นักวิ่งต้องมองตัวเองเป็นตัวตั้ง
.
.
โดย
กฤตย์ ทองคง
.
.
ต่อหน้าต่อตาโลกที่ผันผวน
นักวิ่งถูกซัดไปมาจากโลก ทั้งโลกทุนนิยม ทั้งแบบอย่างวัฒนธรรมบริโภคนิยม
ทั้งการค้า ทั้งสุขภาวะและสิ่งแวดล้อม
ยังผลให้นักวิ่งที่ปราศจากภาพวิ่งที่ตั้งไว้ชัดเจน ส่ายสะเปะสะปะ
การตัดสินใจหลายอย่างๆ
ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช้จุดยืนที่เป็นผลประโยชน์ของเราเป็นตัวตั้ง
สับสนในคุณค่า
จำไว้ว่า.....
ไม่ว่าจะตัดสินใจเรื่องวิ่งใดๆก็ตาม
เราต้องเลือกเอา "ตัวเรา" เป็นตัวตั้งเสมอไป
ใดที่สอดคล้องกับตัวของเรา
คือ "ใช่" และหากตรองแล้วพบว่ามัน"ไม่ใช่"ใดๆแล้ว
ก็จงอย่าให้"ความเชื่อถือ"
อย่างดีที่สุด
ก็เก็บตรงนั้นไว้ในสมองซีกหนึ่ง เป็นคลังข้อมูลที่บ่งบอกว่า เรารับรู้ว่า
อย่างนี้ก็มีในโลกด้วย เอาไว้เป็นต้นทุน ต่อชิ้นจิ๊กซอว์ตัวต่อไป
ที่จะมีมาให้เราตัดสินคุณค่าอีกครั้ง เราจะได้มันเป็นเชื้อมูลวิเคราะห์มันต่อไป
ไม่มีรองเท้าวิ่งเทพคู่ใด
ที่เหมาะกับนักวิ่งทุกคน ไม่ว่ามันจะแพงเริดสักขนาดไหน จงเอาตัวของเราเป็นตัวตั้ง
ใส่แล้วถามตัวเองว่า ถ้าเคลื่อนที่วิ่งจริงๆ ฟิลลิ่งจะเป็นอย่างไร
ถ้ามันดี
ก็ยังเป็นเพียงแค่ผ่านโจทย์ชั้นต้นเท่านั้น หาใช่ดีสรุปสุดท้าย
ต่อมา
มันจะยังเคลื่อนเข้าหรือเคลื่อนออกจากความเหมาะสม
มันยังมีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน เช่น ความขัดเคืองที่มันยังอำพรางอยู่
ยังไม่เกิดในการทดลองใส่ แต่จะทยอยชัดขึ้นหรือหายไป
ก็ยังมีความเป็นไปได้ทั้งสองทาง
รองเท้าวิ่งคู่ใหม่ของเรา
ไม่จำเป็นต้องใหม่เอี่ยม อาจเป็นมือสองก็ได้ การลองสวมแล้วใส่สบายดี มันบอกเราเพียงระดับต้นๆเท่านั้น
เหมือนกับผู้มุ่งหวังที่จะอยู่เรือนกับเรา
จะรู้สึกดีในตอนเพิ่งจะคบกัน ต่อเมื่อได้อยู่กินกันไปสักพัก อะไรที่บ้าๆ
มันจะหลุดออกมาทีละอย่าง
รองเท้าวิ่งก็เหมือนกัน.........
.
.
