สิงห์สนามซ้อม
หมูสนามแข่ง
.
.
โดย
กฤตย์ ทองคง
.
.
หนึ่งในปัญหาวิ่งอมตะของพวกเราที่พบกันอยู่บ่อยๆทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา
คือ เวลาซ้อมจะทำได้ดีกว่าเวลาแข่ง ผลประกอบการตอนซ้อมเป็นไปอย่างน่าประทับใจ
แต่ยามเอาจริงตอนแข่ง กลับทำเวลาได้ไม่ดีเท่าตอนซ้อม พูดเป็นภาษาปากก็คือ
ปรากฏการณ์ "สิงห์สนามซ้อม หมูสนามแข่ง" นั่นเอง
(ต่อไปจะเรียกสั้นๆว่า "สิงห์หมู")
คำอธิบายคือ
มันต้องมีอะไรแน่ๆที่ผิดปกติ
จากรูปรอยการวิ่งที่เจ้าตัวและหรือโค้ชต้องค้นหาว่ามันคืออะไรเป็นต้นเหตุ
เพื่อจะได้แก้ไขให้ตรวจุด
จากประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่า
ในบรรดาคุณสิงห์หมูทั้งหลาย มักจะมีปัจจัยร่วมลักษณะใดบ้างดังต่อไปนี้
ข้อหนึ่งข้อใด หรือหลายข้อรวมกัน
ประมวลมาไว้เพื่อให้พวกเรา(ที่อาจจะเป็นแบบนี้)จะได้จัดการกับตารางวิ่งใหม่ต่อไป
ถ้าตกลงใจที่จะเปลี่ยน
1)
ปราศจากการไตร่ตรองในประเด็นเกลี่ยกำลังงานมาก่อน
คิดง่ายเกินไปที่จะพยายามวิ่งให้ดีที่สุด เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ลืมไปว่า
ความตั้งใจที่ดีอย่างเดียวไม่พอ แต่แผนงาน How to ที่ให้ดีนั้นจะทำอย่างไร
ต้องจัดเตรียมไว้ด้วย
อย่างแน่นอน
การแก้ไขภาวะสิงห์หมูอย่างที่ชัดเจนและจำเพาะเจาะจงมากที่สุด หนีไม่พ้น
การวิ่งแบ่งนิเสธ(Negative
Splits) หรือ NS คือการฝึกวิ่งครึ่งหลังของระยะทางไม่ให้ช้ากว่าครึ่งแรก
ในทุก
Sessions
ฝึก แม้กระทั่งการวอร์ม ที่ลักษณะต้องเป็นไปอย่างช้า แต่ต้องช้าแบบ NS
ด้วย เราก็ยังสามารถทำได้ ให้ลองฝึกทำดู(ยกเว้นคูลดาวน์)
แรกๆอาจต้องใช้นาฬิกาคุม แต่ฝึกไปหลายๆเดือน ทุก Sessions การฝึกจะเป็น
NS โดยอัตโนมัติ แม้ไม่ได้ตั้งใจด้วยซ้ำ
2)
ให้หลีกเลี่ยงภาวะการออกตัวแข่งขันที่เร็วเกินไป
ที่เราไม่ได้คิดมาก่อนก็คือ การช่วงชิงสถานะที่ได้เปรียบในเกมแข่งขันก่อนนั้น
ไม่ใช่ของที่จะได้มาฟรีๆ แต่มีมูลค่าที่ต้องจ่าย เยอะมาก
ที่บิลมีมาให้ต้องชำระไม่ทันที แต่ในครึ่ังของระยะแข่งขันที่เราจะตกเร็วลงอย่างมากมายและหลีกเลี่ยงไม่พ้น
และทำนองเดียวกัน
การไปยิ่งช้าเท่าไร ผู้วิ่งก็จะได้เก็บเกี่ยวดอกเบี้ยมากเท่านั้นด้วยกลับกัน
ในเมื่อเงื่อนไขแข่งขันใช้เวลาเป็นตัวตัดสิน เรายังไปช้าก็ไม่ได้
เงื่อนไขการฝึกก็คือช้าลงพอประมาณในความเป็นตัวของเรา
ที่ให้จัดการคือการใช้เวลาในการวอร์มก่อนปล่อยตัวมากกว่าที่เคย
นำเอาการวิ่งช้าที่ต้องทำก่อนการวิ่งเร็ว ออกไปไว้นอกการแข่งขัน ก่อนปล่อยตัว
ยามออกตัวจะได้ออก Pace
กลาง ไม่ช้านัก แต่ก็ยังไม่เร็ว
จากการสังเกต
นักวิ่งมีการออกจ็อกวอร์มอัพก่อนวิ่งกี่ัเปอร์เซนต์ในการแข่งขันที่เห็นและเป็นอยู่
มันน้อยมากจริงๆ นักวิ่งเป็นพันๆ ยืนคุยรอเวลาปล่อยตัว 90%
!!!
