การปรับตารางวิ่ง2
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
การปรับตารางวิ่งตอนที่
1 ว่าด้วยเรื่องการปรับทั่วไป
แต่ถ้าเพื่อจะให้ครอบคลุม
ต้องกล่าวถึงการปรับตารางวิ่งที่ซับซ้อนด้วย
ในชีวิตจริงๆมักจะเป็นชนิดหลังนี้ต่างหาก
ส่วนใหญ่ของความซับซ้อน มักเกิดจากตารางวิ่ง
หรือพฤติกรรมวิ่งหนักที่เกินกว่าต้นทุนเรือนร่างจะรองรับ Stress อันเกิดจากการวิ่งได้
เมื่อเกิดการบาดเจ็บ สิ่งที่เกิดขึ้นคู่ควบโดยปริยายก็คือ การขาดซ้อม ยังผลให้ตกฟิต
เพราะการไม่ได้ซ้อมนั้นเอง
ความฟิต
ณ โมงยามกลับเข้ามาวิ่งอีกครั้ง จึงเป็นคนละความฟิตตอนก่อนได้รับบาดเจ็บ
ที่ตารางต้องถูกปรับเปลี่ยนให้รับกับความเปลี่ยนไปนี้ แต่ร้อยละเกือบร้อย
นักวิ่งมักติดยึดกับระดับตรงรอยต่อก่อนเจ็บนั้นคือตัวตนของเขาในปัจจุบัน จึงเป็นความพยายามกดผ่าการฝึกลงไป ตรงนี้คืออันตรายในสายตาของ Running
instructors ทุกคน
ช่วงต้นของความบาดเจ็บเป็นคนละระดับฟิตกับช่วงปลายระยะเจ็บต่อการกลับซ้อมอีกครั้ง
เห็นภาพไหม?
แต่ที่พวกเราทำตัววิ่งกันกลับไม่ใช่ หลายรายทึกทักเอาว่า "ใช่" อย่าลืมว่า
แม้ผู้วิ่งเบ่งให้หนักขึ้น ทำได้จริงบ้างในบางราย แต่จะตระหนักกันบ้างหรือไม่ว่า นั่นไม่ใช่ด้วยระดับโซนเดียวกัน
จุดที่เราคิดจะนับวัด
เราอาจคิดว่าทำได้ที่โซน4
แต่ด้วยเปี่ยมคาดหวังฝึก ทำให้เราผลำเข้าไปเป็น โซน5 โดยไม่รู้ตัว นั่นคือแผนการลงมือฝึกคลาดเคลื่อนไปแล้ว
เตือนว่าประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสัมพัทธ์เอามากๆ
เมื่อเป็นเช่่นี้ ประกอบกับความพยายามเร่งรัดให้หายเจ็บเร็วๆ
เพื่อกลับเข้าสนามซ้อมให้ทันช่วงสุดท้ายของสนามเป้าหมาย
จึงพบว่า นักวิ่งกลับไปเจ็บอีกครั้งมากมาย เพราะสถานะมันยังไม่หายดี พวกเขานับวัดการหายดีจากอาการที่ปลาสนาการไป เมื่อลงจ็อกทดสอบมันไม่เจ็บ จึงถูกคาดหวังว่า มันหายแล้วจริงๆ แต่พวกเขาไม่เฉลียวใจ ลืมนึกถึง
การสะสมที่ทวีขึ้นกิโลเมตรแล้วกิโลเมตรเล่าที่หยุดไม่ได้จากสถานการณ์แข่ง ที่ไม่เหมือนกับจ็อกทดสอบที่บ้าน
ยังเหลืออาการอยู่ เราหยุดกลางคันได้
ดังนั้น เมื่อพวกเขาออกสนามจึงเสมือนการออกรบที่ไม่มีเสื้อเกราะใดๆปกป้องเรือนร่างแม้แต่น้อย ตายคาสนามอีกครั้ง
ตารางวิ่งใหม่หรือแบบแผนการฝึก
Phase
ที่สองหลังเจ็บ
จึงไม่สามารถจัดเข้มข้นให้เท่าแผนฝึกก่อนเจ็บเป็นอันขาด ประสิทธิภาพเราต่ำกว่านั้น อย่างค่อนชัดเจนด้วย
นี่เป็นข่าวร้าย
ที่พวกเราทำใจยาก แต่คือความเป็นจริง การจะประสบความสำเร็จในโลกแห่งการวิ่ง ต้องอิง"ภววิสัย" ที่เป็นจริง
ไม่ใช่แบบ "จิตวิสัย" มโนเอาเอง
ทั้งหมด
คือสิ่งที่ผู้เขียน พยายามพร่ำบอกว่า
