Sunday, March 1, 2020

ความเข้าใจวัตถุประสงค์การฝึก

ความเข้าใจวัตถุประสงค์การฝึก
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
สิ่งที่จะเอื้อให้การฝึกดำเนินไปถึงความสำเร็จลำดับต้นๆก็คือ "ความเข้าใจจุดประสงค์การฝึก" ว่าที่ลงมือทำไปนั้น มันทำไปเพื่ออะไร มุ่งเป้าพัฒนาอะไรในตัวเรา ทุก Sessions

หากเราไม่ทำความชัดเจนตรงนี้ก่อนการฝึกเริ่มต้น เราจะถูกสิ่งแวดล้อมฝึกจูงใจให้เราไขว้เขวได้ง่ายมากจากความเย้ายวนต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเรา 99% ไม่มีโค้ชควบคุม เราฝึกกันเอง

ลงถ้าโค้ชลุ่มหลงกับเสน่ห์แห่งการชิงดีชิงเด่นกับสหายวิ่ง ปะลองกำลังกันเปรอะไปหมดอย่างไม่เป็นทางการยามฝึกประจำวันในสนามซ้อมแล้วละก็

ตัวเรา คือทาสรับใช้อัตตา โดยปราศจากการทัดทานใดๆเลย และนี่เองคือสิ่งที่ คิปโชเก้กล่าวถึงการเป็นทาสของ Passion นั่นเอง อย่าหลงเพียงว่าการเป็นทาสรับใช้อัตตา คือหลีกเลี่ยงการฝึก เถลไถลขี้เกียจซ้อมเท่านั้น แต่อัตตาที่หิวกระหายการได้รับการยอมรับ ก็คุกคามนักวิ่งรุนแรงด้วยเช่นกัน Self awareness จึงสำคัญมาก

เมื่อตามตัวเองไม่เท่าทัน สิ่งที่จะดำเนินต่อไปก็คือ การฝึกอย่างสะเปะสะปะ

คำว่า "Junk miles" ไม่ได้หมายความเพียงระยะทางเท่านั้น แต่รวมความถึงการสักแต่วิ่งไปฝึกไปโดยหาตระหนักไม่ว่า ที่เราวิ่งนี่มันเพื่ออะไร ?

นักวิ่งกลุ่มที่รักการพัฒนาฝีเท้า มักเป็นกันเช่นนี้หลายกลุ่ม สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่ากับการวิ่งสะเปะสะปะ รวมตัวกันวิ่งทีไร ออกอ่าวกันทั้งกลุ่มทุกที

เมื่อจะฝึกอะไร เราต้องเข้าใจจุดประสงค์การฝึกเสียก่อน รวมทั้งตระหนักในเงื่อนไขที่เป็นต้นทุนของความเป็นตัวของเราเองด้วย
อย่าเอา "การต้องวิ่งไปด้วยกัน" เป็นตัวตั้ง ที่เป็นจุดอ่อนนักวิ่งไทยเสมอ นึกจะทำอะไร ก็ต้องทำด้วยกัน แล้วตัวทำพังคือกระบวนการกลุ่มนี่เอง

รวมตัวกันวิ่งแล้ว ต่อมาก็ปรับเข้าหากัน
ทันทีที่ปรับความเร็วเข้าหากันแล้ว จุดประสงค์ฝึกแต่ละสมาชิกจะเพี้ยนทันที (ก็คนมันเท่ากันเสียที่ไหนล่ะ)...

"วิ่ง" เป็นกีฬาปัจเจก อย่าให้ความพยายามเปลี่ยนแปลงมันให้ออกจากสาระความเป็นธรรมชาตินี้ถ่วงรั้งความสำเร็จ ถ้่าจะเปลี่ยนแปลง ต้องไปในทิศทางบวกเท่านั้น ตราบใดถ้ามันดึงกันไปดึงกันมาฝึกแบบผูกขาของแต่ละคนไว้ด้วยกัน

