ถ้ารักการวิ่งอย่าวิ่งอย่างลุ่มหลง
.
.
โดย
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
จากสังเกตก่อนโควิด
นักวิ่งผู้มีเป้าหมายพัฒนาฝีเท้ามักจะเจ็บบ่อย
เพราะความที่เพิ่มความเข้มข้นการฝึกมากไป บ่อยไป มีการแช่เย็น (Repeat) น้อยเกินไป เรือนร่างปรับตัวได้ไม่ทันใจที่ล่วงหน้าไปไกลแล้ว
การพัฒนาฝีเท้าวิ่งในระยะไกล
จึงต้องการใจที่อดทนต่อการรอคอยได้ ที่มิใช่ต้องรอคอยเฉยๆ โดยไม่ทำอะไร
แต่ผู้วิ่งยังต้องจ่ายเบี้ยประจำด้วยการฝึกรักษาความฟิตระดับนั้นมิให้จางคลายด้วยการฝึกรายวัน
หมั่นสังเกตปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบรับมาด้วยอาการเทียบเคียงกับการฝึกเก่าในความทรงจำว่าเป็นอย่างไร
ครั้งแล้วครั้งเล่านั่นเอง
กว่าที่ดอกผลจะสุกงอม
มันนาน อาจหายอยากไปเลยก็ได้ มีความคาดหวังว่าเวลาที่วิ่งได้ในระยะแข่งนั้นๆ
ควรจะดีกว่าเดิม
การวิ่งระยะไกลจึงเป็นกีฬาผู้ใหญ่ที่ต้องการความเหนียวแน่นของร่างกายและจิตใจที่มั่นคง
เด็กๆหรือผู้ที่ยังมีวุฒิภาวะน้อยควรจะเล่นกีฬาวิ่งเพื่อยกระดับจิตใจและความอดทนก็ตรงนี้เอง
ในบรรดากฏทองคำ
Golden
Rules (กฎที่ละเมิดไม่ได้)ที่สำคัญมากประการหนึ่งคือ กฎ 10%
ควรทำความรู้จักและนำเอามาใช้
ไม่ใช่การฝึกเท่าเดิมวันแล้ววันเล่า
แล้วฝีเท้าจะขึ้นมาให้ แต่เราต้องเพิ่มความเข้มข้นของการฝึกนั้น (Intensity of
training) ให้เหมาะสมด้วย
ความเหมาะสมคือการเพิ่มความเข้มข้นที่กำลังดี
ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป
ตัวความเข้มข้นนี้
แต่ละคนจะรับได้ไม่เท่ากัน โดยทั่วไปจะเพิ่มได้อย่างน่าจะปลอดภัยอยู่ที่ราวไม่เกิน
10% ต่อสัปดาห์ เช่นเคยวิ่งอยู่วันละ 10k ความเข้มข้นที่จะใส่เข้ามาคือ
10k + 10% = 11k เท่านั้นเอง
แต่พวกเราเกือบทั้งหมดเมื่ิอดำริจะเพิ่มการฝึก จะใส่เข้ามามากมายกว่า 11k ทั้งสิ้น
ไม่เพียงเท่านั้น
ความถี่ในความหนักก็ถูกใส่เข้่ามาอย่างน่าใจหาย
สิบเปอร์เซนต์พวกเราจะมองแค่ตัวการฝึกเท่านั้น แต่เรามักไม่มองไปที่การแข่งที่เราต้องนับเข้าไปด้วย
เช่นการไปแข่งกระชั้นชิดกัน เว้นห่างให้ฟื้นตัวไม่เพียงพอ
สิ่งนี้ธรรมชาติมันให้อาการที่ปรากฏ
เป็นสิ่งที่บอกกับเจ้าของเรือนร่างเสมอ แต่นักวิ่งมักเพิกเฉย และไม่สนใจ
แต่กลับไปจดจ่ออยู่กับความภาคภูมิใจในเหรียญสวย ในเสื้อตัวงาม
หรือสิ่งภายนอกที่เร้าใจ หาได้มองตัวเองลึกลงไปถึงในกล้ามเนื้อไม่ว่า
เราต้องการเวลาเยียวยาจากความชอกช้ำเพียงพอแล้วหรือยัง
เพื่อเล่นให้ได้ดีที่สุด
ในแต่ละสนาม ผู้วิ่งต้องจัดการมันด้วยอาวุธที่ชื่อว่า "ความสด" นั่นคือ
การทอดระยะห่างระหว่างแต่ละสนามให้พอเพียงกับการฟื้นตัว
แต่ผู้วิ่งกลับถูกบังคับด้วยเงื่อนไขการสมัครและหมายกำหนดเวลาล่วงหน้า
ที่ผู้วิ่งแต่ละคนมีความสามารถที่น้อยมากในการกะประมาณการฟื้นตัวทั้งนั้น
แต่มักหาตระหนักในตัวเองไม่ว่าตนเองสามารถไม่พอ
ทันทีที่เปิดรับสมัครวิ่งก็กรูกันเข้าไปอย่างไม่ยั้งคิดว่าตัวเองจะอยู่ในสภาพที่วิ่งได้หรือไม่ในยามนั้น
สมัครไว้ก่อน คิดมากเดี๋ยวไม่ทัน โดยการปิดการรับรู้ต่อเงื่อนไขตัวเองทุกชนิด
การไตร่ตรองว่า
แม้สมัครทันแล้ว ตัวเองจะดำรงผลงานได้ดีเหมาะสมกับเงินที่ละลายไปสมัครหรือไม่
ผลงานที่กระชั้นชิดเกินไป จะทำให้คุณชอกช้ำหรือบาดเจ็บ ที่ไม่ได้แค่จบที่ใจถึง
และไม่กลัวริ้วรอย ที่กร้านของนักรบแสนเท่ มากไปกว่า
ร่องรอยของความเรื้อรังที่ไม่ว่าจะแผนฝึกดีขนาดไหนในอนาคต
ก็ไม่มีทางทำให้วิ่งดีขึ้นมาเลย รวมทั้งอาจต้องเลิกวิ่งกลางคัน ไม่ตลอดอายุขัย !!!
