ภัยคุกคามนักวิ่งที่ทำตัวเอง
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ภัยคุกคามนักวิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง ก็คือ ความบาดเจ็บอันเกิดจาการวิ่ง ที่ไม่หยุดทันทีที่เกิดอาการผิดปกติ
แต่มันจะไม่ร้ายแรงมากนัก ถ้าเราเลือกที่จะจัดการมันก่อนต้นมือ ด้วยความสำนึกถึงความสำคัญและระแวดระวัง เช่นเดียวกับ รถจะชนเอาถ้าเดินทะเล่อทะล่าออกไปกลางถนนผิดจังหวะเวลาที่รถเขากำลังวิ่งผ่านมาพอดีในช่วงเสี้ยววินาทีนั้น
แต่ชะงักเสียหน่อยนึง รอให้รถผ่านไปก่อนค่อยเดินต่อ ก็รอดพ้นแล้ว
จะเดินข้ามถนน มันจำเป็นต้องสัญจร ก็ไม่สามารถเป็นข้ออ้างได้ จะข้ามก็ต้องมองซ้ายมองขวาก่อนเสมอไป
มีบางครั้งเท่านั้น ที่เราเจ็บจากวิ่งแล้วสามารถบอกได้ว่า ไปเจออะไรมาถึงเจ็บ วิ่งมากไป , เร็วเกินไป หรือกระชั้นชิดไป แต่หลายครั้งมันก็เกิดแบบ ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย หาสาเหตุไม่พบ ก็ออกบ่อย
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากกว่า เมื่อเจ็บ หรือเมื่อมีสัญญาณเตือนบาดเจ็บมาแล้ว นักวิ่งมีปฏิกิริยาอย่างไร วิ่งต่อหรือหยุด
ผู้เขียน วางประเด็นคำเตือนบาดเจ็บบ่อย บ่อยเสียจนตัวเองยังเบื่อ แต่ก็ยังพบพวกเรา ทำผิดพลาดดกดื่นอยู่เช่นเดิมเสมอ
นักวิ่งมักไม่หยุดทันทีที่มีอาการ หรือทันทีที่ได้รับสัญญาณผิดปกติ คือภัยอันดับต้นๆที่ถ่วงรั้งชีวิตวิ่ง
1) ในการซ้อม เมื่อเกิดอาการผิดปกติ(อาจไม่ใช่ความบาดเจ็บก็ได้) แต่เรามักไม่หยุดทันที ต้องทนให้ครบรอบเสียก่อน
ก็แล้วมันเรื่องอะไร มีกฎของไหนที่บังคับให้เราต้องวิ่งให้ครบรอบเสียก่อน
มันจะเคร่งครัดฝึกอะไรจนไม่ยินยอมปรับเปลี่ยน แล้วเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดก็เกิด หรือเรื่องที่ควรจะเบา ก็กลายเป็นหนักกว่าเดิม
2) ในสนามแข่ง นี่ยิ่งเป็นอันตราย คุกคามนักวิ่งหนัก ที่พวกเราหาได้สังวรกันเอาเลย นึกว่าคงจะราบรื่นดี ได้เหรียญได้เสื้อกลับบ้านเสมอไปรึ ? คุณอาจได้รับบาดเจ็บก็ได้ จากสถานการณ์ที่บังคับให้หยุดก่อนสนามทั้งๆที่ยังไม่จบ (DNF) แม้มันจะขมขื่นใจมากแต่ต้องทำ