อะไรเนี่ยะ เป็นอย่างนี้จริงๆ ลองไปสังเกตดู
รูปธรรมคือ
การออกตัวความเร็วต้นในสนามแข่งเร็วเกินไป ออกตัวไปก็เข้า Pace เป้าหมายแข่งขันเลย Too early บางร้ายกลับเขลากว่านั้น
ออกตัวด้วย Pace เร็วกว่าเป้าหมายแข่งขั้นด้วยซ้ำ
อาการที่หนักหนาสาหัส คือ หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มี Pace แข่งขันกับ
Pace อื่นไม่แข่งด้วยหรือ
ยิ่งจะทวีความร้ายแรงของปรากฏการณ์สิงห์หมูให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก
.
.
เมื่อมาเป็นนักวิ่ง
เราเกลี่ยกำลังกันไม่เป็นเลย นี้เป็นปรากฏการณ์สามัญ แต่เมื่อเรามาเป็นนักวิ่งแล้ว
ต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งแรกๆ
การออกตัวในสนามแข่งขัน
เราจะใช้แรงขนาดไหน ก็อปใครไม่ได้ สิ่งที่ตัวเองจะรู้ คือการทดลองในสนามซ้อม
นักวิ่งที่ใช้สามัญสำนึกจะย่อมได้คำเฉลยบ้างใกล้ความเป็นจริงด้วยการลองทำดู
ศึกษาจากความเป็นตัวของเรา
ห้องแหลบคือสนามซ้อม
Subects
คือตัวเราเอง
ผ่านการลองผิดลองถูกครั้งแล้วครั้งเล่าโดยใช้นาฬิกาเป็นเครื่องมือ
เพียงสนามแรกที่ผ่านไปแบบเอาพอถึงเพียงสนามเดียว
สนามที่สองจะมาคิดและทำแบบสนามแรกไม่ได้แล้ว
อะไรกัน
วิ่งมาหลายปี เป้าหมายเหนียมอาย บอกเอาพอถึงทุกปี อย่างนี้ไม่ต่างจากดักดาน
จงแสดงความแตกต่างระหว่างสนามแรกกับสนามต่อๆมาด้วย
วิ่งกันเอาพอถึงทุกครั้งที่ลง
ไม่อายบ้างหรือ?
กลับมาเรื่องพยายามเรียนรู้ความเป็นระดับของตัวเอง
ต้นควรวิ่งกันขนาดไหน กลางสนามเราควรวิ่งกันที่ Pace ไหน
และปลายสนาม เราจะเปิดก็อกสองกันตรงที่โลเท่าไร
สิ่งเหล่านี้
ถ้าไม่ได้จัดเตรียมไว้ มันจะไม่มีใดๆเลย จะเร็วต้นเป็นผึ้งแตกรัง และเหี่ยวลงๆ
เมื่อกลางสนาม และตอนท้ายๆที่ดูไม่จืด
ถ้าเป็นอย่างที่ว่า
เรานำไปแก้ไขอย่างไร
อย่าปล่อยให้ตัวเองพรรษามากขึ้นโดยไม่ใส่ใจปัญหาเหล่านี้
ค่าที่ว่า หากเราปล่อยให้เป็นเช่นนี้ เราจะเป็นนักวิ่งโข่ง
(แปลว่าเปิ่นและไม่เข้าท่า)
ยิ่งปล่อยไปนานวัน
ยิ่งจะแก้ได้ยากขึ้น คำแก้ตัวเราจะเยอะขึ้น เหตุผลที่แก้ตัวก็จะดีขึ้นๆด้วย
รวมความแล้ว
จะแก้ไขยากหากปล่อยไว้นาน หลายรายตะแบง "ก็กูจะวิ่งของกูแบบนี้ !!!"