ความข้อนี้
พวกเราไม่มีใครคิดมาถึงตรงนี้เลย จำกัดพื้นที่ไตร่ตรองอยู่แค่วันแข่งเท่านั้น
ใครที่เป็นเช่นนี้
มีเค้าลางว่าน่าจะเอาตัวไม่รอด อายุวิ่งที่น่ามีจำกัด
อีกหน่อยก็จะเลิกวิ่งไปเองเมื่อหายบ้า
ถ้าไม่สามารถวิ่งได้ตลอดอายุขัย
คุณความดีของการวิ่งที่จะออกผลต่อบุคคลมันจะเป็นจริงไปได้อย่างไร
ทำอย่างไรเราจะเข้าถึงผลดีของการวิ่งนั้น โดยไม่ผ่านการวิ่ง ???
แรกๆก็แค่แห้ว
นั่งดูพวกเขาวิ่งทรมานใจ และเพราะอดใจไม่ได้จึงออกมาทดสอบว่าหายแล้วหรือยัง
เกือบร้อยละร้อยมันยังไม่หายดี ก็ประมาณผิดกันหมด กลายเป็นทนเจ็บวิ่ง
แทนที่จะรู้ผลแล้วตอบสนองทันที แต่ทนวิ่ง มาจากใช้ลัทธิแก้นำร่อง
ที่เชิดชูภาวะจิตใจฮีโร่ ใช้คำพูดหรูๆทั้งนั้นปลุกใจ
-
บาดแผลนักรบบ้าง
-
อยู่ที่ใจบ้าง
-
กลัวไร?บ้าง
-
เรือต้องออกจากฝั่งบ้าง
แต่ละอย่างเป็นทางติดลบทั้งนั้นไม่ว่าจะเลือกเหตุผลอะไร
ต่อไปมันก็ผลักไสเข้าโหมดเรื้อรัง ควรจะหายไม่นาน
กลายเป็นหลายเดือนก็ไม่ยอมหายเสียที เพราะความที่ไม่ยอมหยุดจริงๆจังๆ
มันจึงไม่ยอมหายเพราะไม่ยอมหยุดใช้งานอวัยวะที่ชำรุด นานเข้าเบื่อหน่าย
ก็เลิกวิ่งไปเอง
ความไม่สามารถรักษาภาวะวิ่งได้ตลอดอายุขัย
เชื่อหรือไม่ว่า มาจาก
เพราะพวกเรารักและลุ่มหลงการวิ่งมากมายจนพ้นวิสัยควบคุมมันได้นั่นเอง
เช่นเดียวกับการที่พ่อแม่ตามใจซื้อมอไซค์ให้
เมื่อเด็กรบเร้า ทั้งๆที่ยังไม่ถึงวุฒิภาวะควบคุมตัวเองได้
จึงสูญเสียลูกไปทั้งๆที่ยังไม่ถึงวัยอันควร
เหล่านี้เป็นความผิดพลาดเหมือนแผ่นเสียงตกร่องพะเน้าพะนอลุ่มหลง
จากคนเป็นพ่อเป็นแม่รุ่นแล้วรุ่นเล่า
เราควรมองปรากฏการณ์นี้ให้ทะลุว่า
ความรักลูกเราต้องจัดการกับความรักนั้นเยี่ยงไร
และความรักการวิ่งเพื่อวิ่งได้ตลอดไปนั้น เราต้องจัดการมันในท่วงท่าอย่างไร
สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ทั้งสิ้น
อย่าวิ่งด้วยท่วงท่ารีบดื่มกินราวกับว่าถ้าช้าไปหน่อยจะอดกิน
อดวิ่ง มีเวลาวิ่งทั้งชีวิต ถ้ายังสมัครใจจะวิ่ง ว่าแต่ว่า อีก 5
ปียังต้องวิ่งอยู่ อีก 10 ปี เรายังต้องวิ่งได้ เราจะทำได้อย่างไร
หากเรายังวิ่งด้วยท่วงท่านี้ไม่เปลี่ยนแปลง
แม้วัยจะเปลี่ยน
สิ่งที่จะเปลี่ยนไปก็เพียงตัวเลขในบิบแสดงถึงกลุ่มวัยที่ต่างออกไปเท่านั้นเอง
แต่เราย่อมวิ่งได้แน่
จะได้ถ้วยติดอันดับก็ดี
หรือจะตกถ้วยก็ย่อมมีความเป็นไปได้ แต่จะเป็นไรไป
ก็เพราะคนอื่นเขาฝึกดีกว่าเรานั่นเอง ฝึกสายตาให้ Admire ผู้อื่นเสียบ้าง
อย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแบบเด็กๆ บอกแล้วไง
"การชนะนั้นดีแน่
แต่การพ่ายแพ้ก็มีประโยชน์และจำเป็น"
"The first
best is winning , but the second best is losing.
.
.
กฤตย์
ทองคง
3 พฤษภาคม 2563
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.