เส้นแดงที่ต้องถูกขีดขึ้น
.
.
โดย
กฤตย์ ทองคง
.
.
เมื่อชีวิตที่ลิ้มรสการวิ่งเป็นครั้งแรก(เริ่มติดวิ่ง) จะตื่นเต้นกับโลกใบใหม่ มีความกระตือรือร้นที่จะวิ่ง อยากลิ้มลองไปทุกๆอย่างที่ผ่านเข้ามาตรงหน้า
ด้วยความใส่ใจในทุกกิจวัตรฝึก ทุกเมื่อเชื่อวันไม่แหนงหน่าย ฝีเท้าย่อมดีขึ้นจากความตั้งใจทุ่มเท สถิติตัวเลขที่ได้รับดีวันดีคืน ยังผลให้ตัวเองคิดว่าที่ผ่านมาเลือกทางไม่ผิด
วันดีคืนดี แจ้งเกิดติดอันดับ ยิ่งดีใจตาแหกกับความลิงโลด ที่บ้าวิ่งอยู่แล้วก็เป็นหนักขึ้น แสดงว่าที่ฝึกวิ่งอยู่มาถูกทาง มิเช่นนั้นคงไม่มีวันนี้ (ไม่แน่เสมอไป)
ถ้าจะว่าไป ก็ถูกเพียงส่วนเดียว แต่อีกตั้งหลายส่วน ไม่ได้เป็นอย่างที่เราจะควบคุม แต่เราใส่ใจเฉพาะเหตุผลที่ทวีอัตตาตัวเอง
แท้จริง "ตัวไม่มา" สนามจัดแข่งชนกัน วันนั้นมีสนามจัดวิ่งมากกว่าตัวแชมป์พร้อมที่มีอยู่ เลยแจ้งเกิด
จากการโหมซ้อมต่อมา ก็ได้อันดับเป็นระยะๆ แรกๆอาจห่างหน่อย ต่อมาชักถี่ ยังความปลาบปลื้มยิ่งนัก
ชักหลงทาง ใช้ความพยายามทุกอย่างที่มี อุทิศทุ่มเทกับการฝึก ทั้งแรงทั้งมากทั้งเร็วทั้งบ่อย พักฟื้นไม่พอ จนความบาดเจ็บขอพื้นที่ร่วมด้วย
แต่หาเข็ดหลาบไม่ ด้วยวาทะกรรมปลอบใจจากสหายวิ่ง จากสื่อโซเชี่ยลว่า "มันเป็นบาดแผลของนักรบที่กำลังพยายามออกจาก Comfort zone ย่อมต้องมีเป็นธรรมดา หาได้พินิจว่าเป็นเพราะความประมาทเลิ่นเล่อของตัวเอง ละเมิดกฎวิทยาศาสตร์การกีฬา มีบ้างที่ไม่รู้ ไร้เดียงสา มีบ้างก็รู้ แต่อดใจไม่ได้
แต่เพราะผลลัพธ์มันไม่ได้โชคร้ายทุกครั้ง แทนที่จะเข้าใจไปว่า มันเป็นกระบวนการสะสม อย่าลักไก่บ่อย จึงกำเริบ ทำอยู่เรื่อยๆ ไม่เห็นโลงไม่หลั่งน้ำตา
การทุ่มเทยังมีต่อไป Cost ของมันเริ่มสูงขึ้น เมื่อนับทุกเม็ดของ Cost ไม่ใช่นับเพียงตัวเงินเท่านั้น แต่สุขภาพ แต่เวลาที่จะเอาไปสร้างสรรค์สิ่งอื่นๆ แต่ครอบครัวการงาน มิได้ถูกนับรวมเข้าไปด้วย
ตัวการวิ่ง ณ ชั่วโมงนี้ ยังไม่ได้มีสถานะ หมายความว่ามันทำให้เป็นเศรษฐีได้เฉพาะนักวิ่ง A+ แต่ชั้นรองลงมา ยังไม่พอใช้ในครอบครัว
A+ อาจเศรษฐีเลย(คิบโชเก้)
A - พออยู่ได้ แต่ก็น้อยมากอยู่ดี ต้องใช้ความพยายามหนักเกินไป
ไม่มีพื้นที่ให้พวก B อยู่ได้ในโลกซื้อขายแลกเปลี่ยนทุนนิยม
นี่ไม่ต้องนับพวก C แค่ได้ถ้วยบ้าง ตกบ้าง ได้ไปก็แค่เอาไปวางไว้ปลอบใจความเหนื่อยที่ผ่านมา แต่เม็ดเงินมองไม่เห็น ถ้วยรางวัลที่รับเอาไปแลกข้าวไม่ได้
ตัว A ในไทย พอออกสนามสากล กลายเป็น B ไปทันทีเอาเลย ไม่มีกระทั่งพื้นที่ออกสื่อ ความประการนี้สมควรทำความประจักษ์ในหมู่คนรักความเร็วอย่างยิ่ง
ทำให้เราได้เฉพาะความภาคภูมิใจส่วนตน ที่ได้โลดแล่นเท่านั้นเองจริงๆ
ในท่ามกลางเงื่อนไขความภาคภูมินี้ เราควรจะอุทิศทุ่มเทต้นทุนที่มีสักเท่าไรจึงจะ อั้น Cost ที่ลงไป ไม่ควรมากกว่านี้