นักวิ่งจงพยายามอย่างยิ่งอย่าให้เจ็บเป็นอันขาดสุดฝีมือ เพราะเจ็บแล้ว เรื่องจะยาว กว่าที่คิดไว้เซื่องๆ
สำนวนเก๋ๆของนักวิ่งที่คิดน้อยก็คือ "เจ็บได้ก็หายได้" ที่ไม่มีความหมายอะไรในทางการเยียวยาตนเอง หรือ
"เรื่องเจ็บ เป็นเรื่องธรรมดา"
หรือ
"ความบาดเจ็บคืออาภรณ์ประดับเรือนกายของนักรบ"
สำหรับผมมันเป็นความพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจด้วย
"องุ่นเปรี้ยว" เท่านั้นเอง
อย่างแรกของกรณีนี้
แก้ไขตารางวิ่งหลังเจ็บ
จะต้องนำไปลดทอนลงไม่น้อยกว่า 50% ของความเข้มข้นเดิมทุกตัว ทั้งความเร็วและทั้งระยะทาง ให้ความกระชั้นถูกจับห่างกันมากขึ้นเป็นสองเท่า
สัปดาห์หนึ่งเคยหยุดกี่วันจากเดิม ของใหม่ ต้องมากกว่า
ทั้งหมดคือมินิมั่ม และถ้าเพื่อให้ชัวร์กว่านี้ อาจะต้องเบากว่านี้อีกด้วย ผ่านเวลาปรับตัวไป จึงค่อยๆทยอยกลับเข้มขึ้นทีละน้อย
จนกว่าจะเท่าเดิม
คือเอื้อเวลาให้เรือนร่างปรับตัว
แม้ช้า แม้เสียเวลา ก็จำต้องทำ
แทบร้อยละร้อยของนักวิ่งที่กลับมาบาดเจ็บอีกครั้ง ลดทอนการฝึกไม่เป็น พวกเขาลดน้อยมาก 5%-10% นั่นคือ
เท่ากับเอื้อช่วงปรับตัวให้น้อยมากเช่นเดียวกัน
สิ่งที่พวกเราลืมนึกไปก็คือ การกลับไปทดลองวิ่งดูว่าหายแล้วหรือยัง ความหมายของมันก็คือ การไปซ้ำเติมความชอกช้ำในเรือนร่างที่ตกฟิต จึงเป็นการสุ่มเสี่ยงอย่างมาก
ถามคำเดียว ถ้ามันยังไม่หายเล่า พฤติกรรมทดสอบนี้ของเรา มันคือสถานะของการซ้ำเติมหรือไม่
หนทางที่เหมาะสมกรณีนี้ของคุณมีไม่มากนัก
ที่ผมนำเสนอสูตร
"เจ็บคูณสอง" วางไว้ให้พวกเราแล้ว
ใจความคือ หยุดมานานแค่ไหนแล้วอาการหายไป
ให้หยุดต่อเป็นสองเท่า
จากการทดสอบสูตรนี้มากับนักวิ่งที่เจ็บ
และตัวผมใช้เอง พบว่า Works มาก
สรุปว่าการปรับตารางวิ่งหลังใช้สูตรเจ็บคูณสอง
คือให้ลด Intensity
ลงทุกตัวถึง 50%
ตัดสนามเป้าหมายถอยออกไปไม่มีกำหนด
เทBib หรือขายต่อ หรือให้ใครไปก็ได้ ไม่มีใครรับก็ให้โยนทิ้งไป อย่าลงเองเด็ดขาด อนาคตวิ่งของคุณเองสำคัญกว่าอย่างท่วมท้น
จำไว้.........
1)
จงใช้ความพยายามสุดความสามารถอย่าให้เจ็บเป็นอันขาด
2) ถ้าเจ็บแล้ว ให้หยุดวิ่งเด็ดขาด อย่างไม่ต้องคำนึงว่าความบาดเจ็บชนิดที่เป็นนี้
อาจเป็นชนิดที่ไม่ต้องหยุดวิ่งหรือเปล่า
คุณกำลังผลักไสตนเองเข้าสู่โหมดซับซ้อนทางวิชาการที่นักวิ่งทุกคนมีจุดอ่อน ขนาดนักวิชาการสรีระวิทยาด้วยกัน ยังระบุไม่ตรงกันเลย
3) เข้าสู่สูตร "เจ็บคูณสอง"
เมื่อหมดสิ้นอาการเจ็บใดๆแล้ว
ยังห้ามวิ่งอยู่
4) กลับเข้าสู่แผนฝึกที่ลดลง 50% มินิมั่ม
5) เทBib ออกให้หมด ตอบทุกความสงสัย "จะหายทันหรือไม่" ว่า
"ไม่ทัน"
นี่คือวิธีการหายจากบาดเจ็บที่เร็วที่สุด
.
.
กฤตย์ ทองคง
7
ธันวาคม 2563
.
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.