Saturday, January 25, 2020

อย่าวิ่งลากนาฬิกา

อย่าวิ่งลากนาฬิกา
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
มีน้องรายหนึ่งโทรมาถามเรื่องวิ่งว่า ลองวิ่ง Tempo แบบ Manual ดู คือไม่สนใจกับข้อมูลที่นาฬิกาให้มา แต่ใช้ดัชนีความรู้สึกตัวเอง ได้ผลทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี เวลาเป็นไปตามคาดหมาย ฟิลลิ่งวิ่ง Tempo ก็เป็นไปตามที่ผู้เขียนบรรยายไว้

แต่พบว่าข้อมูลจากนาฬิกาแดงเถือก สูงปรี้ด จนตัวเองตกใจ "กูตายแน่" จึังถามมายังเราว่า จะกลับไปเชื่อนาฬิกาเหมือนเดิม และให้ความเชื่อถือมันต่อไป
หรือทำอย่างไรกับชีพจรที่หนักขนาดนั้น มันจะปลอดภัยหรือไม่ และที่ทำได้นั่นคือความฟิตจริงหรือลวง

ตัวเองกำลังตัดสินใจจะเริ่มลงขอด Interval ด้วย
ผู้เขียนจึงเอาคำที่ตอบเขาไป มาแชร์เผื่อให้พวกเราเสียในทีนี้ชัดขึ้นมาอีก เผื่อเคสคล้ายๆกันเลยว่า

"โยนนาฬิกาทิ้ง" ฝึกต่อไป

การตัดสินใจของผู้เขียนที่วินิจฉัยเช่นนั้นมาจากการตั้งข้อสังเกตจากนักวิ่งมากมายที่สะท้อนมาปรึกษากับเรา เรื่องอัตราชีพจรในระหว่างฝึกประเด็นนี้มากมาย ไม่ใช่รายเดียว

คือ ถ้าคุณวิ่งโซน 5 จริงๆได้นานๆ เกิน 20 นาทีขึ้นไปเป็นหลายๆกิโลได้ อย่างแค่เหนื่อยเฉยๆ แต่นอกนั้นไม่มีอะไรผิดปกติ พอหยุดวิ่งก็หายเหนื่อยเร็ว ไม่มีความเจ็บ ไม่รู้สึกทรมาน แม้นาฬิกาโชว์สีแดงน่ากลัวขนาดไหน จงอย่าให้ความเชื่อถือ เพราะมันขัดกับความเป็นจริง เครื่องมัน "เพี้ยน" อาจจะเป็นเพราะคุณไม่ได้ตั้งค่าให้มันรู้จักตัวคุณ

และผมกลับไม่ยี่หระที่จะไปแนะให้คุณไปตั้งค่านาฬิกาด้วยซ้ำ

แต่ควรถอดนาฬิกาออกต่างหาก และฝึกแบบ Manual ตามรุ่นพี่ๆที่เคยฝึกกันมาตลอด

หรือเขียนอีกอย่างว่า ก็ผูกข้อมือไว้นั่นแหละ แต่เราเอาตัวเองเป็นหลัก มันจะแดงเถือกแค่ไหนให้มันเถือกไป

นาฬิกาไม่ใช่เครื่องมือเพียงชิ้นเดียวที่เป็นดัชนีเข้าถึงระดับเป้าหมายฝึกที่เหมาะสม

ไม่ได้แนะนำไปอย่างโอหัง อหังการ แต่เพราะสมัยก่อน เรายังไม่มีเครื่องมือนี้ เราฝึกกันด้วยข้อมือโล่งๆ อย่างหรูก็เป็นเครื่องจับเวลาอย่างเดียว นอกนั้น ไม่มีอะไรเลย เครื่องจับเวลามีแค่แบบสายห้อยคอที่โค้ชใช้อยู่คนเดียว

แต่เราก็พัฒนามาได้ ท่ามกลางความจำกัดนี้ และอุปสรรคอันตรายจากการฝึกวิ่งก็มาจากเรื่องอื่นมากกว่าการละเมิดโซนหัวใจ

เราฝึกอย่างไร้นาฬิกามาได้อย่างยาวนาน ตั้งแต่ก่อนสมัย Arthur Lydiard เสียอีก

แต่มาบัดนี้ มีคนบอกว่า ต้องใช้มันขึ้นมาแล้ว เราก็ใช้ ยอมใช้ ไม่เป็นประเด็น ถ้ามันแม่นยำนะ ตราบใดถ้ามันเพี้ยน บอกผลการฝึกปกติเป็นอื่นที่หลุดออกไปจากความเป็นจริง จึงไม่มีเหตุผลที่เรายังเอาไว้ที่ข้อมืออยู่

ถ้ามันถูกใช้เพียงฟังก์ชั่นจับเวลา แค่รุ่น F - 91 w
ราคาแค่ 300 บาท ก็เหลือแหล่แล้ว ทำไมเราต้องไปจ่ายแพงขนาดนั้น ทั้งๆที่ฟังก์ชั่นก็ไม่ค่อยได้ใช้ หรือใช้แล้วไม่แม่นยำเที่ยงตรง

ของมันมีอยู่แล้ว ไม่ต้องถอดมันออกก็ได้ ผูกไว้นั่นแหละ แต่วิ่งต่อไปอย่างที่เราออกแบบว่าเราจะวิ่ง ดูตัวเราเองเป็นประเด็นหลัก นาฬิกาควรยืนยันสอดคล้อง แต่ถ้ามันจะเพี้ยนก็ปล่อยให้มันโชว์ความเพี้ยนออกมา เราแค่ Awearness

