การเกลี่ยกำลังงานและการฝึกแบ่งนิเสธ
.
.
โดย
กฤตย์ ทองคง
.
.
การวิ่งระยะไกลให้ได้ดี(ในที่นี้หมายถึงความเร็ว)
ย่อมต้องการผลงานที่ดีทุกกิโลเมตร เราไม่สามารถเอาผลงานที่ดีที่สุดในกิโลเมตรต้นๆมาเฉลี่ยให้กับกิโลท้ายๆได้เลย
มีความพยายามที่จะลองทำเช่นนั้น
ในหลายครั้งกับหลายคนที่ผ่านมา แต่มนุษย์เรายังไม่ประสบความสำเร็จเลยสักรายเดียว
ถ้าเรานับเอาเวลาที่น้อยที่สุด(เร็วที่สุด)เป็นตัวตั้งแล้วจะพบว่า
การใส่ใจในทุกกิโลเมตรและทุกย่างก้าวไปต่างหากที่จะเกลี่ยกำลังงานให้ถ้วนทั่วจะเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ที่สุด
ที่ทุกประสบการณ์ของนักวิ่งทุกคนบอกว่า
เราไม่สามารถทำเวลาสนามได้ดีหากเราเกลี่ยกำลังไม่ทั่วถึง
การที่จะทำเช่นนี้
ย่อมต้องเกิดจากการฝึกเท่านั้น
คือฝึกวิ่งให้เกิดความสมดุลทั้งความแกร่งทนทานและตัวความเร็ว
ต้องฝึกให้อึดให้ทนให้แกร่งเป็นปฐมฐาน
แล้วค่อยยกระดับพื้นฐานที่เหนียวแน่นแล้วนั้นเร็วขึ้นไปอีก ไม่ใช่กลับกัน
นักวิ่งหลายคนที่มีวิธีคิดต่อพัฒนาการกลับหัวกลับหางกัน
คือดำริเอาเร็วไว้ก่อน แล้วต่อมาเอาเร็วนั้นไปได้ไกลขึ้น จนครบระยะเป้าหมาย
ซึ่งมนุษย์เรามีประสบการณ์วิ่งมาแล้ว พบว่า หากวิ่งแบบนี้ เราจะบาดเจ็บเสียก่อน
ไปไม่ถึงดวงดาวเสียที
ซึ่งเมื่อเจ็บ
เราก็ต้องหยุดพักวิ่ง และย่อมจางคลายขาดซ้อมไม่สม่ำเสมอลงไป มันจึงตกฟิต
ที่ถูกต้อง
เราต้องวิ่งช้าก่อนที่จะวิ่งเร็ว วิ่งช้าให้ดีเสียก่อน ช้าและใกล้ยังวิ่งไม่ดีเลยจะไปหาญวิ่งเร็วและไกลด้วย
มันจะเป็นไปได้อย่างไร
ขอให้พวกเราเข้าถึงสัจจะประการนี้ก่อนให้ได้
และลำดับความสำคัญอะไรควรฝึกก่อนหลัง การข้ามขั้นตอนจะไม่เป็นผลดีต่อการฝึกใดๆเลย
อุปสรรคตัวใหญ่ของพวกเราก็คือ
การเสวนาระหว่างกลุ่มในเพื่อนวิ่ง และการเปรียบเทียบระหว่างกัน
ว่าใครจะมีความสามารถรับมือ กับความเข้มข้นฝึกได้มากกว่ากัน
และทำให้คนที่อ่อนกว่าเลียนแบบ
และการลัดขั้นตอนจึงเกิดขึ้นเสมอ ความล้มเหลวของผู้เคยทดลองทำแล้ว
นักวิ่งในชั้นหลังหาได้ใส่ใจไม่
หลายคนที่ฝึก
ก็ฝึกอย่างไม่สมดุล พัฒนาไปในอย่างที่ตัวเองคิดว่า "ใช่"
แล้วฝังตัวกับความเชื่อนั้นมากเกินไป
ฝึกทั้งบ่อยและแรงตามความเน้นที่ผิดจุดของตัวเอง
มันจึงยังผลให้
Sessionsอื่นๆพลอยอ่อนฝึกไปด้วย(เพราะการฝึกวิ่งระยะไกลไม่ได้มีอย่างเดียว)
จุดอ่อนจึงไม่ได้รับการปรับปรุง
วิ่งไปทั้งๆที่มีจุดอ่อนนั้น ด้วยความคาดหวังว่าจุดแข็งที่ตัวเองมีจะมากลบจุดอ่อนนั้นได้
แต่อนิจจา นั่นเป็นการคิดเอาเอง
.
.