จงอย่าทำ

การวิ่งเดี่ยวถ้ามันจะช่วยเราฝึกมันง่ายขึ้น ก็ควรทำ แต่ถ้าการวิ่งเดี่ยวมันจะช่วยกันความผิดพลาดจากกระบวนการกลุ่มไม่ให้เกิดได้ มันก็ต้องทำ
.
.
1) ถ้าวิ่งยาว (Long run) ไปไม่ช้า(ของผู้นั้น)เสียแล้ว ความอืดจะไม่บังเกิด เราต้องการให้อืดนั้นต่างหาก ไม่ใช่หลีกเลี่ยง
สิ่งที่พวกเราพยายามหลีกหนี คือความทรมานจากการอืด(ควาทุกข์จากการวิ่งช้า)
แต่ผู้เขียนของให้พวกเราตระหนักไว้ว่า นั่นกลับเป็นเป้าหมายของ Sessionยาว ที่ต้องการให้เกิดขึ้นต่างหาก จะได้จำลองเงื่อนไขในโลท้ายๆของการวิ่งให้เราได้เจอมันบ่อยๆ เมื่อไปเจออีกครั้งจะได้จัดการได้ดีขึ้น เกิดจำได้หมายรู้
พัฒนาประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อแดง (Slow twitch muscles fiber) ที่วันจริง เราต้องใช้มันอย่างแน่นอน เราจึงหลีกหนีการวิ่งช้าใน Longrun ไม่ได้ ส่วนความเร็วที่พวกเราคิดนั้น ไปได้จาก Session อื่น
ถ้าเราหลีกหนีการวิ่งช้า ใน Long run จุดประสงค์ยาว ก็เลยไม่ได้
.
พวกเราไม่มีความจำเป็นต้องมาอธิบายให้ผู้เขียนทราบว่ามันทรมานอย่างไร และตัวเธอมีความสามารถวิ่งยาวให่เร็วกว่านี้ได้ตลอดระยะทาง
ทำไมผมจะไม่รู้ ไม่เข้าใจ
ยิ่งการพูดเช่นนั้นยิ่งแสดงว่าพวกเธอยังไม่มีความเข้าใจจุดประสงค์ของ Long run อย่างแท้จริง
จำไว้ว่า มันเป็นไฟต์บังคับที่ Long run ต้องช้า ทั้งกาดอกจันทน์และขีดเส้นใต้แดง
วันไหนตรง Sessionยาว ขอให้ตระหนักไว้เตือนตัวเองว่า วันนี้ต้องวิ่งช้าจนทรมานนะ และต้องทำอย่างนี้ด้วย มันเป็นลักษณะที่ต้องฝึกไม่ใช่หลีกเลี่ยง
ขอให้พวกเธออย่าไปสับสนกับการฝึก Race pace มันเป็นคนละ Session กัน
มีเป้าประสงค์ฝึกต่างกัน
ถ้าการฝึกไม่ถูกควบคุม Long run ของเธอจะกลายเป็น Race pace
โดยทันที เธอเท่ากับ "ขาดยาว" ยาวซ้อมไม่ถึง วันจริงระยะท้ายจึงเป็นอย่างที่เห็น
ที่เป็นกันเช่นนี้เพราะพวกเราวิ่งกันแบบไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของ Session ว่าฝึกไปเพื่ออะไร
เราต้องรับกลับมาทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าเราทำไปเพื่ออะไร
และต้องมั่นคงในหลักการนี้ ตราบใดถ้าฝึกเองไม่มีโค้ช
.
ถามว่า แล้ว Race pace ต้องฝึกบ่อยไหม เดือนละกี่ครั้งครับ
.
ตอบ อยู่ที่ผู้ฝึกรับไหวหรือไม่ไหว ไม่ได้อยู่ที่ผู้ออกแบบควบคุมการฝึกจะกำหนด
