Friday, January 10, 2020

แหงะ

แหงะ
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
แม้ความรู้วิ่งจะอยู่ในสายวิทยาศาสตร์ แต่มันทำงานในขอบข่ายที่มี"คน"เป็นศูนย์กลาง มันจึงไม่มีคำตอบที่ตายตัว

อย่างที่บอกไว้เสมอๆว่า นักวิ่ง ต่อให้เท่ากันในปัจจัยเปรียบเทียบที่ใกล้กันที่สุดแล้วก็ตาม ก็ยังมีข้อที่แตกต่างกันอีกมาก เราไม่สามารถและไม่ควรที่จะก็อปปี้แผนฝึกกัน

การพยายามทำตนเป็นโค้ชจำเป็นในหน้่าสื่อออนไลน์ควรสำนึกความเป็นจริงประการนี้ให้ดี

อย่าทีเดียว รองเท้าเทพต้องคู่นี้ อย่าทีเดียว ท่าวิ่งต้องท่านี้ การวางเท้าต้องอย่างนี้เท่านั้น

อย่างที่พบพวกเราพยายามจะทำกันบ่อยๆในการแนะนำน้องๆ

ไม่มีท่าวิ่งเทพใดที่ควรแนะนำให้นักวิ่งทุกคนต้องทำตาม เพื่อบรรลุความสำเร็จ

และเช่นกัน คำของโค้ชแต่ละท่านที่ให้กับเด็กๆ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ไม่เพียงเฉพาะต้นเหตุจากเด็กคนละคนเท่านั้น โค้ชเองก็ยังเป็นคนละคน คนละสายตา คนละวิเคราะห์ คนละวินิจฉัย จึงมีข้อสรุปที่ไม่มีทางที่จะเหมือนกัน อย่างแน่นอน

ความข้อนี้ขอให้นักวิ่งทุกท่านพึงตระหนักให้ดี ที่ไม่ใช่ก็คือ จับเอาคำแนะนำของโค้ชท่านนี้ไปชนกับท่านโน้น
ที่ล้านเปอร์เซนต์ต้องมีแน่ๆ ที่มันไม่เหมือนกัน หลักใหญ่ๆมันจะใกล้เคียงกัน แต่ปลีกย่อยย่อมต้องมีอยู่แล้วที่จะต่างกัน

โดยปกติแล้ว โค้ชท่านใดพอทราบว่า เขาไม่ใช่ที่เป็นผู้ควบคุมการฝึกของเด็กคนนั้นแต่ผู้เดียว เขาจะเผ่นออกทันที เป็นผู้เขียนก็เผ่น...ทันทีที่รู้ตัว

แต่ที่ซ้อนกัน เพราะเราไม่รู้ เด็กไม่บอกว่าไปถามคนอื่นด้วยเมื่อมาอยู่กับเราแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้โดยบังเอิญ คำแนะนำมันย่อมเหลื่อมกัน
ซ้อนและก่่ายเกยค่อนข้างแน่ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะระบุว่า คนนึงต้องถูก และอีกคนนึงต้องผิด เพราะมันมีคนเป็นศูนย์กลางไง การทำงานกับคน มันย่อมเป็นอย่างนี้เอง

ต่อหน้าต่อตาโจทย์คณิตศาสตร์ข้อเดียวกัน ปริศนาอาจได้รับการเฉลยด้วยตรีโกณมิติ หรือเรขาคณิต ย่อมเข้าถึงคำตอบที่ตรงกันและเป๊ะด้วย แม้จะคิดคนละวิธี แต่คำตอบต้องตรงกันด้วย แต่นี่คือคณิตศาสตร์ ไม่ใช่คนศาสตร์ เราจึงไม่มีท่าวิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกนักวิ่ง

ไม่นานที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนเคยได้เข้ารับการอบรมโค้ชกับ Gunter Lange เรายังเห็นแตกต่างกันเลย(ในปลีกย่อย) แต่เกือบทั้งหมด หลักๆแล้ว ตรงกันอย่างน่าประหลาด

