.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ภัยนี้มักจะอยู่ในสายตาของคนนอกวงการวิ่งที่มองเข้ามา
แต่คนในกลับมองไปอีกอย่าง
เตือนว่า อย่าลืมนะครับ
ความที่เราอาจอยู่ใกล้มันจนเกินไป
อาจกลับมองไม่เห็น ทั้งๆที่มันมีอยู่ เหมือนกับนกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ
คำวิจารณ์ของคนนอกเหล่านั้น
อาจดำเนินไปอย่างไม่เฉียบคม
ทัศนะของเขาที่นำเสนออกมา เราอาจแย้งได้
บ้างก็เป็นคำวิจารณ์ที่เปิดช่องโหว่ให้วิจารณ์ซ้อนได้มากมาย
เลยยิ่งทำให้พวกเราเดินดุ่มเข้าหาภัยอันตรายอย่างย่ามใจมากขึ้น?!
เพราะผู้เขียนเป็นนักวิ่ง เป็นคนใน
มองเห็นอยู่ จึงปรารถนาที่จะวางคำเตือนไว้
คำเตือนที่เหล่าคนนอกเตือนเข้ามา อาจนำเสนอได้ไม่ตรงใจกลางของเรื่อง
เพราะความที่เขาเป็นคนนอกนี่เอง
การวิ่งเป็นชนิดกีฬาที่มีอันตรายจริงที่ถ้าใช้การวิ่งอย่าผิดๆ แต่หากพวกเรา อย่าเพิ่งด่วนเถียงตอบ แต่กลับน้อมใจรับ
หันมาทบทวนพฤติกรรมวิ่งของพวกเรากันเอง
หลายครั้งพวกเขาพูดถูก
โดยเนื้อแท้แล้ว
การวิ่งไม่ได้เป็นอันตรายจากความที่วิ่งด้วยตัวของมันเอง
แต่เป็นภัยที่มาจากวิธีการเข้าหาการวิ่งด้วยท่วงท่าที่ Approach อย่างไรมากกว่า
แล้วจากหลายๆตัวอย่างที่พวกเรา
Approach
วิ่งแบบถะโหล่ๆนี้เอง ที่ทำให้พวกเขาวิจารณ์เข้ามา
โดยหลักๆ
การวิ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นชนิดกีฬาที่ผลิตแรง Stressที่กระทำต่อเรือนร่างสูงมาก
จนหลายรายได้รับบาดเจ็บอันตราย
มีนักวิ่งด้วยกัน got injuries มากมาย
ถ้าเราอย่าเพิ่งรีบบค้าน ค่อยๆดูตามที่เขาชี้มา ก็จะพบความเป็นจริงอยู่บ้าง มีบางรายเท่านั้นที่วิ่งแล้วได้พลานามัย
ลองจับตาดูให้ละเอียด
ไปที่ไหนก็จะพบนักวิ่งที่บาดเจ็บมีจริงและมากด้วย
สวนทางกับความพยายามที่จะเป็นประชาคมสุขภาพ
เกือบทั้งหมดมีปัญหามาจากการ Approach การวิ่งด้วยท่วงท่าอย่างไรมากกว่าทั้งฝึกทั้งแข่ง
นักวิ่งมักมองระดับความเข้มข้นวิ่ง
ไม่สัมพันธ์กับต้นทุนเรือนร่างของตน
คำถามวิ่งที่มีถามผมเข้ามา
ส่อว่าเป็นเช่นนั้น
พวกเราอยากทราบเพียงว่า
จะวิ่งแบบอย่างนั้นอย่างไรได้บ้าง เขาจะต้องฝึกอย่างไร แต่หาใส่ใจไม่ว่า แผนซ้อมที่จะเอาไปทำนั้น
ไม่สามารถกระทำลงไปได้วยเรือนร่างปัจจุบันของเขา
ต้นทุนเหนียวแน่นมีไม่พอ