หลายคนเอาแต่วิ่งๆ ไม่ได้พินิจเส้นแดง จึงยังผลให้ควมคุม Cost ไม่ได้ ยิ่งวิ่งยิ่งขาดทุน เสียไปมากกว่าได้มา ดำเนินไปอย่างไม่รู้ตัว
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินไปอย่างมีลิมิตขั้นต่ำให้ไว้ เพียงแค่นี้แค่นั้น ต่อ Cost ที่ลงไป แต่วิ่งไปแบบไม่คิด ขอให้ติดอันดับเป็นใช้ได้ นอกนั้นไม่เคยคิดเลย เมื่อไม่กำหนดเส้นแดง Cost จริงจึงสิ้นมากเกินเหมาะสมไป
กว่าจะทันรู้ตัว มันลงลึกไปมากแล้ว การกลับลำ เข้าสู่โหมดเหมาะสมทำไม่สำเร็จ กลายเป็น "เลิกวิ่ง" เอาเลย ตามรุ่นพี่ก่อนหน้า
นั่นเป็นสิ่งที่แสดงว่า Cost มันสูง สุดประมาณ ไม่มีความเสียหายกับนักวิ่งใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่า ทำชีวิตวิ่ง "ตกแตก" ที่น่าเสียดายยิ่งนัก
มองให้เป็นจริง พวกเราเกือบทั้งหมด ไม่ใช่ทั้งคนสิ้นไร้สามารถ และหรือฐานะใดๆ เราไปไม่ถึง Top แต่เราก็ไม่ได้บ๊วย ไม่ท้่ายสุด แต่โลกของการวิ่ง ไม่เอื้อความสำเร็จขนาดกลาง เฉพาะคน Top เท่่านั้น
เราจึงควรกำหนดขีดเส้นแดง Cost สูงสุดที่เราเองอั้นจ่ายได้ แค่ไหนด้วยตัวเอง
เป็น Max Cost ที่เรียกร้องจากตัวเรา และใดที่มาก
กว่านี้ เราจะเพิกเฉยกับมัน
สิ่งนี้ควรดำริไตร่ตรองกันให้มากกับนักวิ่งในไทย โดยเฉพาะแนวหน้า เพราะค่อนข้างจะชัดเจนว่า ถ้าเรา Top ไม่จริง ไม่มีพื้นที่ให้ยืน
อย่่างไรเสีย เราต้องมีชีวิตครบแง่มุม ไม่ใช่ชีวิตที่เน้นเพียงแง่มุมหนึ่งมุมใด หรือมีชีวิตที่แหว่งโหว่ ต้องมีงานทำ (ต้องมีแรงทำงานให้กับคนจ่ายเงินเรา) เราต้องมีสุขภาพเรือนกายที่เป็นต้นทุนที่ควรหวงแหน เป็นเพื่อนไปด้วยกันตลอดชีวิต ใดๆอาจผิดเพี้ยนหลุดมือไป แต่สุขภาพที่ดี ยังควรต้องอยู่กับเราตลอดไป
ควรดีไซน์เส้นแดงตรงนี้ด้วยตัวของตัวเอง เมื่อเส้นถูกขีดขึ้น สติสตางค์จะถูกเรียกกลับคืนมา การประเมินคุณภาพใหม่อีกครั้งจะต้องถูกคำนวนความเหมาะสมกันใหม่
"เฮ้ย...ที่ผ่านมา มันมากไปแล้ว"
ประโยคนี้ไม่มีใครสามารถบอกใครได้ นอกจากตัวเองต้องเตือนตัวเอง ถ้าตัวเองเตือนตัวเองไม่ได้แล้วละก็ เหลือแต่ "วิบัติ"เท่านั้น
หรือถ้าจะเลือกอีกปลายด้านหนึ่ง เลือกเตลิดต่อไปให้สุดทาง ทะลุออกไปให้ได้ แบบที่ยูกิ และโอซาโกะ ทะลวงออกไปเป็นแบบอย่าง ถ้าเขาทำได้ ทำไมเราจะทำบ้างไม่ได้
สิ่งนี้ถูกเพียงตรรกะ เท่านั้น แต่ชีวิตจริงเราทำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะแรงเพียรเราไม่พอ แต่เป็นอดีตต่างหากที่เราย้อนกลับไม่ได้ เราจะเอาไมล์เลจสะสมที่ปูพื้นฐานความเหนียวแน่นแบบนั้นมาจากไหนกัน ถ้าเราไม่ได้วิ่งมาตั้งแต่ยังเล็กแบบพวกเขา ส่วนใหญ่เราวิ่งกันเมื่อเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว บางรายหงอกแล้วด้วยซ้ำ แม่เราไม่ได้เลี้ยงเรามาแบบแม่ยูกิ
