Sunday, May 3, 2020

ถ้ารักการวิ่งอย่าวิ่งอย่างลุ่มหลง

ถ้ารักการวิ่งอย่าวิ่งอย่างลุ่มหลง
.
.
โดย โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
จากสังเกตก่อนโควิด นักวิ่งผู้มีเป้าหมายพัฒนาฝีเท้ามักจะเจ็บบ่อย เพราะความที่เพิ่มความเข้มข้นการฝึกมากไป บ่อยไป มีการแช่เย็น (Repeat) น้อยเกินไป เรือนร่างปรับตัวได้ไม่ทันใจที่ล่วงหน้าไปไกลแล้ว

การพัฒนาฝีเท้าวิ่งในระยะไกล จึงต้องการใจที่อดทนต่อการรอคอยได้ ที่มิใช่ต้องรอคอยเฉยๆ โดยไม่ทำอะไร แต่ผู้วิ่งยังต้องจ่ายเบี้ยประจำด้วยการฝึกรักษาความฟิตระดับนั้นมิให้จางคลายด้วยการฝึกรายวัน หมั่นสังเกตปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบรับมาด้วยอาการเทียบเคียงกับการฝึกเก่าในความทรงจำว่าเป็นอย่างไร ครั้งแล้วครั้งเล่านั่นเอง

กว่าที่ดอกผลจะสุกงอม มันนาน อาจหายอยากไปเลยก็ได้ มีความคาดหวังว่าเวลาที่วิ่งได้ในระยะแข่งนั้นๆ ควรจะดีกว่าเดิม

การวิ่งระยะไกลจึงเป็นกีฬาผู้ใหญ่ที่ต้องการความเหนียวแน่นของร่างกายและจิตใจที่มั่นคง

เด็กๆหรือผู้ที่ยังมีวุฒิภาวะน้อยควรจะเล่นกีฬาวิ่งเพื่อยกระดับจิตใจและความอดทนก็ตรงนี้เอง

ในบรรดากฏทองคำ Golden Rules (กฎที่ละเมิดไม่ได้)ที่สำคัญมากประการหนึ่งคือ กฎ 10% ควรทำความรู้จักและนำเอามาใช้

ไม่ใช่การฝึกเท่าเดิมวันแล้ววันเล่า แล้วฝีเท้าจะขึ้นมาให้ แต่เราต้องเพิ่มความเข้มข้นของการฝึกนั้น (Intensity of training) ให้เหมาะสมด้วย

ความเหมาะสมคือการเพิ่มความเข้มข้นที่กำลังดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป

ตัวความเข้มข้นนี้ แต่ละคนจะรับได้ไม่เท่ากัน โดยทั่วไปจะเพิ่มได้อย่างน่าจะปลอดภัยอยู่ที่ราวไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์ เช่นเคยวิ่งอยู่วันละ 10k ความเข้มข้นที่จะใส่เข้ามาคือ 10k + 10% = 11k เท่านั้นเอง แต่พวกเราเกือบทั้งหมดเมื่ิอดำริจะเพิ่มการฝึก จะใส่เข้ามามากมายกว่า 11k ทั้งสิ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ความถี่ในความหนักก็ถูกใส่เข้่ามาอย่างน่าใจหาย สิบเปอร์เซนต์พวกเราจะมองแค่ตัวการฝึกเท่านั้น แต่เรามักไม่มองไปที่การแข่งที่เราต้องนับเข้าไปด้วย เช่นการไปแข่งกระชั้นชิดกัน เว้นห่างให้ฟื้นตัวไม่เพียงพอ

สิ่งนี้ธรรมชาติมันให้อาการที่ปรากฏ เป็นสิ่งที่บอกกับเจ้าของเรือนร่างเสมอ แต่นักวิ่งมักเพิกเฉย และไม่สนใจ แต่กลับไปจดจ่ออยู่กับความภาคภูมิใจในเหรียญสวย ในเสื้อตัวงาม หรือสิ่งภายนอกที่เร้าใจ หาได้มองตัวเองลึกลงไปถึงในกล้ามเนื้อไม่ว่า เราต้องการเวลาเยียวยาจากความชอกช้ำเพียงพอแล้วหรือยัง

เพื่อเล่นให้ได้ดีที่สุด ในแต่ละสนาม ผู้วิ่งต้องจัดการมันด้วยอาวุธที่ชื่อว่า "ความสด" นั่นคือ การทอดระยะห่างระหว่างแต่ละสนามให้พอเพียงกับการฟื้นตัว แต่ผู้วิ่งกลับถูกบังคับด้วยเงื่อนไขการสมัครและหมายกำหนดเวลาล่วงหน้า

ที่ผู้วิ่งแต่ละคนมีความสามารถที่น้อยมากในการกะประมาณการฟื้นตัวทั้งนั้น แต่มักหาตระหนักในตัวเองไม่ว่าตนเองสามารถไม่พอ

ทันทีที่เปิดรับสมัครวิ่งก็กรูกันเข้าไปอย่างไม่ยั้งคิดว่าตัวเองจะอยู่ในสภาพที่วิ่งได้หรือไม่ในยามนั้น สมัครไว้ก่อน คิดมากเดี๋ยวไม่ทัน โดยการปิดการรับรู้ต่อเงื่อนไขตัวเองทุกชนิด

การไตร่ตรองว่า แม้สมัครทันแล้ว ตัวเองจะดำรงผลงานได้ดีเหมาะสมกับเงินที่ละลายไปสมัครหรือไม่ ผลงานที่กระชั้นชิดเกินไป จะทำให้คุณชอกช้ำหรือบาดเจ็บ ที่ไม่ได้แค่จบที่ใจถึง และไม่กลัวริ้วรอย ที่กร้านของนักรบแสนเท่ มากไปกว่า ร่องรอยของความเรื้อรังที่ไม่ว่าจะแผนฝึกดีขนาดไหนในอนาคต ก็ไม่มีทางทำให้วิ่งดีขึ้นมาเลย รวมทั้งอาจต้องเลิกวิ่งกลางคัน ไม่ตลอดอายุขัย !!!

