาการเรียกไม่ถูกว่าจะเรียกว่ามันอะไรดี ขอเรียกพลางๆว่า "ความไพบูลย์ของการวิ่ง".
.
จริงอยู่.....ถ้าท่าวิ่งที่เป็นอุดมคติไม่ดีจริง โค้ชแนวหน้าระดับโลกคงไม่กำกับให้เด็กของเขา วิ่งออกมาท่าเหมือนกันเช่นนี้เกือบทุกคน นักวิ่งแนวหน้ามากเท่าไร ท่าวิ่งมันจะเซ็ทจตัวออกมาคล้ายๆกันเกือบทุกคน เมื่อผลงานดีกรีเขยิบดีขึ้น นักวิ่งระดับพระกาฬจะเป็นแบบนี้ทั้งนั้นเลย ไม่เถียง แต่มันคือ เขาเอาวิ่งเร็วเป็นตัวตั้ง แต่พวกเราต่างออกไปตั้งแต่ต้น เราเอาตัวเราเป็นตั้ง จะห่วย จะแก่ จะเริ้อรังบาดเจ็บ จะอะไรก็ตาม เราสลัดร่างนี้ไม่ออก เราต้องอยู่กับมันจนกว่าจะฌาปนกิจ ถ้าธรรมชาติมันผิดมาตั้งแต่เล็กๆดังตัวอย่าง เราก็ต้องมีชีวิตกันต่อไป เราอาจไม่ได้แชมป์ แต่เราต้องเอาชีวิตให้รอด เอาสุขภาพ เอาไอ้ที่ผมเรียกว่า "ความไพบูลย์" ท่าวิ่งแม้มันจะเป็ดไปบ้างก็เอา เท่าที่มันจะถูไถไปได้ จะปรับเปลี่ยนก็ว่ากันไปเฉพาะตรงนั้น บางทีอาจไม่ต้องเปลี่ยนอะไรก็ได้ ก็ว่าไปตามนั่นแหละ ชีวิตมันมาได้แค่นี้ ดีถมเถแล้วกว่าที่ไม่ได้มาวิ่ง
.
ยกเว้นเด็กโรงเรียนกีฬา วัยคือต้นทุนที่พวกน้องๆมี ที่พวกเราไม่มี และไม่อาจฝืนได้ สรีระที่ยังละอ่อน ง่ายต่อการดัดแปลงเป็นคนละโจทย์กับพวกเราครับ


No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.