การวิ่ง
: เครื่องมือชั้นดีที่ช่วยให้เรามองตัวเองและโลกตามความเป็นจริง
.
(อยู่ในชุด
Symphony ที่หากไม่ใช่คนชอบคิดไตร่ตรองหรือเป็นคนที่ทนอ่านอะไรยาวๆไม่ได้ อย่าอ่านต่อ เพราะจะไม่รู้เรื่อง และเสียเวลา)
.
.
โดย กฤตย์
ทองคง
.
.
คนเรามักประเมินตัวเองสูงกว่าความเป็นจริงเสมอ
เพราะความที่มีอัตตาหนาแน่นนั่นเอง
และเราก็มักจะมองผู้อื่นทั้งต่ำและสูงกว่าความเป็นจริงเช่นกัน
บ้างมีดีกว่าที่เราคิดหรือเราหลงว่าเขาดีทั้งๆที่ไม่ใช่ อันเนื่องมาจากอคติคิดไปเอง ไม่ได้ไตร่ตรองดูให้ถ้วนทั่ว
เมื่อคนเรามาปฏิสัมพันธ์กัน
จากฐานที่ประเมินกันไม่แม่นยำ ภาพที่สรุปจึงคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงด้วยนั่นเอง
นำไปสู่การที่แต่ละคนมีโลกทัศน์
และชีวทัศน์แตกต่างออกไปหลายแบบ แม้กระทั่งสุดขั้วกันก็เพราะอย่างนี้เอง
ถ้าคนเราบูชาความจริง อย่างที่พวกเรามักได้ยินกันบ่อยๆ ใช่หรือไม่ว่า
เราต้องปรับสายตาให้มองอะไรๆให้ใกล้ความเป็นจริงมากกว่าทุกวันนี้
พูดง่ายๆก็คือ
เราอาจต้องมองตัวเองให้ต่ำกว่าที่เราคิดเล็กน้อย
และเราก็ควรหัดประเมินคนอื่นให้สูงกว่าที่เราคาดคะเน เขาควรได้คะแนนจากเรามากไว้ก่อนในชั้นต้นเสมอ
ทำได้เช่นนี้
ภาพที่เราสรุปน่าจะมีความใกล้เคียงความจริงเข้ามามากขึ้น โลกจะเย็นลง
แต่ในทางปฏิบัติ เราทำได้ยาก
เพราะความที่คนเราติด
"อัตตา" ตัวเอง
เรามองผู้อื่นน้อยลงเพราะเราหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป จึงไม่มีเวลา
และไม่เห็นค่าที่จะพินิจผู้อื่นให้ละเอียดขึ้น
การที่สนใจผู้อื่นน้อยเกินไป
ย่อมมีความสัมพันธ์กับความเป็นอคติที่มองตัวเองสูงเกินไปด้วย อย่างนี้เอง
ด้วยโลกทัศน์ที่สนใจแต่ตัวเองแบบนี้ เมื่อเราก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งการวิ่ง
เราได้โชว์ความเป็นตัวของเราเองออกมาประจักษ์ เนื้อกี่ัมัด
ไส้กี่ขด ชัดเจน เราไม่ได้วิ่งดี เราไม่ได้วิ่งเก่งอย่างที่คิดว่าน่าจะทำได้ ผลงานได้ออกมาต่ำกว่าที่คาดว่าน่าจะทำได้
การวิ่งจึงเป็นเพียงเวทีทดสอบชีวิตจริง
ฝึกหัดให้เราประเมินความเป็นจริงได้แม่นยำขึ้น อย่างที่ไม่ขึ้นกับสายตาผู้ใดประเมิน
เช่นเดียวกับคนอื่นที่มีท่าทางไม่น่าจะวิ่งได้ดี หน้าตาแบบนี้
ผลงานออกมาชั้นวิ่งดีกว่าแน่ๆ
แต่เมื่อทดสอบในสนามจริงแล้วพบว่า
ไฉนนำเราลิ่วไปข้างหน้า
เมื่อเราเข้าเส้นตามมาเห็นเขาหายเหนื่อยไปแล้วชาตินึง แต่เรายังแฮ่กๆอยู่เลย !!!
การวิ่งจึงเป็นช่องทางการประเมินทั้งตัวเองและมองผู้อื่นได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
อย่างปฏิเสธไม่ได้
แต่ไม่ว่าเราจะชอบเสวนากัน
(คบหา)หรือไม่ก็ตาม แต่เราก็ต้องเสวนากันตามความจำเป็นต่างๆอยู่ดี
สังคมจะเดือดร้อน ถ้าเรามองตัวเองเว่อร์ไป ขณะเดียวกันก็ต้องไป interaction กับผู้อื่น ด้วยสายตาที่มองว่าห่วยกว่าเราทั้งนั้น
เมื่อทุกคนคิดกันเช่นนี้ โลกจึงเป็นอย่างที่เห็น ปัญหาวุ่นวายจึงเต็มไปหมด
ยิ่งล่วงมาถึงยุคสมัยที่เอาคุณธรรมอ่อนน้อมถ่อมตนไปคุยกับคนร่วมสมัยไม่รู้เรื่องยิ่งแล้วกันไปใหญ่ พวกเขามีแนวโน้มที่จะเอาความอ่อนน้อมนี้
ไปปะปนกับ
"การถล่มตัวเองประเมินตัวเองต่ำเกินไป"ว่าเป็นคุณธรรมที่ไร้ค่า
สับสนจนคิดว่าเป็นสิ่งเดียวกันที่พันธนาการให้ช้าลง
ไปไม่ถึงสุดทางศักยภาพ สังคมจึงถูกถ่วงให้ช้าลงจากการอ่อนน้อมถ่อมตัว จนมองตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง
เรามองสิ่งเดียวกัน แต่ให้ผลการมองออกมาคนละทาง
โลกได้สูญเสียช่องทางการสืบทอดคุณธรรมระหว่างผู้คนรุ่นต่างๆไปอย่างถาวรแล้ว พวกเขานอกจากจะไม่ยอมรับแล้ว ยังวิพากย์กันอย่างไม่เกรงใจ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคสมัยใดที่ผ่านมา และคนรุ่นเดิม
ก็ไม่พร้อมที่จะอดทนนี้อย่างพอเพียง
บางที
อาจต้องให้โลกของการวิ่งสั่งสอนแก่พวกเขาเองผ่านสัจจะชีวิต
ด้วยการปล่อยให้วิ่งไปทั้งๆอัตตาที่เต็มเปี่ยม กระหายความสำเร็จที่ล้นเหลือ อุดมไปด้วยการ Challenge ที่ไร้สาระ จนกว่าจะไปประจักษ์เอาเองว่า
ไม่มีความสำเร็จใดที่จะสนองความโหยหาที่มากมายไม่รู้จบนี้ได้
ถ้าโชคดี
อาจทำให้พวกเขาประจักษ์กับตัวตนและโลกที่แท้จริงเข้าสักวันหนึ่งข้างหน้า โลกจะสอนพวกเขาเอง
และแม้จะไม่มีวันนั้นมาถึง ก็อาจไม่ใช่เรื่องของพวกเราอีกแล้ว แต่เป็นเรื่องของพวกเขาที่ต้องไปเข้าแถวรายงานตัวต่อชะตากรรม
ถึงสำนึกร่วมทางประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบที่ไม่ได้รับและส่งต่อสิ่งประเสริฐสู่อนุชนได้
.
.
กฤตย์
ทองคง
18 ธันวาคม
2563
.
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.