กล่าวอย่างง่ายๆว่า เอาแผนฝึกนี้ไปทำก็เจ็บ ไม่รอดอยู่ดี
เรื่องมันแทนที่จะเริ่มที่
ฝึกเร็วให้ได้อย่างไร แต่จะกลายเป็นฝึกอย่างไรที่จะเตรียมเรือนร่างตัวเองให้แกร่ง
และมีต้นทุนที่เหนียวแน่นรับงานฝึกที่จะประเดลงมาในอนาคต
แล้วจะไม่บาดเจ็บมากกว่า ฝึกแผนเทพได้จริง ฝึกแล้วไม่เจ็บ มีพัฒนาจริงต่างหาก แต่ความประการนี้พวกเรากลับไม่เก็ต ไปหมกมุ่นกับตัวแผนฝึก
ไม่ส่องกระจกว่าตัวเองเหนียวพอกับแผนนั้นขนาดไหน
แต่กลับไปมองภาวะจิตใจนักสู้ที่จะต้องสร้างให้ตัวเองมีบุคลิกกัดไม่ปล่อย มีความบากบั่น
มีอุตสาหะ ภาคภูมิกับบาดแผลที่ได้มาในฐานะนักรบ ว่าไปโน่น
ที่ต่อให้เป็นนักรบจริง เป็นนาวิก
เป็นซีลหน่วยจู่โจมมาฝึกแบบไม่คำนึงถึงขั้นบันไดแห่งพัฒนาการ
ปราศจากการปูพื้นฐาน Endurance ซีลก็ซีลเถอะเดี้ยงทั้งนั้น
ตรงนั้นมันไม่เกี่ยว
พวกเราไม่เพียงแต่ริลงเล่นกับความเร็วก่อนทั้งๆพรรษาวิ่งไม่มากพอ แต่ก้าวข้ามขั้นตอนอีกด้วย
ริจะวิ่ง
pace5 ทั้งๆที่ pace5ครึ่ง ตัวเองยังยืนไม่ได้เลย
ตราบใดแผนฝึกระดับที่อ่อนกว่ายังแต่ฉาบทาผิว ไม่ซึมซาบลงแก่นแกน
การไปฝึกระดับที่มากกว่าจะเป็นตัวชะงักงันการฝึก ตราบใดที่ยังทำ pace6
ให้เป็นขนมไม่ได้
อย่าพึงหวังว่าจะไปเล่นกับ pace5 เป็นอันขาด
พวกเรามีแค่ความเข้าใจเพียงว่า การที่วิ่งได้ตรงไหนแล้วคือ"ผ่าน"
ซึ่งแค่นั้นมันยังไม่พอ
บริบทการวิ่งระยะไกลมันมากกว่านั้น
การยืนระยะต่างหากคือของจริง
เมื่อเราเอ่ยว่า
paceใด หมายความว่า เราต้องไปด้วย paceนั้นได้ตลอดรอดฝั่งทั้ง
session หรือจนตลอดถึงเส้นชัย
วิ่งเร็วใครก็วิ่งได้
แต่การยืนระยะได้นานขนาดไหนคือต่างหาก
พวกเราฝืนตรงนี้มากมายเหมือนอึ่งอ่างพองลม
พยายามเบ่งตัวเองให้รับแผนฝึกให้ได้
โดยปราศจากโครงสร้างที่ใหญ่โตใดๆคอยค้ำจุนอยู่ ที่ใหญ่ขึ้นมาเพราะลมในท้องที่เบ่งเท่านั้น
แล้วเป็นไง...พิสูจน์ตัวเองว่ายืนระยะไม่สำเร็จ ไม่ได้อยู่กับสภาพความเป็นจริง ทั้งยืนระยะในวันนั้นไม่ได้
และรวมทั้งหลุดจากการถือครองแผนตลอดฤดูการฝึกนั้นด้วย ทั้งสองมิติ
ยอดผู้บาดเจ็บจากวิ่ง น้อยเสียเมื่อไร
ไปที่ไหนก็พบแต่นักวิ่งเจ็บ
มีท่วงทำนองฝึกคล้ายกันไปหมด
สิ่งที่คนนอกวิพากย์เข้ามาแบบนั้นจึงไม่น่าแปลก ก็พวกเราวิ่งกันแบบไหนที่ให้พวกเขาเอาไปวิจารณ์?
