Thursday, December 17, 2020

การวิ่ง : เครื่องมือชั้นดีที่ช่วยให้เรามองตัวเองและโลกตามความเป็นจริง

 

การวิ่ง : เครื่องมือชั้นดีที่ช่วยให้เรามองตัวเองและโลกตามความเป็นจริง

.

(อยู่ในชุด Symphony  ที่หากไม่ใช่คนชอบคิดไตร่ตรองหรือเป็นคนที่ทนอ่านอะไรยาวๆไม่ได้  อย่าอ่านต่อ เพราะจะไม่รู้เรื่อง และเสียเวลา)

.

.

โดย   กฤตย์  ทองคง

.

.

คนเรามักประเมินตัวเองสูงกว่าความเป็นจริงเสมอ เพราะความที่มีอัตตาหนาแน่นนั่นเอง

และเราก็มักจะมองผู้อื่นทั้งต่ำและสูงกว่าความเป็นจริงเช่นกัน  บ้างมีดีกว่าที่เราคิดหรือเราหลงว่าเขาดีทั้งๆที่ไม่ใช่  อันเนื่องมาจากอคติคิดไปเอง  ไม่ได้ไตร่ตรองดูให้ถ้วนทั่ว

เมื่อคนเรามาปฏิสัมพันธ์กัน จากฐานที่ประเมินกันไม่แม่นยำ ภาพที่สรุปจึงคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงด้วยนั่นเอง

นำไปสู่การที่แต่ละคนมีโลกทัศน์ และชีวทัศน์แตกต่างออกไปหลายแบบ แม้กระทั่งสุดขั้วกันก็เพราะอย่างนี้เอง

ถ้าคนเราบูชาความจริง  อย่างที่พวกเรามักได้ยินกันบ่อยๆ  ใช่หรือไม่ว่า  เราต้องปรับสายตาให้มองอะไรๆให้ใกล้ความเป็นจริงมากกว่าทุกวันนี้

พูดง่ายๆก็คือ  เราอาจต้องมองตัวเองให้ต่ำกว่าที่เราคิดเล็กน้อย  และเราก็ควรหัดประเมินคนอื่นให้สูงกว่าที่เราคาดคะเน  เขาควรได้คะแนนจากเรามากไว้ก่อนในชั้นต้นเสมอ

ทำได้เช่นนี้  ภาพที่เราสรุปน่าจะมีความใกล้เคียงความจริงเข้ามามากขึ้น  โลกจะเย็นลง

แต่ในทางปฏิบัติ  เราทำได้ยาก  เพราะความที่คนเราติด  "อัตตา"  ตัวเอง  เรามองผู้อื่นน้อยลงเพราะเราหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป  จึงไม่มีเวลา และไม่เห็นค่าที่จะพินิจผู้อื่นให้ละเอียดขึ้น

การที่สนใจผู้อื่นน้อยเกินไป ย่อมมีความสัมพันธ์กับความเป็นอคติที่มองตัวเองสูงเกินไปด้วย อย่างนี้เอง

ด้วยโลกทัศน์ที่สนใจแต่ตัวเองแบบนี้  เมื่อเราก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งการวิ่ง  เราได้โชว์ความเป็นตัวของเราเองออกมาประจักษ์  เนื้อกี่ัมัด  ไส้กี่ขด  ชัดเจน  เราไม่ได้วิ่งดี  เราไม่ได้วิ่งเก่งอย่างที่คิดว่าน่าจะทำได้  ผลงานได้ออกมาต่ำกว่าที่คาดว่าน่าจะทำได้

การวิ่งจึงเป็นเพียงเวทีทดสอบชีวิตจริง  ฝึกหัดให้เราประเมินความเป็นจริงได้แม่นยำขึ้น  อย่างที่ไม่ขึ้นกับสายตาผู้ใดประเมิน

เช่นเดียวกับคนอื่นที่มีท่าทางไม่น่าจะวิ่งได้ดี  หน้าตาแบบนี้  ผลงานออกมาชั้นวิ่งดีกว่าแน่ๆ  แต่เมื่อทดสอบในสนามจริงแล้วพบว่า  ไฉนนำเราลิ่วไปข้างหน้า  เมื่อเราเข้าเส้นตามมาเห็นเขาหายเหนื่อยไปแล้วชาตินึง  แต่เรายังแฮ่กๆอยู่เลย !!!