ในที่นี้ ไม่ใช่ประเด็นที่จะมาอภิปรายกันว่า เจ็บเพราะอะไร แต่เราจะรับมือกับสถานการณ์เตือนนี้อย่างไรมากกว่า
เพราะความที่สนามแข่งไม่ใช่ของฟรี แต่เราต้องจ่ายเงิน ถึงจะได้มาวิ่ง จึงเห็นความเสียหายเงินทองที่จะต้องกลับบ้านมือเปล่า(โดยไม่เจ็บ) แต่ต้องเสียหายมากกว่านั้น ต้องให้ถูลู่ถูกังไปทั้งๆที่มีสัญญาณผิดปกติมาแล้วตั้งนาน ตั้งครึ่งค่อนสนาม เรากลับหยุดไม่ได้ หรือจะเพราะเราไม่หยุดเองก็เถอะ มันก็คือ"ไม่หยุด"นั่นเอง มันคือความบาดเจ็บได้ถูกสถาปนาเต็มรูปในที่สุด
ขณะใช้รถใช้ถนนอยู่ เมื่อมีคันหนึ่งตรงดิ่งเข้ามาหาเรา เราก็ต้องหยุดหรือเดินเลี่ยงไปเส้นทางอื่น จนกว่ารถนั้นจะผ่านไป ไม่ใช่เรื่องที่ว่า ทางของฉันถูก ชีวิตจริง ไม่มีใครถูกใครผิด อยู่ที่เราไปขวางทางรถ และเราตายไปแล้ว
แม้เรายังซ้อมไม่เสร็จ ซ้อมไม่ครบรอบ แม้เจ็บแล้วต้องทนวิ่งต่อมาให้ถึงตำแหน่งที่เดิมเริ่มวิ่ง มันจะเพิ่มความสุ่มเสี่ยงมากขึ้นกับสถานการณ์โดยไม่จำเป็น
อย่างน้อยๆ เพียงแค่เราเปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดินให้ถึงจุดสตาร์ท ก็ยังดีกว่าทนฝืนวิ่ง
นึกกันซิ ผลประโยชน์ฝึกที่เราจะได้มา ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณจนถึงการฝืนวิ่งต่อมันคืออะไร มันไม่มีอะไรเลย แต่เรากลับจ่ายออกไป ที่แลกกับความเสี่ยงเข้ามาที่ไม่จำเป็นใดๆทั้งสิ้น
ทั้งสองสถานการณ์ 1) + 2) คืออันตรายของนักวิ่งที่ไม่ยอมหยุดวิ่ง เมื่อมีสัญญาณผิดปกติ
ความเสียหายอันเกิดจากการไม่ได้ข้ามถนนในช่วงวินาทีนั้น(ช้า)ตามใจตนเองต้องการ แลกกับชีวิตบาดเจ็บล้มตาย มันคุ้มกันหรือไม่
แค่หยุดนิดๆหน่อยๆ ปรับแผนวิ่งกระทันหัน โยนสนามทิ้ง โยนเหรียญทิ้ง โยนเสื้อทิ้ง เพื่อแลกกับความไม่เสี่ยงบาดเจ็บใดๆเพิ่มเข้ามาอีก กลับมาเสียดายเหรียญเสียดายเสื้อ เสียดายค่าสมัคร ปัดโธ่ !!!