ไปทั้งน้ำขุ่นๆหน้่าตาเฉย
.
ทันทีที่จบสนามแรกไป
ให้ลงมือเลย สรุปบทเรียน ก้าวต่อไป สังเคราะห์การฝึกออกมาอะไรบ้าง
ถ้าเฉยอยู่
เราจะทำผิดแบบเดิมๆอีกเมื่อสมัครงานต่อไป เงินค่าสมัครวิ่งถูกใช้ไปอย่างไม่คุ้มค่า
จงเรียนรู้ในความเป็นตัวของเราเอง
หยั่งถึงควาทแข็งแกร่งเหนียวแน่นของเราให้ได้ แม้แรกๆอาจไม่แม่นยำ ลองบ่อยๆ
เดี๋ยวมันจะกระชับเข้ามาเอง
เงื่อนปมที่สำคัญคือทัศนคติ
ความเชื่อ ในคอนเซปส์ต่างๆที่เรามีต่อพัฒนาการวิ่ง และที่มีต่อโลก คือ
เราต้องเชื่อว่า
"เราทำได้" เป็นสิ่งต้นๆ ผ่านการทดลองไปสักระยะหนึ่งกับสามัญสำนึก
แล้วเราจะสรุปจากสิ่งที่ทำได้และไม่ได้ เป็นบทเรียนบทที่สอง แล้วทวนซ้ำลองอีก
ไปเรื่อยๆ
ที่ไม่ใช่คือ
ยังไม่ทันจะลงมือทำ
ก็ชิงตัดหน้าเอ่ยดักทางไว้ก่อนว่า
"ใครมันจะไปทำได้ วิ่งไปแล้วมันต้องตกเร็วกันทุกคน"
ถ้ายังเข้าใจเช่นนี้
เท่ากับเป็นการปิดประตูใส่ตัวเอง
เฮนรี่
ฝอร์ด กล่าวว่า
"หากเราเชื่อว่าเราทำได้ ก็ถูกต้อง และแม้ว่าเราเชื่อว่าเราทำไม่ได้
ก็ถูกต้องเช่นเดียวกัน"
ความมหัศจรรย์ของพลังแห่งการ
Believe
คือสี่งที่เราต้องเรียนรู้ เมื่อมาวิ่ง
และเชื่อหรือไม่ว่า
นักวิ่งเก่าเองก็เถอะ หลายคนสอบเปเปอร์นี้ยังไม่ผ่านเลย
.
3)
ขาดยาว ซ้อมไม่ถึง
อีกหนึ่งลักษณะร่วมของคุณสิงห์หมู
คือ Long
run ไม่ถึงระดับ วิ่งยาวน้อยกิโลเกินไป หรือ
จำนวนครั้งของการวิ่งยาวน้อยเกินไปไม่พอเพียง
และการยาวนั้น
ต้องเป็นการยาวแบบทำการบ้านด้วย เป็นการยาวแบบเกลี่ยกำลังด้วย
ไม่ใช่สักแต่แค่ให้ได้ชื่อว่าซ้อมยาวเท่านั้น
คือควรเป็น
NS
ด้วยเสมอ อย่างน้อยๆก็มีความพยายามที่จะทำให้มันเป็น NS ก็ยังดี อย่าหงุดหงิดที่ในความพยายามแรกๆมันยังไม่เป็น NS ให้
การเริ่มต้นทุกอย่าง
มันไม่เคยมีอะไรที่ทำแล้วได้ดีในครั้งแรกเลย จงเมตตาและฝึกอย่างให้โอกาสตัวเอง
.
