การมีโค้ชจำเป็นอย่างยิ่งต่อการวิ่งให้สำเร็จและปลอดภัย
การฝึกวิ่งเพื่อพัฒนามีโค้ชนั่นย่อมดีที่สุด แต่ในโลกแห่งความป็นจริง มักไม่เป็นอย่างที่เราคาดหมาย หาโค้ชไม่ได้ การฝึกเอง ก็กลายเป็นสิ่งจำเป็น
ตัวอุปสรรคจากผู้วิ่ง อาจไม่เป็นเพียงตัวความรู้ฝึกอะไรเท่านั้น แต่ยังมีความสัมพันธ์รหว่างความรู้ต่างๆ สัดส่วนระหว่าง Sessions ตลอดทั้งลำดับขั้นตอนก่อนหลัง ก็พบว่ามีความสำคัญด้วย
นักวิ่งทุกวันนี้ ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ความรู้เหล่านั้น รู้เป็นชิ้นๆ เป็นท่อนๆ แยกออกจากกัน แล้วกลับมองไม่เห็นว่าแต่ละตัวมันต้องสัมพันธ์กันจนเกื้อหนุนให้ผู้วิ่งสำเร็จได้อย่างไร วิเคราะห์เก่ง แต่อ่อนสังเคราะห์
จำเดิม โลกไม่มีความรู้ตรงนี้ชัดเจน แต่เมื่อมีกีฬาวิ่ง มนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงวิ่ง แต่ปรารถนาวิ่งให้เร็วขึ้น วิ่งเร็วจนแซงผู้อื่น วิ่งให้เร็วขึ้นไปอีก
ความรู้วิ่งที่มีแต่เดิม จึงเป็นเครื่องมือที่ไม่พอเพียงอีกต่อไปแล้ว
ชิ้นส่วนที่ประกอบเข้ามาเป็นตัวความรู้ก็ต้องมากขึ้น รวมความว่าเป็น "การบริหารการฝึก" การจัดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยช่วยวิ่งต่างๆให้อยู่ในเหลี่ยมมุมที่มันควรจะอยู่ เมื่อใดต้องเน้น เมื่อใดต้องแผ่ว เพื่อให้เราฝึกได้ มีพัฒนาจริง ไม่เจ็บ
นักวิ่งที่ปราศจากโค้ชดูแลการฝึก ถ้าต้องการพัฒนา ไม่ใช่แค่วิ่งเพื่อประเทืองสุขภาพ ต้องตามมารู้ด้วยตัวเอง
แต่นั่นแหละ ตัวการฝึกตัวเองกับการฝึกผู้อื่น มันย่อมมีมิติที่แตกต่างกัน บางมุมเราจะชัดเจน เพราะความที่เราเป็นเรา ไม่มีใครแจ่มแจ้งส่วนนี้ไปกว่าตัวเราเอง แต่บางมุมก็ยากต่อการส่องกระจก มันอยู่ข้างหลัง มองไม่เห็น
ทรัพยากรที่เป็นต้นทุนของเรือนร่างเรามีจำกัด บางส่วนเป็นองคาพยพมีหน้าที่สร้างความเร็ว ผลักตัวเองให้ไปข้างหน้า และบางส่วนทำหน้าที่พลาธิการ ปกป้องมิให้ตนเองได้รับแรงบีบเค้นมากจนบาดเจ็บ
รายที่วิ่งเก่ง คือผู้ที่มี ประสิทธิภาพสิ่งแรกสูงยิ่ง แต่หากผู้นั้นมีประสิทธิภาพอย่างที่สองต่ำ ไม่พัฒนาสมดุลกัน เขาก็จะเจ็บง่าย
