อย่าเร่งรีบพัฒนา แต่ก็อย่ารอให้พร้อมเสียก่อน
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
นักวิ่งที่ัมีพรรษาวิ่งไม่มากนัก
มักจะมีทักษะการจัดการองค์ประกอบการฝึกไม่แม่นยำ ยังผลให้การฝึกเออเร่อ คลาดเคลื่อนได้ง่าย
นำไปสู่การพัฒนาช้า หรือได้รับบาดเจ็บ
และก็ส่งชิ่งกระทบต่อไปเรื่อยๆ
ดังนั้น เพราะเล็งเห็นผลประการนี้ไง
ผู้เขียนถึงได้เตือนบ่อยๆว่าอย่าเร่งรัดการฝึก การวิ่งเร่งรีบไม่ได้ แม้พบว่าบางคนเร่งได้จริง แต่จะไม่ยั่งยืน อยู่ได้ไม่นาน ก็จะร่วงหมด ร่วงแล้วมักจะร่วงเลย ร่วงนาน กลับยาก เห็นมาเยอะแล้ว
ว่าการเร่งรัดในเรือนร่างที่ยังไม่เข้าฝักมีผลลัพธ์เป็นอย่างไร ที่บอกว่ารายนั้นรายนี้ยกเว้นไม่เห็นเป็นไรเลย หนังยังไม่จบม้วนครับ
ขณะที่ให้ระวังในอีกด้านหนึ่งตรงข้ามคือมีการตั้งรับความข้างต้นไว้ดี ไม่เร่งรัดก็จริง
เพราะเน้นความปลอดภัยยั่งยืนจนเกินไป
จึงย่ำอยู่กับที่ เป็นปีๆไม่ไปไหนเสียที สิ้นโอกาสก้าวหน้า ความพอดีอยู่ตรงไหน
การเอื้อเวลาให้การซ้อมได้ซึมซับ
มันจะทยอยเข้าฝักทุกวัน แต่วันละนิดละหน่อยแทบไม่รู้สึก แต่มันเข้าไปแน่ๆ
ตัววัดบ่งชี้ที่เราจะเห็นได้คือ
อาการฝึกมันจะดีขึ้น เหนื่อยน้อยลง
หรือได้ระยะทางที่มากขึ้นในตัวแปรเท่าเดิมที่เคยได้ทำในคาบระยะเวลาหลายเดือน
การเพียง
Repeat
ซ้ำอยู่ 1-2 สัปดาห์
ให้สังเกตอาการเป็นไงบ้าง
มันอาจจะไม่หนักเป็นเบาเลย แต่จากหนักพิเศษจะทำได้บ่อยมากขึ้น
ทำได้ทุกวัน แม้มันจะเหนื่อยเท่าเดิม อย่างนี้มันก็ใช่ด้วย
ความช่างสังเกตจดจำนี้ ต้องพัฒนาขึ้นเอามาใช้งาน
การ
Listen
your body ผู้วิ่งต้องนำหลักการนี้มาใช้ตั้งแต่วันแรกๆของชีวิตวิ่ง
ไปถึงวันที่ตัวเองจะทำลายสถิติ PB พิเศษใดๆของแชมป์ทุกเรื่อง
มีนักวิ่งอยู่
2 ประเภทให้เป็นห่วง ประเภทแรก ห้าวจัด
เพิ่มเอาๆ ทำได้แล้วดีใจ เหิมเกริมทำอีก แช่เย็นน้อย แต่เพิ่มอีกแล้ว ไปปะทะกับ Key Sessions อื่นที่กระชั้นไป
พีกฟื้นไม่ทัน ในอายุราชการที่น้อยมาก
อีกประเภทหนึ่ง
คือ รถไม่ด่วนขบวนหวานเย็น
กลัวเจ็บเป็นวาระสำคัญมากกว่าการสิ้นไปของโอกาสการพัฒนา ปีๆหนึ่งล่วงไปแบบแทบจะฝึกเหมือนเดิม
ไม่ไปไหนเสียที
ใครที่เป็นอย่างนี้
ให้ทบทวนเป้าหมายวิ่งว่าจะเอาอะไร
ถ้าเพื่อพลานามัย เพื่อความไพบูลย์ของชีวิต ก็เอาเลย แต่หลายรายปะปนกับภารกิจสอยดาว BEST ว่า "สักวันหนึ่ง....."