4)
คนเป็นสิงห์หมู จะมี WM (Weekly Mileage)น้อย
แม้จะยังมีบางส่วนของผู้วิ่งที่ WM มาก
แต่อย่าง"โข่ง"ก็มี
แต่ส่วนใหญ่ที่พบ
คือมี WM
ราว 80k ขึ้นไป
บริบทที่เกี่ยวกับวิ่งมีหลายอย่างจะทยอยกลมกล่อมขึ้นโดยอัตโนมัติ
มันคือความมหัศจรรย์ของการลงมือทำนั่นเอง
แม้เป้าหมายวิ่งผู้ที่จะเอาดีทาง
10k
แต่ถ้าไม่เพียงเอาเหรียญ แต่เอาอันดับ เอาพัฒนา เอายั่งยืน
เธอจะวิ่งเพียง
WM
น้อยๆ ไม่มีทางได้
อย่าเข้าใจการวิ่งระยะไกลแบบที่หลายคนพยายามให้เธอเข้าใจว่า
วิ่งแค่ 10โลเอง
ยาวแค่นี้ก็พอแล้ว
WM
อะไรตั้งมากมาย
แล้วแสวงหนทางลัด
ที่มันไม่เคยมี
.
5)
คุณสิงห์หมู มักจะมีอัตรา SW (Speedworks)
อย่างหนึ่งอย่างใดมากเกินอัตราที่เหมาะสมที่กำหนดไว้เสมอ
มักจะเป็นกัน พบเห็นบ่อย เห็นเป็นประจำ
(อัตราการลง SW ที่แนะนำไว้
ไม่ควรมากกว่า
20% ของ WM)
(ไม่ต้องเป๊ะๆหรอก ประมาณเอา พูดไว้เพียงเพื่อไม่ให้ลงขอดกันมากถึง 50% หรือ 70% ดังที่เคยเป็น)
(เป็นภาพความเข้าใจที่เป็นอุดมทัศน์ ไม่ใช่สูตรทางคณิตศาสตร์
ขาดเกินนิดหน่อยไม่เป็นไร
พยายามทำความเข้าใจด้วย
อย่าเป็นศรีธนนชัย)
.
6)
ในบรรดาคุณสิงห์หมู มักจะไม่รู้จัก หรือไม่ค่อยให้ความสนใจกับ Taper
หรืออาจะพอรู้จัก แต่ Taper ถะโหล่
ไม่ให้ความสำคัญ ไม่รู้จักเวล่ำเวลา
ใดควรทำ
ใดไม่ควร แยกแยะไม่เป็น
เช่นกำลังจะเข้าแข่งขันอยู่แล้วในวันสองวันนี้
-
ไปก้มๆเงยๆกับการล้างรถเอง
-
ไปเดินช็อปปิ้งนานถึง 2 ชั่วโมงในห้าง
-
ไปตีแบต ไปเตะบอล ไปเดินป่า ไปขุดดินปลูกต้นไม้ ฯลฯ
Taper
ไม่ใช่แค่ Taper วิ่ง
แต่มันคือ
Taper
กิจกรรมทางกายทุกชนิด
.
7)
เป็นนักวิ่ง ไม่ใช่จู่ๆจะเป็นกันได้
ต้องรั้งตำแหน่งว่าที่นักวิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะได้เป็นกันจริงจัง
เพราะความที่เรือนร่างคนทั่วไปธรรมดากับร่างของนักวิ่ง
ข้างในมีระดับความเหนียวแน่นแข็งแกร่งต่างกันเยอะมาก ดูภายนอกเหมือนไม่ต่างกัน
แต่ข้างใน ความซวก ความอึดทน ที่ต้องผ่านการทดสอบถึงจะตระหนักชัดเจน
นักวิ่งใหม่
พรรษาวิ่งเพิ่งงอกตุ่มตา จะทำอะไรต้องดูเนื้อดินที่เป็นจริง อย่าเห็นรุ่นพี่ๆทำได้
จะเผยอทำบ้าง ไม่ใช่เพราะผูกขาดมากกว่าเป็นห่วง
เป็นนักวิ่ง
Beginners
เพิ่งเข้ามายังไม่ครบปี ยังไม่มีการรับรู้พื้นฐานใดๆว่า
ด้วยบุคลิกวิ่งอย่างไรเหมาะควร แต่นี่ไม่ใช่ความผิด
มันเป็นเพียงขั้นตอนการเปลี่ยนผ่าน ที่เราต้องผ่านไปกันทุกคน
และควรถูกปฏิบัติแบบให้โอกาส
ตั้งแต่วิ่งมา
ผู้เขียนยังไม่เคยเห็นนักวิ่งใหม่พรรษาน้อยๆวิ่งได้ดีบาดเจ็บยาก มีสายตามองเกมขาด
หรือมองปรากฏการณ์ทะลุเลยแม้แต่คนเดียว
.