มีบ้างที่ Lange คิดอย่างเขา ผู้เขียนก็คิดอย่างผู้เขียน เช่นที่จะเล่าวันนี้ "เรื่องแหงะ" ("แหงะ" เป็นภาษาปากของนครสวรรค์ แปลว่า "เหลียว")

"การแหงะ" คือการเหลียวเพื่อเช็คดูขณะกำลังแข่งขันว่าคู่ประกบเราที่ตามมาห่างขนาดไหน รุ่นเดียวกันหรือเปล่า ในช่วงตอนที่สำคัญใกล้เส้นชัย เพื่อเราจะได้กำหนดจังหวะจะโคนของกำลังเราในท่ามกลางสถานการณ์ที่เข้มงวดจำกัดจำเขี่ย เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด.
.
.
Lange แนะนำเราว่า "อย่าแหงะ"
เพราะการแหงะจะทำให้เราแตกฟอร์มที่เรากำลังพยายามควบคุมอยู่ และเราจะเพลี่ยงพล้ำสูญเสียโฟกัสการทรงความเร็ว และย่อมสิ้นเปลืองพลังงาน
เขาขอให้เราตั้งมั่นในสิ่งที่เราจะต้องทำของตัวเอง ไม่ต้องไปสนใจมันผู้ใดทั้งนั้นจะอยู่ห่างหรืออยู่ใกล้ขนาดไหน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนท้่ายๆของการแข่งขัน ที่ทุกคนกำลังจดจ่อกับความมุ่งมั่นเต็มที่
ผู้เขียนก็เห็นว่าเป็นเหตุผลที่ดี ตราบเท่าที่เรากำลังทำ How to do the best.
แต่ในเงื่อนไขการแข่งขันที่มีบริบทไม่เพียงแต่ต้องวิ่งให้เร็วที่สุด ต้องเหนียวที่สุด ต้องทนมากที่สุดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงยุทธศาสตร์การเกลี่ยกำลัง จังหวะจะโคนในการสอดรับกับตัวเองในสถานการณ์ว่าเราจะ Harmonize มันอย่างไรตอนไหนด้วย
.
ผู้เขียนแนะนำเด็กสายแข่งทุกคนที่มาฝึกด้วย ต้องแหงะเสมอ รวมทั้งตัวผู้เขียนก็แหงะด้วย เมื่อเราไปแข่ง
แต่เราจะไม่แหงะกันพร่ำเพรื่อ
นานๆแหงะที แหงะตอนที่เห็นว่าสำคัญเท่านั้น
ตอนไหนจะสำคัญบอกไม่ได้ แล้วแต่สถานการณ์ตอนนั้นๆ
แน่นอนว่าการแหงะแล้วย่อมจะเปลืองแรง สูญเสียพลังไปบ้างแน่นอน
นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนบอกให้พวกเรา
"ฝึกแหงะ" ด้วย
และตอนที่ฝึกที่ดีที่สุดคือตอนลงขอด โดยเฉพาะครึ่งหลังของขอดทุกเที่ยว
จำได้ไหมหลักการสำคัญที่ได้ให้ไว้ว่า
ถ้าเราต้องการให้มีคุณสมบัติอะไรในตัวเราเวลาไปแข่ง เราต้องได้รับการฝึกมาก่อน ถ้าไม่ทำจะยากมาก หรือทำไม่ได้ หรือทำแล้วล้มเหลวอย่างใดอย่างหนึ่งถ้าไปทำเลยไม่ฝึกมา
นาทีนี้ผู้เขียนจึงขอวางคำแนะนำนี้ไว้เลยว่า นักแข่งสายเร็วผู้หวังผล ถ้่าคุณไม่ฝึกแหงะไว้บ้าง สักวันหนึ่งคุณจะโดนเสียบหน้าเส้นโดยไม่ทันตั้งรับ
.
"การแหงะ" ไม่ใช่เหลียวหน้ากลับไปดูตรงๆหรือใช้เวลาละเลียดดูนานใดๆ
เพียงแค่เหลียวไปดูเพียงครึ่งหน้า (แบบในภาพประกอบ) แค่ครึ่งเดียว EK ก็รู้แล้วว่า มันใกล้ไหม? มันห่างออกไปขนาดไหน