ถ้าหากเป็นอย่างนี้แล้ว ต้องจัดเปลี่ยนบุคลิกวิ่ง กำหนดครบ Repeat เมื่อใด
ที่จะได้ลงมือเพิ่มระดับ Intensity ต้องถูกกาลงไปในปฏิทินล่วงหน้าว่าเมื่อซ้ำจนมาถึงขนาดใดแล้ว
จะเพิ่มอะไร เพิ่มตัวไหน เพิ่มเท่าไร สิ่งนี้ต้องดำริเตรียมตัว วันคืนผ่านไปรวดเร็ว แป๊บๆเดือนนึงผ่านไปแระ
กระทู้เราในเฟซปีที่แล้วหมุนกลับมาให้เราดู เหมือนเพิ่งจะสัปดาห์ที่แล้วเอง
วิธีคิด
จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
การรอให้ปัญหามันจบไปก่อนค่อยลงมือทำ
บ่อยครั้งมันบอกว่า วิธีนี้ไม่ Works แน่ เราที่ความจำต้องสานก่ออะไรของเราต่อไป ท่ามกลางการงานก็ยังไม่ลงตัว การรอให้หาย Busy ยาวแน่ครับ ถ้าต้องรอให้มีบ้านของตัวเองก่อน รอให้นี้นั้นโน้น บลา..บลา.. เป็นมายาเสมอ แล้วคุณจะพบว่า เป็นปีีๆผ่านไป วุ่นกว่าเดิมอีก นี้เป็นวิธีจัดการที่ไม่น่าจะได้ผล
เรื่องนี้มันคุ้นๆนะ เหมือนกับรอให้ฝนหายตกเสียก่อนค่อยวิ่ง ก็นี่มันเมืองไทย ตอนนี้ ก็เป็นหน้าฝน จะไปให้มันไม่ตกได้อย่างไร
ประเด็นที่แท้จริงก็คือ ท่ามกลางฝน
เราจะวิ่งอย่างไรต่างหาก
แต่ที่แน่ๆ จะต้องวิ่งแระ ไม่รอให้พร้อม
ใครจะตากฝนวิ่งไป
ก็ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
เอามือถือไว้บ้าน
เอาเสื้อยืดไปเปลี่ยน มีรองเท้าวิ่งสับเปลี่ยนทันแห้ง
ใครจะซื้อ
Treadmill
ก็ซื้อไป
ใครจะเข้ายิมซื้อเวลาใช้เครื่อง
Fitness
ก็ว่าไป
ไม่ใช่ขาดซ้อม
รอให้โควิดหายก่อน ที่เคยเอ่ยกันว่าถึง 2 ปี ล่าสุดนี้ว่าอาจจะถึง 10 ปี มิต้องเลิกวิ่งกระนั้นรึ?