มันอาจจะกลบเกลื่อนช่วยได้บ้างในระดับต้นๆ
แต่ในสายตาของพัฒนาการ
ตามไปดูได้เลย ตัวเบ้งๆขึ้นไป พวกเขามีจุดอ่อนน้อยมาก ยิ่งมือพระกาฬ
แทบไม่เห็นจุดอ่อนเลย
ค่าที่ว่าทันทีที่โผล่จุดอ่อนให้โค้ชเห็น
จะถูกจับตาและดึงออกมาวิเคราะห์ และเสริมการฝึกใน Sessions ที่จะทำหน้าที่อุดช่องโหว่เหล่านั้นทันที
ไม่มีการปล่อยไว้
ตัวผู้วิ่งก็ต้องทำตัวเอื้อให้โค้ชทำงานอย่างสะดวกด้วย
ที่ต้องมีบุคลิกที่พร้อมจะรับทุกการฝึกใดๆที่โค้ชดีไซน์ออกมา ไม่มีคำว่า
"ไม่ชอบ" ใดๆ
งานที่โค้ชจะกลั่นกรองออกมาจะประสานกับตัวเด็กที่นำไปปฏิบัติทันที
ไม่ใช่สั่งไปแต่ทำอิดออด ความสำเร็จย่อมไม่เกิด
.
มีการฝึกหลายอย่างที่อาจต้องเจือประสานความสามารถหลายอย่างเข้าด้วยกัน
ที่จะเอื้อให้นักกีฬายกระดับประสิทธิภาพโดยไม่รู้ตัว จากการทยอยเปิดการฝึกทีละอย่าง
โค้ชจะไม่ปล่อยให้เด็กของเขาฝึกตามใจ
แม้ผลงานซ้อมจะออกมาดีก็ตาม ถ้าไม่เป็นไปตามหลักการที่เขาดำริ
นักกีฬาที่วิ่งตามใจ
แม้ผลงานจะออกมาดีก็ตามนั่นคือ Sessions ที่เขาชอบ ทำได้ดี
และเป็นจุดแข็ง หาไม่ได้เลยที่นักกีฬาจะเลือก Sessions ที่เป็นจุดอ่อนของตัวเอง
แท้จริงเรากลับต้องการเพิ่มทักษะการฝึกที่เป็นจุดอ่อนนั้นต่างหาก
ด้วยว่า นี่เป็นการซ้อม ไม่ใช่เป็นการแข่ง
การแข่งเราจะเลือกถ้าสามารถเลือกได้ที่จะไม่เอาด้านมุมที่อ่อนกว่าเข้าปะทะ
แต่ไม่ใช่การซ้อม
โดยทั่วไปนักวิ่งตามใจตัวเอง(เช่นพวกเราที่ไม่มีโค้ชเกือบทุกคน)
จะแรงต้น เหี่ยวกลาง และห้อยปลายกันทุกคน
ที่ร้อยละร้อยไม่ได้รับการฝึก
NS
(Negative Splits) หรือวิ่งแบ่งนิเสธมาก่อน
ก็จะมีนิสัยเกลี่ยกำลังไม่เป็นอยู่เป็นนิจ วิ่งกี่ที ก็จะเหี่ยวท้ายทุกครั้งไป
โค้ชที่ตามีแวว
จะมองออก เขาไม่ปล่อยไว้ ด้วยว่ายิ่งโต ยิ่งนานวัน นักวิ่งยิ่งติดนิสัยวิ่งนั้น
และวันใดที่ลึกขึ้นมาเปลี่ยนพฤติกรรมวิ่งจะแก้ไขได้ยากมาก
นี่คือปัญหาของพวกเรา
.
บทเรียนวิ่งแบ่งนิเสธ
(วิ่งครึ่งหลังให้เร็วกว่าครึ่งแรก) ต้องเป็นบทเรียนแรกๆของทุก Beginners หาได้เป็นบทเรียน Advance ไม่
ที่ผู้เขียนไม่เห็นโค้ชท่านอื่นกล่าวเน้นกันเอาเลย
เมื่อฟอร์มบุคลิกวิ่งใดออกมาติดนิสัยแล้ว
ต่อไป นักวิ่งจะใช้นิสัยนั้นก่อสานการฝึกและได้รับผลลัพธ์นั้นโดยตรง
ฝึกเหี่ยวปลายมา
ก็จะเหี่ยวตลอดชีวิตวิ่ง
ฝึกออมแรงต้น
ปลายย่อมจะแรงอย่างนี้ตลอด ได้ผลลัพธ์เวลารวมที่น่าประทับใจ แม้มีเพียงเป้าหมายวิ่งเพื่อสุขภาพ
ก็จะได้ตามที่ปรารถนา
ทุกการละเลย
ปฏิเสธการฝึกแบ่งนิเสธในตอนต้นของชีวิตวิ่ง
คือบิลที่ต้องจ่ายแพงในการพัฒนาไม่ออกของเขาเมื่อมีพรรษาแล้ว ทุกคนไป
กว่าผลลัพธ์ของการละเลยปัญหาที่เป็นจุดอ่อน
บางครั้งบิลของมันมีมูลค่าสูงมากจนถึงขนาด "ไม่สามารถไปถึงได้"
เอาเลยทีเดียว
.