8)
สังเกตสถานที่ที่สิงสถิตย์ของบรรดาคุณสิงห์หมู
มักจะรวมกันฝึกเป็นกลุ่มก้อนกัน มักไม่ฝึกเดี่ยว ไม่ได้หมายความว่า
กลุ่มผู้ฝึกหมู่จะเป็นสิงห์หมูทุกคน
เพียงแต่พวกสิงห์หมูมักอยู่ในชมรมวิ่งฝึกด้วยกันเป็นประจำ
ได้แบบอย่างซึ่งกันและกัน ต่างเป็นตัวกระตุ้นเร่งเร้าซึ่งกันกลับไปกลับมา
แรงดึงดูดของกลุ่ม
มีความหมายต่อการต้องการการยอมรับในชุมชนด้วยนั่นเอง
.
คือโดยธรรมชาติการวิ่งด้วยกันมันอดที่จะเปรียบเทียบตัวเรากับผู้อื่นไม่ได้เลย
แม่จะตระหนักว่า เราควรเป็นตัวของตัวเอง ไม่ไปเทียบเคียงกับใครก็ตาม
มันคลี่คลายไปเองอย่างอัตโนมัติ
เขียนเช่นนี้ ให้พวกเราเตือนตัวเองว่า ขณะวิ่งกับสหาย
เราเผลอตัวไปเร็วเกินจนหลุดสมดุลข้อกำหนดหรือเปล่า
การรวมกลุ่มต้องเกื้อกูลระหว่างเพื่อนสมาชิกด้วยกันแต่ละคน
ให้มีการพัฒนาขึ้น
ตราบใดถ้ามันคลี่คลายกลายเป็นถ่วงรั้งความก้าวหน้า
จงฉีกตัวเอกไปฝึกเดี่ยว
การวิ่งต้องจรรโลงสร้างสรรค์แก่กันและกัน
ต้องผลัดกันช่วยให้พัฒนาขึ้นอย่างเดียว ไม่ถ่วงกัน
สิ่งนี้เท่ากับเป็นการส่งสารเตือนโค้ชด้วยกันอีกโสตหนึ่ง
ด้วยว่ามีเด็กเพียงบางคนเท่านั้นที่เหมาะจะฝึกหมู่ ไม่ทุกคน
การรวมหมู่ฝึกในทางกลไกจิตวิทยาจะออกผลลัพธ์ที่ดีในบางราย
แต่ไม่ทุกราย
การบ้านที่ให้
ต้องสอดรับกับจริตของแต่ละคนด้วยครับ
ในแง่นี้
งานควบคุมดูแลการฝึกวิ่งให้มีความก้าวหน้าจริงยอมรับว่า ไม่ใช่งานง่ายๆเลย
.
9)
เมื่อกอปรกิจที่กล่าวมาข้างบนได้ครบถ้วนแล้ว
เชื่อว่าผู้วิ่งจะไปพ้นจากสิงห์หมู ได้เองทันที
เขาจะเริ่มเก๋าขึ้น
กล่าวไม่ผิดนักว่า
การหลุดออกจากภาวะสิงห์หมูได้โดยสิ้นเชิง
คือดัชนีชี้วัดความเก๋าวิ่งอย่างสั้นที่สุด
.
.
กฤตย์
ทองคง
26
มกราคม 2563
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.