การวิ่งเร็วและการบาดเจ็บยากหรือง่าย อาจอยู่หรือไม่อยู่ด้วยกันในเรือนร่างเดียวกันก็ได้
เราปรารถนาที่จะให้มันอยู่ด้วยกันสูงยิ่งทั้งคู่ เราก็ต้องฝึกมันทั้งสองอย่าง หลายรูปธรรมฝึก Drills ต่างๆ ก็เพื่อพัฒนาส่วนนั้นๆให้เหนียวขึ้น ให้เจ็บยากขึ้น ทั้งช่วยให้เราวิ่งทั้งเร็วขึ้น ทั้งปกป้องให้เราเจ็บยากขึ้น
ความบาดเจ็บจากวิ่ง มีความหมายเท่ากับทำให้ผู้วิ่งขาดซ้อมนั่นเอง ค่าที่ว่า เมื่อเจ็บแล้ว มันก็ต้องขาดการซ้อมที่กำลังต่อเนื่อง กำบังพัฒนาแต่กลับชะงัก มันก็ออกผลคล้ายๆกับกันอ่อนซ้อมนั่นเอง
ในแง่นี้ คนที่โหมซ้อมมาก,บ่อย,เยอะ,แรงอย่างไม่ดูตัวเองว่าเราเหนียวแน่นขนาดไหนควรสังวรให้มาก อย่าเพียงเห็นอะไรเขาว่าดี ก็จับยัดเข้าไปฝึกในตารางหมด สิ่งที่ยัดเข้ามา บ้างก็พัฒนาได้จริง บ้างก็มากเกินไป บ้างก็น้อยเกินไป ไม่สมดุลกับจุดที่ตัวเองอ่อน ถึงเร็วไปเพราะแก่ขอด ก็เท่านั้น เพราะเร็วไปก็จะไปปลายทางที่เจ็บ
กำลังจะบอกว่า สัดส่วนการพัฒนา ฝึกอะไรย่อมต้องดูให้รอบ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็วิ่งขอด เน้นความเร็วกันเหลือเกิน ไอ้ที่ไม่ใช่ขอดก็ไม่ช้าอีก รวมความว่าสัดส่วนฝึกเร็วมีมากเกินไป จนล้นเกิน
ค่ามันจึงเท่ากับการขาดซ้อมใน Function ที่เราต้องพัฒนา แต่กลับไม่ได้แตะต้องมันเลย เพราะขาดคนมองภาพรวม ขาดโค้ช ที่มองเข้ามาจากภายนอก
ใครที่รักพัฒนาวิ่ง อยากวิ่งให้เร็ว อยากได้อันดับ ให้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า "สัดส่วนการวิ่งของเธอมีการวิ่งเร็วมากเกินไป" ผมรู้ได้อย่างไร
รู้ได้จากจากประสบการณ์ผู้เขียนเห็นคลี่คลายออกมาเป็นเช่นนี้ 99 ใน100 ราย
มีมิติมุมพินิจฝึกตัวเอง จดจ่ออยู่กับส่วนที่ทำความเร็วมากมายอย่างท่วมท้น แต่กลับละเลยส่วนพลาธิการที่ให้ความแข็งเหนียว ที่ให้ความแข็งแกร่งรองรับแรงบีบเค้นที่ถาโถมเข้ามา
แต่ถ้าเธอมีโค้ชคุณภาพ จะไม่เป็นอย่างนี้ เขาจะมองทั้งสองทาง และเพราะอย่างนี้เอง โค้ชและนักวิ่ง จึงสังเคราะห์แผนฝึกออกมาไม่เหมือนกัน
นักวิ่งมักคลางแคลงคำสั่งของโค้ชที่กำหนดให้ฝึก อะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นว่าสิ่งนั้นมันจะทำให้เราวิ่งเร็วเลย ฝึกไปทำไม ?