นี่คือเหตุผลที่มือใหม่ไม่เหมาะ race pace แค่วิ่งยาวอย่างเดียวก่อน
.
2) ถ้าการวิ่ง Tempo ถูกผูกขาให้วิ่งไปด้วยกันกับสหายวิ่งในชมรมแก๊งค์เดียวกัน พวกเราจะพลาดจุดประสงค์การฝึก Tempo อย่างง่ายมาก
ย้อนไปดูโค้ช เขาฝึกเด็กทั้งกลุ่มวิ่ง Tempo อย่างไร
เขาจะแบ่งเด็กออกเป็นหลายกลุ่ม ไปใช่ไปด้วยกันทั้งหมดเป็นโขยงแบบที่พวกเราทำกัน
รายที่วิ่งเร็ว จับเข้ากลุ่ม A
รายที่วิ่งกลาง จับเข้ากลุ่ม B
รายที่ช้า(กว่า) จับเข้ากลุ่ม C
(บางโค้ชที่ดูแลมากมีเด็กมากมายจริง จะมีกลุ่มกลางๆอีกหลายกลุ่มให้เด็กเลือกลง กลางอ่อน กลางๆ กลางแก่)
แล้วหัวลากผู้นำกลุ่ม ต้องเป็นรายที่มีประสบการณ์มาก ประคับประคอง
เพซกลุ่ม (ตามที่โค้ชดีไซน์กำหนดอย่างเคร่งครัดให้สมาชิกตามมากันจนครบทุกคน
จะไม่ใช่หัวลากที่เป็นเพชรฆาตสังหารสมาชิกทีละตัว โดยตัวที่อ่อนที่สุดตายก่อนตั้งแต่โลแรก อย่างที่พวกเราทำกัน สมาชิกหลุดออกไปทีละตัวจากเพราะการไม่จัดกลุ่ม
เมื่อความเร็วไม่ได้ถูกควบคุมปล่อยเตลิด เป้าหมาย Session จึงไม่บังเกิด
การฝึกพัฒนา จึงเกาไม่ถูกที่คัน
ผลประกอบการออกมาทีไรแผ่วปลายทุกเช้าวันอาทิตย์ เพราะอย่างนี้เอง
Tempo จึงกลายเป็นขอด กลายเป็นการแข่งขันนอกสนาม อย่างไม่เป็นทางการ อวดอัตตา
ดังนั้น ตำแหน่ง LT (Lactate threshold)ของผู้ฝึกจึงไม่ได้รับการฝึก ระดับ LT จึงไม่พัฒนา
เมื่อ LT ไม่ขยับ ผลลัพธ์การแข่งขัน New record มันจะเกิดได้อย่างไร
เป็นกันเช่นนี้เพราะหลับหูหลับตาฝึก หาตระหนักไม่ว่า เราฝึก Tempo ไปเพื่ออะไร
ถ้าไม่รู้ว่า Tempo เขาฝึกไปเพื่อพัฒนาอะไร พวกเราย่อมไม่รู้วิธีวิ่ง Tempo ว่าต้องวิ่งอย่างไรด้วยนั่นเอง
.
พอ Tempo ทีไร เท่ากับออกไปวิ่งแข่งกันทุกครั้ง สิ่งเหล่านี้ถ้าพวกเรามีโค้ช จะไม่มีทางเป็นแบบนี้เด็ดขาด
"เด็กในสำนักจะไม่ถูกเหล่าซืออนุญาตให้ตวัดดาบไปเด็ดขาดเด็ดขาดตราบใดที่ยังควบคุมใจของตัวเองได้ไม่นิ่ง"
ถ้าพวกเรา หาโค้ชไม่ได้ ก็ต้องเราทำความเข้าใจแต่ละ Session มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกอะไร
เมื่อทำได้แล้วละก็ รูปแบบพฤติกรรมฝึกวิ่งประจำวัน จะแตกต่างออกไปจากนี้มาก
แน่นอน
ความเข้าใจต่อวัตถุประสงค์ฝึก จึงมีความสำคัญต่อความสำเร็จมากทีเดียว
กล่าวได้ว่า ตราบใดถ้าภาพเราชังไม่ชัดว่าเราฝึก Session ต่างๆไปเพื่ออะไร เราซ้อมไม่ควรฝึกใดๆเลย
แต่ละ Session มีวัตถุประสงค์ ที่แตกต่างกันออกไป เราต้องชัดเจนตรงนี้ให้ได้