การฝึกชนิดก้าวหน้า
(Progressive
running) (เร็วที่ทยอยเพิ่มขึ้นทีละน้อยกับระยะทางที่ผ่านไป)
จึงต้องเป็นหน้าที่ของโค้ชทุกคนต้องกำกับเด็กของเขา
ผู้เขียนนึกภาพไม่ออกเลยว่า
การกำกับตัวเองให้วิ่ง Progressive
run จากผู้วิ่งที่ไม่มีโค้ช จะเป็นไปได้อย่างไร
ความแรงของการ
Perform
จะต้องถูกจัดอยู่ในช่วงกลางของการฝึกเป็นต้นไป
และในการแข่งขันก็เช่นกัน
แรงจนเข้าเส้นชัยด้วย โดยเอาการคูลดาวน์ไว้นอกการแข่งขัน
ใน
10-20 นาทีแรกของการฝึกทุกวัน
เด็กย่อมต้องถูกฝึกที่จะไม่อนุญาตให้ปล่อยแรงใดๆเป็นอันขาด
หากปล่อยไว้จะติดนิสัย
ออกตัวแข่งทีไร จะควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาจะทำการแข่งขันวันนั้นหลุดมือ
ไม่สามารถยึดกุมสถานการณ์แข่งขันได้อีกต่อไป
การควบคุมการเกลี่ยกำลังงาน
จึงเป็นเนื้อหัวใจของการฝึกวิ่งระยะไกลทุกคน
.
.
กฤตย์
ทองคง
28
เมษายน 2563
.
Khunmam
Mam
ครึ่งแรกออมแรง
ครึ่งหลังใส่ยับ ยังไม่สามารถวิ่งได้แบบสม่ำเสมอ ซะที ความทนทานยังฝึกน้อยไป
กฤตย์
ทองคง
Khunmam
Mam ระวัง แต่ละคนก็อกสองปล่อยตอนไหนไม่เหมือนกัน
ต้องศึกษาควาทเป็นตัวของเราให้ดี
หลายคนปูพื้นการแข่งขันมาดี
แต่เร่งก่อนเวลา มาชนกำแพงเอาโลที่ 40
เป็นที่รู้กันว่า
เมื่อเริ่ม "ลอย" แล้ว ยังปล่อยไม่ได้ ต้องคุมต่อ
แล้วจะต้องปลดปล่อยตรงไหน
จะรู้ได้ต้องลองตอนซ้อม
ไม่ใช่ในการซ้อมยาว
แต่ลองใน Session
ที่เป็น Race pace
กว่าจะถึงจุดที่พอดีของเราต้องผ่านประสบการณ์พักใหญ่
แล้วตรงตำแหน่งนั้นก็เป็นชั่วคราวด้วย
ตามความฟิตที่ขึ้นและตกลง
.
ณ.
โนคอร์
มีหลายคนใช้วิธีการคาดคะเนว่าตัวเองจะทำได้
โดยเฉพาะนักวิ่งสายคำนวณ จากเคยวิ่งมินิได้50นาที ถ้าวิ่งฮาล์ฟจะได้100นาที โดย×2 พอลงมาราธอนก็เอา×4 เท่ากับ200นาที
เห็นกลุ่มเขาวิ่งเร็วก็้ร็วตามโดยประเมินว่ากลุ่มนั้นอายุมากกว่าหรืออ่อนกว่า
หรืออ่านว่ารูปร่างอย่างนี้คงไม่เท่าไหร่ แต่ลืมประเมินตัวเอง
สุดท้ายตกม้าตายทุกราย พอได้ครึ่งทางผู้หญิงหน้าหวานวิ่งแซงไปหันมายิ้มให้ด้วย
พอได้3/4ของระยะทางโดนคุณลุงคถณปู่แซงอีกละ แล้วหันมาบอกเป็นไงไอ้หนูเอาน้ำไหม
เอาเจลไหม ตัวเองได้แต่เดินมองตามก้นตาปริบๆ ทั้งๆที่เขาก็ไม่ได้วิ่งเร็วสักเท่าไหร่
นี่แหละครับบทเรียนนักวิ่งสายดื้อ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา
เห็นมาหลายคนแล้วครับลุงกฤตย์
.
กฤตย์
ทองคง
Narong
Inkaew
เตือนไว้เสมอ
บัญญัติไตรยางค์ทางคณิตศาสตร์
ใช้กับการวิ่งไม่ได้เด็ดขาด
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.