ถ้าผู้วิ่งฝึกเอง ตัวเองก็ต้องกำกับตัวเอง เท่าที่เห็นมาก็จะพัฒนาช้ามาก เพราะกว่าที่จะลงมือทำ ก็ต้องเห็นผลลัพธ์ ที่วิ่งสู้เขาไม่ได้เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยดำริว่าเป็นเพราะอะไร เราอ่อนตรงไหน บางคนมองไม่ออก ติดอยู่ตรงนั้น เขียนแผนฝึกไม่ออก ก็แห้วไป
รายที่หลุดออกมาได้ สังเคราะห์แผนฝึกได้จริง ก็อาจมาเผชิญหน้ากับปริมาณฝึกที่อาจมากหรือน้อยเกินไปอีก กว่าจะเห็นผลเบ็ดเสร็จ ก็เป็นแรมปี เป็นสิบปียังเคยเห็น กว่าจะรู้รอบ ตัวเองก็แก่เกินแกง เอาไปปรุงอะไรไม่ได้แระ
เมื่อไม่มีโค้ช ก็มักไม่เห็นความสำคัญของ Drills และกายบริหารต่างๆ วิ่งอย่างเดียว อะไรพวกนี้ไม่มีเลย แต่ก็พอผ่านมาได้อยู่ หมายใจว่า วิ่งอย่างให้มันพัฒนาไปเอง จากการถูกกระตุ้นจากการใช้งานจริง
มันก็ได้อยู่นะ แต่ช้ามาก กว่าที่เรือนร่าจะ "เข้าฝัก" อาจจะต้องโขยกอยู่เป็นปี ในเงื่อนไขที่เห็นๆอยู่ จะปะปนกันทั้งฝึกสลับแข่ง ทั้งระยะมินิสลับมาราธอน ทั้งเทรลสลับทั้งอัลตร้ามั่วตั้วไปหมด เป็นนกมีหูหนูมีปีก เอาดีอะไรไม่เก่งสักอย่าง
จึงมีการ Coaching ตัวเองจนสำเร็จให้ประจักษ์น้อยมาก กว่าพรรษากับการรับรู้และประสบการณ์ที่คร่ำหวอดจะแสดงผล ตัวเองก็ไปรุ่น ซีเนียร์แล้ว
นักวิ่งผู้รักการพัฒนา ควรดำริ ตัดสินใจให้แน่นอน กำหนดให้ชัด และเตรียมปัจจัยพร้อมจ่าย ทั้งในรูปความตั้งใจมั่นจริง ทั้งในรูปอุทิศเวลา ทั้งในรูปเงินตรา
อย่าคาดหวังแบบเดิมๆเป็นอันขาด ขอแผนฝึกมาดู ถ้าดีก็ฝึก(คิดเอง) ถ้าโหดจัด(คิดเอง) ก็เว้น
และถ้าไม่จ่ายเงิน ก็คงไม่ได้แล้ว
ค่าที่ว่าทุกองคาพยพสังคม ขยับพื้นที่เข้าสู่สังคมแลกเปลี่ยนซื้อขายสิ้นแล้ว จะให้ยกเว้นไว้เรื่องเดียว ขอแผนฝึกฟรีกระนั้นรึ ?
พวกเขาเรียนมา ความเป็นวิชาชีพมันมี ความหิวก็คุกคามโค้ชเหมือนกัน จะให้แผนฝึกฟรีๆ พอโค้ชหิวขึ้นมา จะกินอะไรล่ะ
สุดท้ายสังคมวิ่งก็ต้องเรียนรู้ที่จะรับและปฏิเสธด้วย ปฏิเสธที่จะเลือกไม่ deal ให้กับบางคน เช่นเดียวกับผู้ฝึกที่เลือกจะให้ความเชื่อถือศรัทธากับโค้ชบางคนเช่นกัน
สิ่งนี้เป็นบรรทัดฐานวิ่ง(ไม่ใหม่)ที่ต้องทำให้เกิดขึ้นและขับเคลื่อนประชาคมวิ่งไปในทศวรรษข้างหน้าอย่างมีพลัง
.
.
กฤตย์ ทองคง
11 กรกฎาคม 2563
.
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.