เราต่างหากที่ควรอย่าด่วนโต้กลับ
แต่เอาไปดูตัวเอง
ทบทวนย่างก้าวการฝึกว่าเรา Approach วิ่งแบบไหน
หลายๆความพยายามฝึกมันไปคุกคามประสิทธิภาพการพัฒนา ที่ไม่ได้เอื้อต่อการเรียนรู้วิ่งในอนาคต
มีเป็นบางครั้งเท่านั้นของการฝึกผิดๆขั้นตอนจะนำเราไปสู่บาดเจ็บ
ถ้าเป็นอย่างนั้นกลับจะดีเสียอีกที่ทำให้เราเรียนรู้ได้เร็ว แต่บางกรณี
ร่างกายมีความทนทานรับการสะสมฝึกแบบผิดๆขั้นตอน ได้เป็นแรมเดือนไม่ยอมเจ็บเสียที
ก็มีปรากฏ
แต่กลับคลี่ออกมาในรูปชะงักงันการพัฒนา ฝึกยังไงก็ไม่ขึ้น ร่างกายตื้อ
อยู่แค่นั้น คิดว่าตัวเองยังทุ่มโถมไม่พอ
จึงกดหนักเข้าไปอีกเพื่อให้ถึงระดับสัมฤทธิ์ และไปเจ็บเอาตรงนั้นอยู่ดีในที่สุด
เพราะวิ่งที่ฝึกผิดๆไปแล้วไม่เจ็บทันที
กระบวนการสะสมทำงานของมัน
เราจึงเชื่อมโยงฝึกผิดและผลลัพธ์ไม่ออกว่ามันเป็นคือเหตุผลซึ่งกันและกัน แต่พอเกิดเรื่องเรากลับไปโทษรองเท้า
ที่สุดแล้ว
ผู้เขียนเป็นคนวงใน
กล้าที่จะยอมรับว่าคำวิจารณ์นอกเหล่านั้นมีส่วนถูกอยู่บ้างระดับหนึ่ง
ที่พวกเราควรสำเนียกและปรับปรุงท่วงท่าการ Aproachวิ่งใหม่ๆให้เป็นภัยกับตัวน้อยลง
.
.
กฤตย์ ทองคง
18 กุมภาพันธ์
2564
.
เพราะพวกเราหยั่งไม่ถึงผลกระทบที่มาราธอนออกผลต่อคนเรา
จากการซ้อมไม่ถึงแล้วฝืนลง
กล่าวไม่ผิดนักว่า
ชนกำแพงได้ แต่ต้องหยุด ต้อง DNF ร่างกายจะฟื้นตัวได้ แต่ถ้าฝืน
ถูกสถานการณ์ให้ต้องจบลงด้วยเหรียญและภายในเวลากำหนด
มันจะส่งผลร้ายต่อพัฒนาการการวิ่งภายหน้าอย่างลึกซึ้งที่สุด
เพียงแต่เราหยั่งไม่ถึงเท่านั้นเอง
ตราบใดถ้าได้ล่วงรู้
จะไม่มีเหรียญเทพใด ที่คุ้มค่าเดิมพันที่เราแลกไปเลย
.
Decha Chinaksorn
ผมเคยวิพากษ์ลงในโพสต์ของตนเองครับอาจารย์
จากการที่ได้มีโอกาสสนทนา กับ อดีตนักกีฬาไตรกีฬาโอลิมปิก
ชาวต่างประเทศท่านหนึ่งที่ผันตัวเองมาเป็นโค้ช "เรื่อง
เร็วเกินไปที่จะคิดไปวิ่งมาราธอน" ซึ่งทางโค้ชท่านนั้นก็ให้ข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า
หากยังวิ่ง 10 กิโลเมตร ได้เกินเวลา 45-50 นาที
ไม่ควรคิดจะขยับไปวิ่งระยะไกลกว่านี้ หรือ คิดจะไปวิ่งระยะมาราธอน
เพราะร่างกายยังไม่มีความพร้อมในการรับผลกระทบ
พอโพสต์ลงไป
แป๊บเดียวเท่านั้นครับ สรุป.... โดนกระหน่ำแบบทัวร์ลงทุกสารทิศครับ ......
ทั้งประมาณ ดูถูกความตั้งใจบ้างละ ทั้งคิดแบบนี้ใครจะไปวิ่งมาราธอนได้...
ไม่ได้ตอบโต้อะไร ทั้งๆที่
เป็นเพียงแค่บทวิพากษ์จากข้อคิดเห็นจากการสนทนากันเท่านั้นครับ
·
กฤตย์ ทองคง
Decha
Chinaksorn อดทน !
.
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.