ยิ่งเมื่อเป็นการซ้อมกับการต้องดันให้ครบรอบ มันจะยิ่ง Silly เอามากๆ
แล้วไง?...ที่ยังไม่เจ็บก็เจ็บ แทนที่รุ่งขึ้นจะซ้อมต่อได้ แต่ไม่ใช่แระ นำไปสู่ความยุ่งยากต่อไป เป็นโดมิโน
คนนอก คนกีฬาอื่น ที่มองเข้ามา แม้แต่คนที่เดินออกกำลัง จึงเอ่ยเสมอว่า "วิ่งมันอันตราย" เพราะพวกเขาเห็นเราทำตัวอย่างนี้เอง
การขยายตัวของวิ่งก็จำกัดลงกว่าที่ควร ก็เพราะพวกเราทำตัวให้เขาเห็น
้เพราะถ้าเช่นนั้น จะมีกฎ Listen your body ออกมาทำไม
ทุกก้าวย่าง อนุญาตให้มีแค่เหนื่อย แต่ไม่ใช่เจ็บ เป็นนักวิ่งแล้วต้องแยกให้ออก "เจ็บ" กับ "เหนื่อย" ไม่เหมือนกัน
กับตัวผู้เขียนเอง บ่อยเสมอที่ขณะซ้อมวิ่ง อะไรไม่รู้มันเกิดขึ้น มันเจ็บเลยละ ขุ่นเคืองทุกย่างก้าว สังเกตได้ชัดเจนว่าอาการระหว่างข้างซ้ายกับข้างขวา ไม่เหมือนกัน ชัดเจนและกระทันหัน
อย่างสั่งให้ตัวเองหยุดทันที ปรับเป็นเดินสักครู่ เดี๋ยวออกวิ่งใหม่ ปรับ Pace เป้าหมายซ้อมให้ช้าลง น่าจะดีขึ้น ถ้าวิ่งแล้วเป็นอีกไม่หาย ก็เดินกลับเลย ไม่วิ่ง
อย่างไม่แยแส โยนการฝึกวันนั้นทิ้งอย่างไม่ใยดี เดินต่อจนถึงจุดที่เราจอดรถไว้ กลับบ้้านทันที
อาการหายไปแล้ว ตั้งแต่้เดินถึงรถ ผ่านการนอนหลับอีกทั้งคืน 8 ชั่วโมง รุ่งขึ้นใสแหนว ต่อเนื่องฝึกได้ แค่เลื่อนการฝึกจากเมื่อวานเป็นรุ่งขึ้นเท่านั้น ก็วิ่งปร๋อแล้ว เมื่อวานที่ผ่านมา คืออะไรก็ไม่รู้ ใครจะไปสน แต่ไม่ใช่เจ็บแน่ ไม่มีความบาดเจ็บใดหายเร็วขนาดข้ามคืนแบบนี้ ไม่ถึง 24 ชั่วโมงเอง
ขอแนะนำให้รู้จัก นี่แหละคือสัญญาณเตือนที่ผมตั้งใจสดับทุกฝีก้าวที่ซ้อมวิ่ง ผมจึงมีเรื่องที่อวดพวกเราว่า ผมมีประวัติบาดเจ็บน้อยมาในชีวิตวิ่ง
เพราะมันไม่ใช่ความบาดเจ็บใดๆทั้งสิ้น แต่มันคือสัญญาณที่มาเตือนร่างกายก่อนเจ็บจริง และของจริงจะมาหากพวกเราฝืน ไม่นำพาและเพิกเฉย
แบบนี้ไม่รู้กี่รายต่อกี่ราย
กี่เหรียญแล้วที่แลกได้มากับความบาดเจ็บที่ทยอยก่อขึ้นมาทีละนิดมาทั้งๆเตือนมาแล้ว แต่ไม่หยุดวิ่ง เป็นเหรียญที่แลกกับความบาดเจ็บและโดมิโนขาดซ้อมที่ล้มทับต่อมาเป็นชั้นๆ กลับเข้าไป เบาไม่เป็น กดหนักเท่าเดิมเพราะกระหายการวิ่งกดทับ เจ็บอีก วนเวียนหลุดเข้าหลุมดำ
เพราะทำตัววิ่งไม่เป็น หยุดวิ่งไม่ได้ ไม่สนใจกฎ Listen your body มันจึง "ตถตา" จึงเป็นเช่นนั้นเอง
.
.
กฤตย์ ทองคง
11 มีนาคม 2564
.
ตราบใดที่กฎพื้นฐาน Lisyen your body ยังถูกละเลย ต่อให้เป็นแผนฝึกเทพใดๆที่จะเข้ามา ก็ไร้ความหมาย
ก็ในเมื่อมันเจ็บไปเสียแล้ว แม้จากเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง จากการไม่ฟังสัญญาณเตือน มันก็คือ "ความเจ็บ" ตัวจริง มันวิ่งไม่ได้
แล้วมันจะไปแผนท่งแผนเทพอะไรกับมัน
ปลาตายน้ำตื้นกว่าครึ่งค่อนสนาม
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.