ของเราแค่สองสัปดาห์
เราก็ไม่เอาแล้วกับวิธีที่รอให้ Covid สิ้นไปเอง
เราจะจัดการกับโจทย์ว่า ในท่ามกลาง Covid เราจะซ้อมอย่างไรต่างหาก
การซ้อมใหม่ เงื่อนไขสิ่งแวดล้อมจะแตกต่างออกไป
สหายวิ่งจะกระจัดพลัดพรายหายหมดไปตามทำเลวิ่งใหม่อื่นๆ เป็นไปได้ที่เราอาจต้องได้วิ่งในที่เปลี่ยว
หมาเยอะ กลัวผี เหงาหงอย ไม่เคยชิน
แต่นั่นคือสิ่งแวดล้อมใหม่ที่เราต้องฝ่าฟันมันไปให้ได้
เมื่อ
Covid
ทุเลา กลับไปวิ่งที่เก่าได้
เราต้องเตือนตัวเอง
เราจะกลับไปวิ่งอย่างไร ที่ไม่ใช่
เช่น อย่างชดเชยความกระหายที่ขาดไป อัดขอด
อัดยาว
ให้หายอยาก
ตรงข้ามต้องวิเคราะห์ตัวเองให้ออก ว่าเราตีนตกใช่ไหม ที่รับรู้ได้ไม่ยาก แปลว่าแผนฝึกต้องปรับเปลี่ยน ? จะต้องลดลงขนาดไหน?
ที่ความรู้บอกกับเราว่า การขาดซ้อม(สนิท)นานเท่าไรที่สร้างไว้ จะหายหมด
คือ 2 เดือนเท่านั้น
การประมาณการหายดีจากเจ็บต้องประเมินให้แม่นยำ ถ้าไม่แม่น
ไม่รู้ จะตามไปรู้จากไหน
สูตรกฤตย์วางไว้ "เจ็บคูณสอง" คืออย่างไร อย่าให้อาการเก่าที่กำลังจะหาย
กลับกำเริบขึ้นมาเป็นเรื้อรัง
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง
คือ "ความเรื้อรัง"
ไม่ใช่เวลาที่ต้องหยุดนาน เรื่องแรกเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องหลังเป็นเรื่องเล็ก แม้จะหยุดไปนาน แต่หายแล้วจะหายเกลี้ยง เข้าใจป๊ะ
การตกฟิตที่กังวล ไม่ต้องห่วง มันตกแน่
ถ้าตกได้ก็ขึ้นใหม่ได้
ตรงนี้ต่างหากที่ใช้
"ใจ"
ไม่ใช่ใจที่อัดเข้าไป
ไม่ใช่ใจที่บอกให้ลงสนามทั้งๆที่ยังไม่หายเจ็บดี ชีวิตจริง
คนเราก็เป็นแบบนี้คือการต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า
จนกว่าจะตายจากกัน เท่านั้นเอง
ที่เอ่ยมาทั้งหมดนี้
ไม่คิดเลยว่าผู้ที่มีประสบการณ์วิ่งน้อยพรรษา วิ่งไม่มาก จะจัดการได้ดี
เรื่องการวิ่ง
ว่าเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องยาวแล้ว
เรื่ององค์ประกอบการฝึกที่เกี่ยวข้องกับตัววิ่งก็สำคัญ เพราะการที่ตัวการวิ่งเองจะอยู่หรือไป ก็รับชิ่งมาจากองค์ประกอบนี้ทั้งสิ้น
ขอให้พวกเราโชคดี ในการจัดการกับองค์ประกอบของใครของมันได้อย่างราบรื่นนะครับ
.
.
กฤตย์ ทองคง
1 กันยายน
2563
.
การเข้าฝัก...เข้าถึงโดยทยอยเพิ่ม
WM
(Weekly Mileage)เป็นเวลานานแรมปี (แรมเดือนไม่ต้องพูดถึง)
ที่
WM
แล้วยังต้องมีตัวอื่นประกอบอีก
มียาว
มี Tempo
มีเขา ฯลฯ ปรับทยอยเช่นมาทีละช้าๆ
ผู้วิ่งจะได้ทน
Stress
จากมันได้ มีเวลาให้ปรับตัว โดยให้เผชิญหน้ากับมันเพียงมากกว่าเดิม
10% (ส่วนขอด interval ไว้หลังสุด
จากนั้นค่อยเสริม
Key
ตัวอื่นเข้ามาทีละน้อย กว่าจะยืนระยะได้ไม่บาดเจ็บ ไม่เร็ววันขอบอก
.
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.