ความข้อนี้ พวกเราไม่มีใครคิดมาถึงตรงนี้เลย จำกัดพื้นที่ไตร่ตรองอยู่แค่วันแข่งเท่านั้น

ใครที่เป็นเช่นนี้ มีเค้าลางว่าน่าจะเอาตัวไม่รอด อายุวิ่งที่น่ามีจำกัด อีกหน่อยก็จะเลิกวิ่งไปเองเมื่อหายบ้า

ถ้าไม่สามารถวิ่งได้ตลอดอายุขัย คุณความดีของการวิ่งที่จะออกผลต่อบุคคลมันจะเป็นจริงไปได้อย่างไร ทำอย่างไรเราจะเข้าถึงผลดีของการวิ่งนั้น โดยไม่ผ่านการวิ่ง ???

แรกๆก็แค่แห้ว นั่งดูพวกเขาวิ่งทรมานใจ และเพราะอดใจไม่ได้จึงออกมาทดสอบว่าหายแล้วหรือยัง เกือบร้อยละร้อยมันยังไม่หายดี ก็ประมาณผิดกันหมด กลายเป็นทนเจ็บวิ่ง แทนที่จะรู้ผลแล้วตอบสนองทันที แต่ทนวิ่ง มาจากใช้ลัทธิแก้นำร่อง ที่เชิดชูภาวะจิตใจฮีโร่ ใช้คำพูดหรูๆทั้งนั้นปลุกใจ

- บาดแผลนักรบบ้าง
- อยู่ที่ใจบ้าง
- กลัวไร?บ้าง
- เรือต้องออกจากฝั่งบ้าง

แต่ละอย่างเป็นทางติดลบทั้งนั้นไม่ว่าจะเลือกเหตุผลอะไร ต่อไปมันก็ผลักไสเข้าโหมดเรื้อรัง ควรจะหายไม่นาน กลายเป็นหลายเดือนก็ไม่ยอมหายเสียที เพราะความที่ไม่ยอมหยุดจริงๆจังๆ มันจึงไม่ยอมหายเพราะไม่ยอมหยุดใช้งานอวัยวะที่ชำรุด นานเข้าเบื่อหน่าย ก็เลิกวิ่งไปเอง

ความไม่สามารถรักษาภาวะวิ่งได้ตลอดอายุขัย เชื่อหรือไม่ว่า มาจาก เพราะพวกเรารักและลุ่มหลงการวิ่งมากมายจนพ้นวิสัยควบคุมมันได้นั่นเอง

เช่นเดียวกับการที่พ่อแม่ตามใจซื้อมอไซค์ให้ เมื่อเด็กรบเร้า ทั้งๆที่ยังไม่ถึงวุฒิภาวะควบคุมตัวเองได้ จึงสูญเสียลูกไปทั้งๆที่ยังไม่ถึงวัยอันควร

เหล่านี้เป็นความผิดพลาดเหมือนแผ่นเสียงตกร่องพะเน้าพะนอลุ่มหลง จากคนเป็นพ่อเป็นแม่รุ่นแล้วรุ่นเล่า

เราควรมองปรากฏการณ์นี้ให้ทะลุว่า
ความรักลูกเราต้องจัดการกับความรักนั้นเยี่ยงไร และความรักการวิ่งเพื่อวิ่งได้ตลอดไปนั้น เราต้องจัดการมันในท่วงท่าอย่างไร สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ทั้งสิ้น

อย่าวิ่งด้วยท่วงท่ารีบดื่มกินราวกับว่าถ้าช้าไปหน่อยจะอดกิน อดวิ่ง มีเวลาวิ่งทั้งชีวิต ถ้ายังสมัครใจจะวิ่ง ว่าแต่ว่า อีก 5 ปียังต้องวิ่งอยู่ อีก 10 ปี เรายังต้องวิ่งได้ เราจะทำได้อย่างไร หากเรายังวิ่งด้วยท่วงท่านี้ไม่เปลี่ยนแปลง

แม้วัยจะเปลี่ยน สิ่งที่จะเปลี่ยนไปก็เพียงตัวเลขในบิบแสดงถึงกลุ่มวัยที่ต่างออกไปเท่านั้นเอง แต่เราย่อมวิ่งได้แน่

จะได้ถ้วยติดอันดับก็ดี หรือจะตกถ้วยก็ย่อมมีความเป็นไปได้ แต่จะเป็นไรไป ก็เพราะคนอื่นเขาฝึกดีกว่าเรานั่นเอง ฝึกสายตาให้ Admire ผู้อื่นเสียบ้าง อย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแบบเด็กๆ บอกแล้วไง

"การชนะนั้นดีแน่ แต่การพ่ายแพ้ก็มีประโยชน์และจำเป็น"

"The first best is winning , but the second best is losing.
.
.
กฤตย์ ทองคง

3 พฤษภาคม 2563

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.