การวิ่งจึงเป็นช่องทางการประเมินทั้งตัวเองและมองผู้อื่นได้ถูกต้องตามความเป็นจริง อย่างปฏิเสธไม่ได้

แต่ไม่ว่าเราจะชอบเสวนากัน (คบหา)หรือไม่ก็ตาม   แต่เราก็ต้องเสวนากันตามความจำเป็นต่างๆอยู่ดี

สังคมจะเดือดร้อน  ถ้าเรามองตัวเองเว่อร์ไป  ขณะเดียวกันก็ต้องไป interaction กับผู้อื่น ด้วยสายตาที่มองว่าห่วยกว่าเราทั้งนั้น

เมื่อทุกคนคิดกันเช่นนี้  โลกจึงเป็นอย่างที่เห็น  ปัญหาวุ่นวายจึงเต็มไปหมด

ยิ่งล่วงมาถึงยุคสมัยที่เอาคุณธรรมอ่อนน้อมถ่อมตนไปคุยกับคนร่วมสมัยไม่รู้เรื่องยิ่งแล้วกันไปใหญ่  พวกเขามีแนวโน้มที่จะเอาความอ่อนน้อมนี้ ไปปะปนกับ "การถล่มตัวเองประเมินตัวเองต่ำเกินไป"ว่าเป็นคุณธรรมที่ไร้ค่า  สับสนจนคิดว่าเป็นสิ่งเดียวกันที่พันธนาการให้ช้าลง ไปไม่ถึงสุดทางศักยภาพ  สังคมจึงถูกถ่วงให้ช้าลงจากการอ่อนน้อมถ่อมตัว  จนมองตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง

เรามองสิ่งเดียวกัน  แต่ให้ผลการมองออกมาคนละทาง

โลกได้สูญเสียช่องทางการสืบทอดคุณธรรมระหว่างผู้คนรุ่นต่างๆไปอย่างถาวรแล้ว  พวกเขานอกจากจะไม่ยอมรับแล้ว  ยังวิพากย์กันอย่างไม่เกรงใจ  ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคสมัยใดที่ผ่านมา  และคนรุ่นเดิม ก็ไม่พร้อมที่จะอดทนนี้อย่างพอเพียง

บางที  อาจต้องให้โลกของการวิ่งสั่งสอนแก่พวกเขาเองผ่านสัจจะชีวิต

ด้วยการปล่อยให้วิ่งไปทั้งๆอัตตาที่เต็มเปี่ยม  กระหายความสำเร็จที่ล้นเหลือ  อุดมไปด้วยการ Challenge ที่ไร้สาระ  จนกว่าจะไปประจักษ์เอาเองว่า  ไม่มีความสำเร็จใดที่จะสนองความโหยหาที่มากมายไม่รู้จบนี้ได้

ถ้าโชคดี  อาจทำให้พวกเขาประจักษ์กับตัวตนและโลกที่แท้จริงเข้าสักวันหนึ่งข้างหน้า  โลกจะสอนพวกเขาเอง

และแม้จะไม่มีวันนั้นมาถึง  ก็อาจไม่ใช่เรื่องของพวกเราอีกแล้ว  แต่เป็นเรื่องของพวกเขาที่ต้องไปเข้าแถวรายงานตัวต่อชะตากรรม  ถึงสำนึกร่วมทางประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบที่ไม่ได้รับและส่งต่อสิ่งประเสริฐสู่อนุชนได้

.

.

กฤตย์ ทองคง

18  ธันวาคม  2563

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.