รองเท้าวิ่งก็เหมือนกัน
การลองสวมก่อนตัดสินใจซื้อ ช่วยได้ระดับหนึ่งเท่านั้นเอง
แต่ต้องผ่านการวิ่งไปสักระยะ ราว 7 วัน กว่าถึงจะชัดเจนขึ้นมาได้มากขึ้น
ไม่ใช่ลองใส่วิ่งเข้า
Session
หนึ่งก็โม้ออกมาเป็นฉากๆแบบที่รีวิวกัน และไม่ว่าจะเป็นอย่างไร
สำหรับเราตรงนั้นก็เป็นเพียงข้อมูลอีกชิ้นหนึ่งเท่านั้น เมื่อเราซื้อแล้วมันอาจจะเป็นอีกอย่างก็ได้
ประเด็นที่มันยากก็คือ
จะลองสวมอย่างไรประกอบการตัดสินใจซื้อ ด้วยการวิ่งจริงนานไม่ใช่วันเดียว ไม่ใช่ Session เดียว เพื่อชัดเจน
รองเท้าเขาเฉาหมด
ถ้าไม่เอา แล้วเขาไปไปขายใคร
การจะหยั่งความตื้นลึกหนาบางของเธอว่ามีศีลที่ตรงกันหรือไม่
ถ้าไม่หลับนอนด้วยกัน เราจะหยั่งถึงได้อย่างไร
การตัดสินใจเลือกของเราอาจไม่เป็นธรรมกับฝ่ายหญิงได้
อย่าคาดหวังการรีวิวรองเท้าวิ่งรุ่นต่างๆในหน้าสื่อออนไลน์ว่าจะช่วยเราได้
เพราะเกือบร้อยละร้อย เขียนฝั่งโปรหมด อีกทางแทบจะไม่เคยเห็น
เท้าที่สอดเข้าไป
และปากที่เอ่ยรีวิว ต้องเป็นเท้าของเราและปากของเรา ไม่ใช่ของคนอื่น
.
ท่าวิ่งก็เหมือนกัน
อย่าให้คุณพ่อรู้ดีคนใดมาบอกกับเราว่า
เปลี่ยนท่าวิ่งสิ เป็นท่าโน้น ท่านี้
ขีดเส้นใต้แดงกาดอกจันทน์ตรงนี้
"ไม่มีท่าวิ่งใดที่เริ่ดเสียจนนักวิ่งทุกคนต้องหันมาวิ่งในท่าอุดมคตินั้นทุกคน"
มิเช่นนั้น
โลกจะมีความแตกต่างของรูปแบบชีวกล (Bio Machanic) ที่หลากหลายได้อย่างไร
...........................................................
อย่าก็อปปี้สูตรวิ่งของคนอื่นมาใช้
ทุกสูตรที่นำมา
ถ้าไม่หลวมไป ก็คับไป พอดีหายาก
ก็เหมือนกับรองเท้าวิ่งนั่นแหละ
มีตั้งหลายขนาดหลายเบอร์ การจะพบเบอร์ 9 ครึ่งของเราบนชั้นโชว์รองเท้า
ถือเป็นความฟลุก มันมีความเป็นได้สูง ที่จะเป็นทุกเบอร์ ยกเว้นเบอร์ของเรา
แล้วยังไม่พอ...
ไหนจะยังรองเท้านั้นถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการวิ่งชนิดไหน แบบไหน ชีวกลแบบใด
โหย.....เรื่องมันเยอะ
!
พนันได้เลย
คนเริ่มวิ่ง มาซื้อรองเท้าวิ่งคู่แรก ด้วยการตัดสินใจของตัวเอง
ซื้อผิดเกือบทั้งหมดทุกคน ไม่ตรงหนึ่งก็ตรงใด
ท่าวิ่งอุดมคติที่วางไว้นั้นไม่ผิด
เขาเพียงแต่เอาเป้าหมายวิ่งและผู้วิ่งที่มีรูปแบบชีวกลแบบหนึ่งเป็นพิมพ์เขียว
แล้วกำหนดการวิ่งออกมาต้องอย่างไร ต้องไม่อะไร
ที่ไม่ใช่ผู้วิ่งอย่างตัวฉันที่เติบโตมาในเงื่อนไขเจาะจงแก้ไขอดีตไม่ได้
เอามาเป็นโมเดลผลิตวาทะกรรมท่าวิ่งอุดมคติ
และคำวิจารณ์ออกมา
ไม่ได้เอาตัวนายกฤตย์เป็นตัวตั้ง
ว่าท่าวิ่งที่สอดรับชีวกลของกฤตย์ มีนั้น จะเป็นอย่างไร
.