เพื่อจะได้สุดท้ายแล้ว จะได้ไม่ต้องกลับมาถามผู้เขียน อาจารย์ครับ.....ฝึกแล้วไม่ขึ้น พยายามก็แล้ว เพิ่มความหนักหน่วงเข้มข้นก็แล้ว ปริมาณก็มากมาย แต่สถิติเวลาติดเพดานครับ เกิดไรขึ้นครับ ?.
.
.
กฤตย์ ทองคง
1 มีนาคม 2563
.
เราไม่ได้เป็นครูบาอาจารย์มากไปกว่าใช้สื่อเป็นบทสะท้อนความคิดเห็นที่ตัวเองมีต่อการฝึกวิ่ง
ในนี้เอง ก็รวมไปถึงวิธีการวิ่ง และวิธีการเข้าใจการชีวิตและการวิ่งเพื่อให้ออกผลมาดีที่สุดด้วยอีกโสตหนึ่ง ที่ผูกพันกันอย่างแยกไม่ออกครับ
ยังมีความเป็นไปได้ที่ยังมีจุดอ่อนจากมโนคติที่เป็นแบบนี้อยู่
จึงขอความเมตตาจากเพื่อนๆแนะนำกลับมาด้วย จะขอบคุณมากครับ
.
ไมตรี นวลผกา
ถามอาจารย์คับผมรบกวนสอบถามนิด ถ้าเราลงคอร์ทที่
เพซ 4.4 ประมาณ 5 นาที ต่อมาเราไม่ไหว
เพซร่วงลงไปที่เพซ 4.5 และ 5 เรื่อยๆ
ต่อ 5 นาที แบบนี้ถือว่าเป็นการฝึกที่ไม่ได้ผลใช่ปะคับ
และควรฝึกแบบนี้ต่อ หรือว่ารอให้หายเหนื่อย
แล้ววิ่งให้ได้ 4.4 ทุกรอบคับ
.
ตอบ
ถามดี....มีเนื้อหาตอบยาว ทนอ่านนะ
ไม่ใช่ไม่ได้ผล น่าได้ผลบ้างครับ
เริ่มจากเราเรียกชื่อผิดไป
5 นาทีเร็วขนาดนี้ ผมไม่เรียกเป็นขอดแระ น่าจะเป็น Tempo
แต่ถ้าเป็น Tempo จริง มันก็น้อยไป 5 นาที ไม่พอ (เริ่มต้น T ควรราว 20 นาทีเป็นต้นไป แล้วพัฒนาขึ้นอีก)
ถ้าเป็นขอด ถ้ามันนานขนาดนี้(5นาที)
มันไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะพัฒนาแรงระเบิด Boost turbo ในสถานการณ์แข่งขันใดๆในช่วงที่จำเป็น
คุณควรทำทั้งสอง คือทั้งขอด ที่สั้นกว่านี้
และทั้ง T ที่นานกว่านี้
แน่นอน เมื่อ T ก็ต้องช้าลง เพราะเราจะวิ่งอย่างไร ที่เมื่อผ่าน 5 นาทีไปแล้ว ไม่หล่น จนกระทั่งในครึ่งหลังของ 20 นาทีนั้นก็ไม่หล่นอีกด้วย นึกดูเอาละกัน
สรุปว่าที่คุณวิ่งมันออกกึ่งๆ Tempoก็ไม่ใช่ ขอดก็ไม่เชิง
แต่ถ้าจะถามว่า ถ้าไม่เอาทั้งสอง ผมจะฝึกของผมแบบนี้ มันจะพัฒนาได้หรือไม่
ไปลองเลย แล้วนำมาบอกผมและพวกเราด้วยว่า ฝีเท้าพัฒนาขึ้นหรือไม่
ถ้าผมทำนายว่า ปลายยังหล่น แต่ถ้าเกิดคุณไปทำแล้วปลายเกิดไม่หล่นเล่า
ค่าที่ว่า การจะคลี่คลายผลลัพธ์เป็นอย่างไรโดยแท้จริง มีปัจจัยหลายตัว
ไม่ใช่เฉพาะบางตัว
มองว่า เราต่างแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันครับ

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.