ทั้งสองวิ่งมาตั้งแต่ยังไม่ Puberty เลย เป็นแค่ Office runners แต่ในนาม แต่โดยเนื้อหา พวกเขาถูกสร้างให้เป็น "มือพระกาฬ" มาตั้งแต่ต้น หาใช่เป็น Office runners แบบที่คนไทยคิด
การวิ่งมันเป็นพฤติกรรมที่ดีเกินไปที่เราจะเห่อนิยมเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต มันไม่เหมือนกับแฟชั่นนิยมแต่งกายกันเทรนด์หนึ่งเทรนด์ใดแล้วจางออกไป หรือเกมส์ที่เราเล่นกันพักหนึ่ง พอพ้นช่วง ก็เลิกไปเอง
แต่การวิ่งมันดี มันมีค่าเพียงพอที่เราจะอุทิศเวลาและต้นทุนใส่ใจควบคุมมันให้ได้ตลอดทั้งชีวิต
ลงว่าถ้าการวิ่งมันดีจริงๆอย่างที่พวกเราได้ยินมาแล้วละก็ เราก็ต้องทำมันให้ได้ตลอดอายุขัย
ความบาดเจ็บที่มีได้ ก็ต้องหายได้(สนิท) ถ้าอายุเรากำหนดให้มีชะตากรรมไว้เท่าไร เราก็ต้องวิ่งให้เท่านั้น มี 80 ก็ต้อง 80 ถ้า 90 ก็ต้อง 90 ไม่มีติดเตียง ไม่อนุญาตติดบ้าน มีแต่ติดบิบ แค่นี้น่าจะทำกันได้
ย้ำว่าไม่มีตำราวิ่งเล่มไหน ที่ระบุว่า เพื่อเป้าหมายนี้ ต้องวิ่งเร็วไม่น้อยกว่ากำหนดใดๆเลย จะมีก็แต่เตือนปรามด้วยซ้ำว่า ให้ไปอย่างช้าๆตามอาการเท่านั้นด้วยซ้ำ
จึงขอจารคำเตือนเหล่านี้ไว้ให้ปรากฏ
เส้นแดงต้องถูกขีดขึ้นเดี๋ยวนี้
.
.
กฤตย์ ทองคง
10 กรกฎาคม 2563
.
เงินนั้นมีกันทุกคนแหละ
มากน้อยแตกต่างกันไป
ว่าแต่ว่าใครสมัครใจที่จะจ่ายไปกับอะไรเท่านั้นเอง
รายที่อั้นไม่จ่าย ไม่ใช่แปลว่าเขาไม่มีเงิน แต่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายไป เขาเห็นว่า ไม่ deal เท่านั้นเอง
เช่นเศรษฐี สมัครใจใช้รถธรรมดา ไม่ใช้รถราคาแพง ไม่ใช่เขาไม่มีเงิน แต่เขาเห็นว่าจำนวนเงินที่ต้อง Extra เรื่องรถออกไปนี้ เหมาะควรที่จะนำไปใช้กับอย่างอื่นดีกว่า
การวิ่งก็เช่นกัน ต้นทุนการวิ่งหากเปล่าเปลืองในแง่มุมหนทางไปสู่วิ่งไม่ใช่แค่เงินตรา แต่การตั้งใจฟาดฟันกับมันมากเกินไป จนกินพื้นที่ทั้งเวลาและต้นทุนอื่นๆที่เพิ่มขึ้น เช่น Injury risk มันคือ Cost ที่ผมเรียกนั่นเอง
รวมเรียกว่ามันมีขีดจำกัดที่เราจะจ่ายหรือไม่ ต่ำกว่านี้โอเค เกินกว่านี้ โนเค
ตรงนี้แหละที่ผมเรียกมันว่า "เส้นแดง"
ที่ผมเห็นว่าที่ผ่านมา นักวิ่งมักวิ่งไปแบบไม่ยั้งคิด ไม่มีเส้นแดง จึงกลายเป็นเสียดทานและเปล่าเปลืองมากเกินไป
เราต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงๆจังๆเสียที
.
ไม่ผิด...แม้จะอยากวิ่งเพื่อ Ego ก็ตาม แต่ควรดำเนินไปอย่างรู้ตัว
ความรู้เท่าทันตัวเอง ยังไง ถ้าจะหลงทางก็ไม่ลุ่มหลงไปมากนัก สามารถสาวกลับมาที่เดิมได้ไม่ยาก
แต่ที่อันตรายก็คือ ถ้าเป็นไปแบบไม่รู้ตัว มันจะง่ายไปทางลุ่มหลง
.
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.