น่ารำคาญเหลือเกิน
กับการที่ตนเองสมาทาน(แปลว่ารับเข้ามาเชื่อและปฏิบัติ) กับลัทธิหนึ่ง
ถึงกับหน้ามืดตามัว เห็นไปว่า ควรที่คนทุกคนทั้งโลกต้องสมาทานไปด้วย
"เรื่องอะไรของเอ็ง"
เพราะนักวิ่งผู้อ่าน
ผู้รับสารไม่มีหลักยึดของตัวเองไง ถึงได้ตามที่เขารีวิวนั้นอย่างเซื่องๆ
ที่สอดรับดี
ก็ว่าต่อ
ที่เจ็บไปก็มาก........โธ่เอ๋ย...ซวยไป...
เพราะอย่างนี้ไง
วิ่งไม่ดูตัวเอง ไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง
แม้กับเรื่องที่น่าจะพื้นๆมากที่สุด
คือเป้าหมายวิ่ง ที่ได้มาจากการที่เราไป "เสวนา"(แปลว่าคบหา
ไม่ได้แปลว่าสนทนา) กับคนอื่น เราก็จะได้รับอิทธิพลความคิดมาจากคนคนนั้นด้วย
ว่าซึมซับวิ่งแบบไหนมาด้วยนั่นเอง
ว่างๆลองสงบไตร่ตรองดูเถิด
ตัวของเราลัวนๆ จะเอาอะไร กับการวิ่งเนี่ยะ
เห็นเพื่อนไป
42 ไปอัลตร้า ไป100 ก็สะเออะไปกับเขาบ้างไม่ส่องกระจก
อยู่กับค่านิยม
มินิกระจอกอนุบาล
ต้องมหาลัย42
ขึ้นไป
ในงานหนึ่งๆ
เขาจัดระยะไหนยาวที่สุดลงอันนั้น เป็นฐานตัดสินใจ ไม่ดูความพร้อมตัวเอง
ซ้อมมาถึงไหน เพื่อนเขาเอ่ยมหาลัย
ตัวเองก็มหาลัยกับเขาด้วยกลัวไม่เข้าพวกไม่เขาฝูง
อนุบาลเนี่ยะนะ...เอ็งวิ่งให้ได้อันดับดิ? เอ็งจะสำนึกได้ว่ามันอนุบาลหรือเปล่า
แล้วประเด็นสำคัญขะมาถึงเองอัตโนมัติ
คือ How
to win...
มหาลัย42
ของเอ็งหน่ะ วิ่งให้ตลอดอายุขัยนะ หนังยังไม่จบม้วน
หนังวิ่งนี้
เป็นหนังชีวิตหลายภาค หลายตอน
ที่ฉากรันทดมันมักจะอยู่ในม้วนท้ายๆรายที่ไม่เจียมตัว เจอกันทุกคน
รำคาญมากกับการเอาเป้าหมายวิ่งตัวเองไปครอบและตัดสินวิ่งผู้อื่น
.
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะไม่เอาตัวเราผู้วิ่งเป็นตัวตั้ง
มาเป็นตัวกำหนดคุณค่า
แต่ไปไขว่คว้าสะเปะสะปะ
จากความเป็นสีสันฉูดฉาดสายตา แต่มันหาได้อยู่ที่ใดอื่น นอกจากภายในตัวเองเท่านั้น
ขอให้พวกเราไตร่ตรองความเป็นตัวของเราให้แยบคายเถิด
เราคือใคร จะเอาอะไร แค่ไหน
พอชัดเจนเรื่องชีวิตแล้ว
รองเท้าวิ่งคู่ที่ "ใช่" จะตามมาเอง
.
.
กฤตย์
ทองคง
11 กุมภาพันธ์ 2563.
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.