ไม่ใช่แหงะเพื่อให้รู้ว่าใครตามมา ไม่ใช่มันผู้นั้นชื่ออะไร ไม่ใช่ว่ามันมีไฝที่ไหน
และการที่เราจะฝึกแหงะนี้ให้มีประสิทธิภาพที่สุด ก็คือลองแหงะจริงๆในครึ่งหลังของขอดทุกเที่ยวนั่นเอง
เช่นใน 400 เมตรหลังของขอด 800
ควรแหงะสักสองครั้งห่างๆกันพอสมควร
หรือใน 200 เมตรสุดท้ายในขอด 400 อย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่ง
ลองทำดูแล้วจะพบว่าเป็นอย่างที่ Lange เตือน คือมันเปลืองแรง และฟอร์มวิ่งที่กำลังควบคุมอยู่อาจจะเริ่มระส่ำ
และตรงนี้แหละคือผู้เขียนให้โอกาสพวกเราฝึกหัดควบคุมฟอร์มกลับทันทีอย่างรวดเร็ว อย่างมีแรงเสียดทานน้อยที่สุด
ทำบ่อยๆ ทำทุกครั้งในเที่ยวขอด จนเราแหงะได้อย่างราบรื่นในวันจริง
.
เรื่องนี้สำคัญในยุทธศาสตร์การวิ่ง
เพราะเราไม่ได้มีคู่ประกบเป็นเสาโทรเลขหรือหลักกิโลที่อยู่นิ่งๆแล้วเราแซงมา
แต่มันตามเรามาด้วย บางครั้งเราหนีมันห่างออก บางครั้งมันกลับกระชับเข้ามาทั้งๆที่เราหนีอยู่ด้วยซ้ำ
ด้วยความหวังว่า การฝึกหัด"แหงะ"จะทำให้เราทราบสถานะนาทีนั้นว่า เรากำลังจะถูกแซงแล้ว หมายความว่าอันดับที่ติดอยู่จะได้รับการสลับ หรือว่าโล่งปลอดภัย และเราจะรับมือตอนไหนอย่างไรดี
เป็นการฝึกในฝึกอีกที การฝึกแหงะในขอดครึ่งหลังมันทรมานถ้าไม่เคย แต่เป้าหมายฝึกไม่ใช่สบายๆไม่ใช่ง่ายๆ แต่ฝึกฝืนไว้ทำบ่อยจนชิน วันจริงทำให้เราทำได้ในวันแข่งเอง
.
ตราบใดที่ผู้วิ่งตั้งเป้าหมายเอา The best your PB หรือการ Perform สูงสุดเท่านั้น โดยไม่สนใจว่าใครจะแซง และไม่ใช่สถานะการณ์ Competitive running คุณอาจไม่ต้องแหงะใดๆ
แต่ถ้าคุณยังมีเป้าหมายติดอันดับ การแซงของคนรุ่นเดียวกันข้างหลังขึ้นมาหน้าเส้น ยังมีความหมายต่อคุณแล้วละก็ คุณควรฝึกแหงะมากๆ
แต่อย่างใดก็ตาม ก็แล้วแต่นักวิ่งสายแข่งขันแต่ละคน จะเลือกเชื่ออย่างไร
ด้วยความเคารพและเชื่อมั่นในตัวอาจารย์ Lange เสมอ ผมขออนุญาต เชื่อของผมอย่างนี้ครับ
.
.
กฤตย์ ทองคง
10 มกราคม 2563
.
แม้การแหงะจะทำให้เสียพลังไปบ้าง
แต่เพื่อการกำหนดจังหวะจะโคนในการเกลี่ยกำลังหนักเบาตรงไหนเพื่อผลการช่วงชิงการวิ่งที่สุดยังมีความสำคัญในนาทีสุดท้ายแล้วละก็
การแหงะ ผมว่ามีความจำเป็นเสียแล้ว
.
และวิธีที่เราจะแหงะแล้วเสียดทานน้อยที่สุด คือหัดแหงะตอนซ้อมด้วย แม้ว่าตอนนั้นไม่มีความจำเป็นต้องไปเห็นอะไรข้างหลังเลย

ทำเพียงเพื่อวันจริง เราจะแหงะชำนาญขึ้น

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.