้เป็นไปไม่ได้ที่คนปกติจะวิ่งโซน 5 ยืนได้นานๆ ไม่แม้แต่แชมป์ๆด้วย แต่ที่เราเห็นเขายืนได้นานนั้น คือตรงนั้นเป็นโซน 4 ของเขาเท่านั้นเอง

ในเมื่อโลกมีแค่ 5 โซน โซนที่ 6 ไม่มีในโลก
เราจึงต้องจัดเอาโซนสุดท้ายไว้สำหรับโซนที่วิ่งเต็มเท้าแล้วตกเร็ว ถ้าไม่งั้น เราจะเอาโซนตกเร็ว(ที่เร็วจัด)ไปไว้ที่ไหนกัน

ลงถ้ายังกล่าวว่า ตัวเองยืนโซน 5 ได้นานแล้ว ต้องเลือกเอาสัจจะหนึ่งในสองประการนี้ข้อหนึ่งข้อใด

1) ตรงนั้นเป็นโซน 4 ไม่ใช่ 5 ในข้อเท็จจริงหรือไม่ก็
2) โลกที่โซนที่ 6 ด้วย

แล้วความเป็นจริงมันมีไหมเล่าโซน 6 ที่ว่า ???!!!
.
.
เรากำลังอภิปรายมาถึงจุดสำคัญที่ได้ข้อสรุปประการหนึ่ง คือ
นักวิ่งร่วมสมัยไม่เพียงแต่ได้เครื่องมือฝึกมากขึ้นตามเทคโนโลยี แต่กลับได้รับอุปสรรคชิ้นใหม่ที่ชวนให้สับสนมาด้วย อย่างที่นักวิ่งรุ่นเก่าไม่มี
วิ่งลากยางยังพอมีประโยชน์ แต่การวิ่งลากนาฬิกามีแต่ความชะงักงัน
สรุปว่าวิ่งไปเถอะ Tempo ให้ใช้ดัชนีดังต่อไปนี้แยกแยะแทนนาฬิกา ในเมื่อมันสูญเสียบทบาทสำคัญบนข้อมือไปแล้ว
1) เราวิ่ง Tempo ได้ในความต้องเหนื่อย แต่ไม่เหนื่อยมากระดับทรมาน เป็น Comfortably hard หนักขนาดเบา หรือเบาขนาดหนัก
2) ในความเร็ว Tempo นั้น ห้ามตกเร็ว ครึ่งหลังต้องไม่ช้ากว่าครึ่งแรก ให้เท่าหรือเร็วกว่าเล็กน้อย นาน 20 นาทีขึ้นไป ยิ่งมือเก่า ต้องเป็นชั่วโมงขึ้นไป ถ้าหลุดจากนี้ แสดงว่าเร็วเกินไปสำหรับความเป็น Tempo ให้หรี่ความเร็วลง
3) ผู้สังเกตคนนอก(โค้ช) มองหน้าผู้วิ่ง ไม่พบว่าใบหน้าบูดเบี้ยว เป็นสีหน้าปกติ แค่ชำเลืองแป๊บเดียวก็รู้ว่าเธอหลุดไปแล้วหรือยัง
4) ถ้าเครื่องวัดไม่รวนอีก ชีพจรจะแกว่งอยู่ในราว 75%-85% ของสูงสุด (ประมาณความเหนื่อยเอาจากการที่รู้สึกความพยายามก็ได้ ไม่ต้องนาฬิกา)
5) ในทางวิชาการ เป็นความเร็ววิ่งปริ่มขอบระหว่างสองพรมแดนก้ำกึ่งกัน ตือ "พอไหว" กับ "ไม่ไหวแล้ว"
(Aerobic and Anaerobic) หรือ การวิ่ง Tempo คือการทรงไว้ในตำแหน่ง Aerobic ระดับที่สูงที่สุดนั่นเอง
6) หากผู้วิ่งเร็วกว่านี้ เขาจะรักษาความเร็วเอาไว้ไม่ได้ ระดับนี้จึงเป็นระดับสูงที่สุดของประสิทธิภาพการวิ่ง
7) ระหว่างทางวิ่ง ไม่มีอาการเจ็บ ปวด หนึบ แน่น ตื้อ หรือเสียวใดๆ อนุญาตให้มีอย่างเดียวคือ "เหนื่อย"
.
จะยกเว้นไม่เป็นไปตามที่ผู้เขียนกล่าวนี้ ก็เป็นส่วนน้อยที่อาจมีความผิดปกติ ต้องว่าไปเป็นรายๆ ตรวจรักษาแยกออกไป ไม่นำมากล่าวในที่นี้
แต่ลักษณะที่นิยาม Tempo ไว้ จะต้องเข้าลักษณะทั้งหมด ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นแนวหน้าชายรุ่นทั่วไป หรือหญิงรุ่น 50
เมื่อเลือกฝึก Tempo แล้วต้องเป็นเช่นนี้
เอานิยามนี้ไปวิ่ง Tempo ได้ทุกคนในโลก
จำไว้ Tempo มีนิยามอะไรบ้าง ให้วิ่งเข้าลักษณะตามที่บรรยายขณะซ้อมที่เขียนไว้ในตารางว่า Tempo
วิ่งลากยางได้และอาจควรทำ แต่อย่าวิ่งลากนาฬิกาไปด้วย เพราะมันจะงุนงงสับสน ผิดๆถูกๆ มันไม่ควร
.
.
กฤตย์ ทองคง

25 มกราคม 2563



[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.